รู้ให้ทัน 3 โรคข้อไหล่ที่ไม่ควรละเลย

กระดูกข้อไหล่เป็นข้อที่หัวกระดูกและเบ้าไม่ลึกมาก ประกอบขึ้นเป็นข้อไหล่อย่างหลวม ๆ โดยมี เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่ยึดโดยรอบ ส่งผลให้ข้อไหล่เป็นข้อที่มีโอกาสเคลื่อนหลุดได้บ่อยกว่าข้ออื่น ๆ ในร่างกาย ซึ่งอาการปวดที่เกิดขึ้นกับข้อไหล่อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือเรื้อรังและมีลักษณะแตกต่างกันไปตามแต่ละโรค
3 โรคเกี่ยวกับข้อไหล่ที่พบมากและควรรู้ไว้เพื่อจะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงที ได้แก่ ภาวะเส้นเอ็นหัวไหล่ฉีก (Rotator Cuff Tear) ข้อไหล่ติด (Frozen Shoulder) และข้ออักเสบ (Arthritis)

1) ภาวะ เส้นเอ็น หัวไหล่ฉีก
เป็นปัญหาที่พบบ่อยทั้งในคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการปวดและไม่สามารถใช้งานไหล่ได้ปกติ ส่วนใหญ่เส้นเอ็นมักฉีกขาดบริเวณตำแหน่งที่เส้นเอ็นเกาะกับกระดูกต้นแขน (Humerus) ซึ่งอาจฉีกเส้นเดียวหรือหลายเส้นก็ได้
การฉีกขาดอาจเริ่มจากการถลอกบริเวณด้านบนของเส้นเอ็น (ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของหินปูนบริเวณกระดูกด้านบน (Acromion) กับตัวเส้นเอ็น) หรืออาจเกิดจากภาวะเสื่อม (Degeneration) ของเส้นเอ็น หรือเกิดจากการใช้งานหรืออุบัติเหตุ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเวลานอน โดยเฉพาะตอนนอนตะแคงทับ ปวดเวลายกแขนขึ้นหรือลงในบางท่า อ่อนแรงในขณะยกหรือหมุนหัวไหล่ เกิดเสียงเสียดสีในขณะขยับบางท่าของไหล่ การรักษาขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่บาดเจ็บเป็นสำคัญ

2) ข้อไหล่ติด
เป็นภาวะที่มีการขยับข้อไหล่ได้น้อย โดยมักจะเริ่มจากไม่สามารถยก กาง หรือหมุนหัวไหล่ได้ ข้อไหล่จะค่อยๆ ลดการเคลื่อนไหวจนกระทั่งเคลื่อนไหวได้น้อยลง และพบว่าผู้ที่เป็นเบาหวาน ต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ โรคหัวใจมีโอกาสเกิดภาวะข้อไหล่ติดได้มากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บที่ข้อไหล่มาก่อนและมีการหยุดเคลื่อนไหวข้อไหล่ไปชั่วคราวอาจมีโอกาสข้อไหล่ติดด้วยเช่นกัน ผู้สูงอายุมักมีโอกาสเกิดโรคนี้มากกว่าวัยอื่น ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาการอาจสะสมจนเป็นมากขึ้น
สาเหตุของข้อไหล่ยึดติดเกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ ข้อไหล่ ซึ่งเรียกว่า เยื่อหุ้มข้อไหล่อักเสบ โดยปกติเยื่อหุ้มข้อไหล่จะค่อนข้างยืดหยุ่นและสามารถขยายตัวหรือหดตัวตามการขยับของข้อไหล่ แต่เมื่อเกิดภาวะข้อไหล่ติด เยื่อหุ้มข้อไหล่จะมีการอักเสบและหดตัวจนไม่สามารถยืดหยุ่นได้เหมือนเดิม ทำให้ขยับข้อไหล่ได้น้อยลงและมีอาการปวดบริเวณข้อไหล่ทั้งกลางวันและกลางคืนนานหลายสัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยังสามารถใช้งานแขนในการดำเนินชีวิตประจำวันจากการเคลื่อนไหวที่กระดูกสะบักแทนการเคลื่อนไหวที่ข้อไหล่ อย่างไรก็ตามการพยายามดัดข้อไหล่แรง ๆ อาจทำให้การอักเสบเพิ่มขึ้นและอาจเกิดการบาดเจ็บของกระดูกและข้อได้ อ่านเพิ่มเติม

ตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงด้านอาชีวเวชศาสตร์

การเตรียมตัวก่อนการเข้ารับการตรวจสุขภาพ กรณีเข้ารับการตรวจตามปัจจัยเสี่ยงด้านการได้ยินด้าน อาชีวเวชศาสตร์
หลีกเลี่ยง หรือไม่เข้าไปในสถานที่ หรือปฏิบัติงานที่มีเสียงดังผิดปกติ เช่น สถานบันเทิง การได้ยินเสียงนกหวีด เสียงตะโกน เสียงลำโพง ในระยะใกล้ ภายใน 48 ชั่วโมงก่อนได้รับการตรวจการได้ยิน
หลีกเลี่ยงกิจกรรมดำน้ำหรือปีนเขาก่อนเข้ารับการตรวจอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
หากท่านมีไข้ คัดจมูก ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการตรวจให้แจ้งแพทย์ผู้ตรวจร่างกายก่อนเสมอ
หากท่านมีการเดินทางโดยสารเครื่องบินก่อนเข้ารับการตรวจภายใน 48 ชั่วโมงให้แจ้งรายละเอียดนี้แก่แพทย์ผู้ตรวจร่างกายก่อนเสมอ
การเตรียมตัวก่อนการเข้ารับการตรวจสุขภาพ กรณีเข้ารับการตรวจตามปัจจัยเสี่ยงด้านสารเคมี

กรณีตรวจหาสารเบนซีนและโทลูอีน (Benzene & Toluene)
งดการสัมผัสกับควันไฟ การปิ้งย่างอาหาร อย่างน้อย 5 วัน ก่อนการเก็บปัสสาวะ
งดรับประทานอาหารที่มีสารกันบูด อย่างน้อย 5 วัน ก่อนการเก็บปัสสาวะ
กรณีตรวจหาสารหนู (Arsenic) อ่านเพิ่มเติม

ปัญหาที่พบบ่อยและข้อแนะนำผู้ป่วยสมองเสื่อม

ปัญหาที่พบบ่อยและข้อแนะนำ ผู้ป่วยสมองเสื่อม
ผู้ป่วยสมองเสื่อมสามารถสังเกตได้ในเบื้องต้นที่แสดงให้เห็นว่าเริ่มป่วยแล้ว เช่น กินอาหารแล้วจำไม่ได้ว่ากิน ออกจากบ้านหลงทางกลับบ้านไม่ถูก มีความคิดสับสน ลืมชื่อคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือคนที่เคยรู้จักสนิทสนม คิดว่าของคนอื่นเป็นของตน เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ปะติดปะต่อกัน และในระดับที่ป่วยแล้ว ได้แก่ พฤติกรรมการนอนที่สับสน ขับถ่ายไม่เป็นที่ แยกความฝันกับความจริงไม่ได้ และมีพฤติกรรมถดถอยเหมือนเด็ก ทั้งนี้วิธีการดูแล ผู้ป่วยสมองเสื่อม ตามลักษณะปัญหา โดยเฉพาะการจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าในการดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อมในเรื่องกิจวัตรประจำวัน มีดังนี้
การกิน ปัญหาที่พบบ่อยคือ จำไม่ได้ว่ากินอาหารไปแล้ว ไม่รู้จักวิธีการใช้ช้อนส้อม ปัญหาในการกลืน การเคี้ยวหรืออาจต้องป้อนอาหาร

แนวทางการจัดการกับปัญหา
ตรวจสุขภาพเหงือกและฟัน ความสามารถในการเคี้ยวและการกลืนเป็นระยะ ๆ
คงบรรยากาศการกินอาหารอย่างเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลาที่เริ่มจัดหาอาหาร ถ้วยชาม ตำแหน่งของโต๊ะเก้าอี้
คอยเตือนล่วงหน้าเมื่อใกล้ถึงเวลาอาหาร
จัดอาหารชนิดที่คุ้นเคย เคี้ยวง่าย และระวังการสำลัก บางครั้งจำเป็นที่จะต้องบดอาหารหรือทำอาหารเหลว โดยเน้นคุณค่าและปริมาณอาหารแต่ละมื้อ
คอยบอกวิธีรับประทานให้ค่อย ๆ เคี้ยวแล้วค่อย ๆ กลืนช้า ๆ
ไม่ควรเคร่งครัดกับพิธีรีตรองหรือมารยาทบนโต๊ะอาหารมากนัก ควรทำบรรยากาศให้สบาย ๆ
ควรระวังอาหารที่ร้อนจัดเกินไป เพราะผู้ป่วยอาจรับรู้ไม่ได้เกี่ยวกับอุณหภูมิความร้อน
อาหารบนโต๊ะไม่ควรมีหลาย ๆ อย่าง พร้อมกันอาจทำให้สับสนได้

หมายเหตุ ไม่ควรวางอาหารให้ผู้สูงอายุสมองเสื่อมเห็น เพราะอาจกินโดยไม่สามารถยับยั้งได้ และในรายที่ไม่สามารถเคี้ยวได้อาจทำให้อาหารติดคอได้
การลืมกินยา ผู้สูงอายุสมองเสื่อมส่วนใหญ่ต้องกินยาเป็นประจำ ผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมอาจกินยามากเกินไปพอ ๆ กับไม่ได้กิน เพราะจำไม่ได้ว่ากินยาแล้วหรือยัง

แนวทางการจัดการกับปัญหา
วิธีแก้ปัญหาการกินยาเกินขนาด คือ ผู้ดูแลต้องคอยจัดยาให้ ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงอายุสมองเสื่อมไม่ค่อยพอใจ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมในระยะแรก แต่การจัดยาให้ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมอย่างรุนแรงนั้นเป็นสิ่งจำเป็น
จัดยาสำหรับ 1 วันหรือ 1 สัปดาห์โดยใช้อุปกรณ์จ่ายยาซึ่งมีขายตามร้านขายยา
ใส่ยาให้ในอุปกรณ์จ่ายยาสำหรับ 1 วัน หรือ 1 สัปดาห์ในแต่ละวัน ผู้สูงอายุสามารถกินยาตามคำสั่งแพทย์ ผู้ดูแลและผู้สูงอายุช่วยกันตรวจดูยาที่เหลือและกากบาทแต่ละวันที่ผ่านไปในปฏิทิน

การนอน ปัญหาที่มักพบคือการไม่ยอมนอนตอนกลางคืน เดินไปเดินมา และการนอนหลับมากในตอนกลางวัน
แนวทางการจัดการกับปัญหา
พยายามจัดเวลานอนให้เป็นเวลา
คอยเตือนผู้สูงอายุเมื่อใกล้ถึงเวลานอน
พยายามหลีกเลี่ยงการนอนระหว่างวัน แต่อาจให้งีบหลับได้ในช่วงหลังอาหารกลางวัน แต่ไม่ควรเกินบ่าย 3 โมงเย็น ไม่เกิน 30 นาที
กระตุ้นให้มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ เช่น พาเดินเป็นประจำในช่วงเช้า และช่วงเย็น
มีแสงสว่างเพียงพอในห้องนอน อ่านเพิ่มเติม

แนวทางการรักษาภาวะนอนไม่หลับ

แนวทางการรักษา ภาวะนอนไม่หลับ ประกอบด้วย การรักษาโดยไม่ใช้ยาและการรักษาโดยใช้ยา
การรักษาโดยไม่ใช้ยา (Non-pharmacologic treatment) เป็นการรักษาหลักสำหรับภาวะนอนไม่หลับ ประกอบไปด้วย

การปรับให้มีสุขอนามัยการนอนที่ดี (Good sleep hygiene) เป็นการรักษาที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นพื้นฐานของการรักษาภาวะของโรคนี้ในผู้ป่วยทุกราย การมีสุขอนามัยการนอนที่ดี ทำได้โดยการปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสมต่อการนอนหลับ และนำหลักของการเหนี่ยวนำให้เกิดอาการง่วงนอนตามธรรมชาติมาใช้ เช่น การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะในช่วงเย็นเพื่อให้เหนื่อยเพลีย ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงผลักดันของระบบ Homeostasis ให้มากขึ้น หรือการเข้านอนให้เป็นเวลาและปิดไฟในห้องนอนให้มืดสนิท เพื่อช่วยให้ระบบ Circadian rhythm ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่ถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอก เป็นต้น ข้อมูลของการปรับสภาพแวดล้อมและสมดุลของร่างกายให้เหมาะสมกับการนอนหลับได้แสดงไว้แล้ว
การฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย (Progressive relaxation training) ซึ่งช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพื่อทำให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น อ่านเพิ่มเติม

การตรวจสุขภาพหลอดเลือด ด้วย PVR

หาก หลอดเลือดอุดตัน จะนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองอุดตัน โรคความดันโลหิตสูง อีกทั้ง โรคหลอดเลือดส่วนปลายอุดตัน ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายและอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้น การตรวจเช็กสุขภาพหลอดเลือด ด้วย Pulse volume recoding (PVR) จะช่วยให้รู้ทันความเสี่ยงและแนวโน้มการอุดตันที่อาจเกิดขึ้น ทำให้รักษาได้ทันท่วงทีก่อนสายเกินแก้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจ อ่านเพิ่มเติม

นอนหลับอย่างไรให้ได้คุณภาพ

ร่างกายของเราทุกคนต้องนอนหลับพักผ่อนตามตารางของ นาฬิกาชีวิต แต่จะหลับอย่างไรจึงจะดีต่อสุขภาพมากที่สุด แล้วตื่นมาพร้อมความรู้สึกสดชื่น
เรื่องของการนอนต้องคำนึง 2 อย่างคือ
ชั่วโมงการนอน ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบควรนอนให้ได้ 7 – 8 ชั่วโมง แต่ละวัยต้องการจำนวนการนอนจะไม่เท่ากัน ชั่วโมงการนอนของเด็ก 11 – 13 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ 7 – 8 ชั่วโมง ตาม นาฬิกาชีวิต
คุณภาพการหลับ การหลับอย่างมีคุณภาพ คือ ครบวงจรทุกระยะการหลับ ทั้งหลับตื้น หลับลึก และหลับฝัน ให้ครบทุกระยะเพราะมีความสัมพันธ์กัน
วงจรการหลับ 3 ระยะ
วงจรการนอนหลับในคนปกติทั่วไป มักใช้เวลาตั้งแต่ 30 วินาที – 7 นาที เป็นสภาพที่แม้จะได้รับการกระตุ้นเพียงเล็กน้อยก็จะตื่น จากนั้นเข้าสู่การหลับระยะต่าง ๆ
หลับตื้น เป็นระยะแรกที่มีการหลับตื้นอย่างแท้จริง แต่ยังไม่มีการฝัน
หลับลึก ร่างกายจะเข้าสู่โหมดพักผ่อนเมื่อเข้าสู่ระยะหลับลึกเป็นช่วงหลับสนิทที่สุดของการนอนใช้เวลา 30 – 60 นาที ช่วงระยะนี้อุณหภูมิร่างกายและความดันโลหิตจะลดลง อัตราการเต้นของหัวใจลดลงเหลือประมาณ 60 ครั้งต่อนาที โกรทฮอร์โมนจะหลั่งในระยะนี้
หลับฝันอีกระยะหนึ่งที่สำคัญคือ ช่วงหลับฝันร่างกายจะได้พักผ่อน แต่สมองจะยังตื่นตัวอยู่ นอกจากนี้การหลับฝันยังช่วยจัดระบบความจำในเรื่องของทักษะต่าง ๆ ดังนั้น การนอนหลับที่ดีต้องได้ทั้งชั่วโมงการนอนและคุณภาพการหลับด้วย
แม้ว่าบางคนนอนหลับเพียง 4 – 5 ชั่วโมง แล้วตื่นมาสดชื่น ต้องดูว่าเป็นแค่หลับตื้นหรือเปล่า เนื่องจากระยะการหลับตื้นทำให้สดชื่นได้ จึงต้องดูว่าความสามารถในเรื่องอื่น ๆ เป็นอย่างไร หากสังเกตว่าตื่นมาสดชื่นแต่ความสามารถในเรื่องอื่น ๆ ลดลง นั่นแสดงว่า ชั่วโมงการนอนไม่เพียงพอ ควรที่จะนอนหลับให้นานกว่านั้น เพื่อให้ได้เปอร์เซ็นต์การนอนของแต่ละระยะให้นานขึ้น
หรือบางคนนอนมากกว่า 7 – 8 ชั่วโมง แต่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น เป็นไปได้ว่าชั่วโมงการนอนเพียงพอ แต่คุณภาพการนอนไมได้ คือได้แค่หลับตื้นไม่เข้าสู่ระยะหลับลึก ซึ่งต้องไปหาสาเหตุต่อว่า ทำไมไม่สามารถเข้าสู่ระยะหลับลึกได้เป็นเพราะอะไร อ่านเพิ่มเติม

อาหารช่วยแก้ข้ออักเสบ

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายมากขึ้น และหลายคนคงมีอาการปวดตามข้อ เวลาออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาประเภทที่ต้องกระโดด หรือวิ่งมาก ๆ เป็นเวลานาน และอาจรู้สึก ข้ออักเสบ ปวดตามข้อ หรือในเวลาที่อากาศเย็นขึ้น บุคคลประเภทนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นโรค ข้ออักเสบ

โรคข้ออักเสบ (Arhritis) เป็นชื่อเรียกโดยรวมของโรคกลุ่มนี้ซึ่งแยกออกมาได้กว่า 200 ชนิดที่พบบ่อยมีอยู่ 2 ชนิด คือ โรคข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบเรื้อรัง (Osteoarthritis) และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือปวดข้อรูมาตอยด์ (The Rumatoid arthritis) ทั้ง 2 ชนิด มีสาเหตุของโรคต่างกันคือ

โรคข้อเสื่อม เกิดจากความทรุดโทรมของกระดูกอ่อนที่หุ้มข้อกระดูกค่อย ๆ หายไป ทำให้ข้อกระดูกเสียดสีกันเวลาเคลื่อนไหว จนเกิดอาการข้อยึด ส่งผลให้ปวดบริเวณข้อ โดยเฉพาะเวลาอากาศเย็น
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่สาเหตุที่พบบ่อยคือ เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ เกิดการทำลายข้อต่อกระดูกของตนเอง และโรคนี่ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย โดยเฉพาะช่วยอายุระหว่าง 22 – 55 ปี และเพศหญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคได้มากกว่าเพศชายถึง 3 เท่า ทั้งยังเป็นโรคเรื้อรัง ที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ไปตลอด แต่ในผู้ป่วยบางชนิดก็เป็นไปได้เช่นกัน

ส่วนผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคข้ออักเสบนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์ปกติ หรือแม้แต่นักกีฬาที่มีร่างกายแข็งแรงก็มีสิทธิ์เป็นได้นักกรีฑา นักวิ่ง นักกระโดดสูงล้วนอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เพราะจำเป็นต้องใช้ข้อต่อต่าง ๆ โดยเฉพาะที่หัวเข่าและข้อเท้ามากเป็นพิเศษ ในการวิ่งหรือกระโดด ทำให้เกิดแรงกดที่ข้อกระดูก เหมือนคนที่มีน้ำหนักมากเช่นกัน

อาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคนี้ ส่วนใหญ่แล้วแนะนำให้บริโภคอาหารลักษณะเดียวกับผู้ควบคุมน้ำหนัก ซึ่งเน้นเป็นอาหารไขมันต่ำ และเน้นให้ทานผักผลไม้เป็นหลัก เพราะคนอ้วนหรือคนที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบ แพทย์แนะนำให้พยายามควบคุมน้ำหนัก ควบคู่กับการรักษาโรคด้วยยา โดยเน้นไปที่อาหารกลุ่มธัญพืชที่มีการขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง แป้งไม่ขัดขาว และผักใบเขียวต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน แคลเซียม โดเลต เหล็ก วิตามินซี ควรกินให้ได้ทุกวัน วันละนิดก็ได้ แต่ควรให้รับสม่ำเสมอ
นอกจากอาหารควบคุมน้ำหนักต่าง ๆ แล้ว ผู้ป่วยโรคนี้ควรบริโภคปลาที่มีน้ำมันปลาด้วย เพราะมีหลักฐานว่า กรดไขมันโอเมก้า-3 ที่อยู่ในกฎไขมันไม่อิ่มตัวในปลา มีคุณสมบัติยับยั้งการอักเสบของข้อกระดูก จึงแนะนำให้บริโภคเฉลี่ย 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรืออาจกินในรูปของแคปซูลน้ำมันปลา แต่ต้องกินตามคำแนะนำบนฉลาก ไม่ควรกินเกินกว่าที่กำหนดไว้ นอกจากน้ำมันปลาแล้ว น้ำมันจากดอกอีฟนิ่งพริมโรสก็มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบได้เช่นกัน ก่อนกินควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่า สามารถกินได้หรือไม่
สำหรับอาหารที่ควรพิจารณาเข้าไว้เป็นประจำ ก็คือ
ปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 มาก เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลากระบอก ปลาทู ปลาดุก ปลาช่อน เป็นต้น โดยเฉพาะผู้เป็นโรคข้ออักเสบรูมาดอยด์
ธัญพืชที่ไม่ขัดสีมากนัก เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮสวีด จมูกข้าวสาลี ถั่วต่าง ๆ สำหรับถั่วไม่ควรกินมาก เพราะมีแคลอรี่สูง อ่านเพิ่มเติม

รักษาและป้องกันไมเกรนยุคใหม่ด้วยยาต้านสาร CGRP

อาการปวดศีรษะไมเกรน หรือ ไมเกรนยุคใหม่ เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินชื่อนี้ หรือบางคนอาจจะเป็นโรคนี้อยู่ก็ได้ ไมเกรนถือเป็นโรคทางระบบประสาทชนิดเรื้อรัง พบได้มากถึง 20% ของประชากร โดยผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย 2 – 3 เท่า ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ การรับประทานอาหารที่มีสารไทรามีน เช่น ชีส โยเกิร์ต เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือ แอลกอฮอล์ รวมทั้งระดับฮอร์โมนเพศหญิงช่วงมีประจำเดือน เวลามีอาการไมเกรนขึ้นมา จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรงมักป็นข้างใดข้างหนึ่ง ปวดแบบตุ้บๆ เป็นจังหวะ ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับมีอาการไวต่อสิ่งกระตุ้นจากภายนอกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแสงจ้า เสียงดัง หรือ กลิ่นฉุน ในบางครั้งอาจมีรุนแรงมากจนถึงขั้นต้องหยุดงานนอนพักกันทีเดียว
ปัจจุบันมีการค้นพบสาร CGRP เป็นนิวโรเปปไทด์ชนิดหนึ่งในร่างกาย มีผลทำให้หลอดเลือดในสมองขยายตัวและกระตุ้นอาการปวดผ่านเส้นประสาท สาร CGRP นี้มีปริมาณสูงขึ้นในคนที่เป็นไมเกรน ดังนั้นการใช้ยาฉีดยับยั้งสาร CGRP นี้ จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ป่วยไมเกรน ทำให้สามารถป้องกันและควบคุมอาการปวดศีรษะ ไมเกรนยุคใหม่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เวลาเกิดอาการปวดศีรษะมักจะต้องหายาแก้ปวดมารับประทาน โดยกลุ่มยาที่ใช้รักษาอาการปวดแบบเฉียบพลัน เช่น ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยากลุ่มทริป-แทน (triptans) และยากลุ่ม ergotamine แต่สำหรับคนที่เป็นไมเกรนนั้น บางคนอาจจะมีอาการปวดศีรษะได้บ่อยเกือบทุกวัน อีกทั้งการรับประทานยาแก้ปวดก็มักจะไม่หาย ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ไม่สามารถเข้าสังคมหรือทำงานได้ตามปกติ รวมถึงคุณภาพชีวิตแย่ลง ดังนั้นการรักษาแบบป้องกันจึงมีความสำคัญในคนไข้กลุ่มที่เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน โดยเฉพาะในผู้ที่ปวดศีรษะบ่อย มีความรุนแรงในการปวดมาก ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดที่รับประทาน หรือมีข้อห้ามหรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้ปวด
ยาป้องกันไมเกรนชนิดรับประทานที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เช่น ยากันชัก ยาต้านเศร้า ยาลดความดันอย่างไรก็ตามยาเหล่านี้เป็นยาที่ไม่ได้ผลิตมาเพื่อการรักษาและป้องกันโรคไมเกรนโดยตรง แต่สามารถนำมาใช้ลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรนได้ การค้นพบสาร Calcitonin Gene – related Peptide หรือ เรียกย่อ ๆ ว่า CGRP ซึ่งเป็นนิวโรเปปไทด์ชนิดหนึ่งในร่างกาย ออกฤทธิ์เกี่ยวกับกลไกการรับความปวดผ่านเส้นประสาทสมอง โดยเฉพาะเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ซึ่งเป็นเส้นประสาทหลักในการนำความปวดบริเวณศีรษะ ต้นคอ และใบหน้า
สาร CGRP ยังมีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดสมองเกิดการขยายตัว ซึ่งในคนที่เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนเฉียบพลัน จะพบว่ามีสาร CGRP ในเลือดสูงขึ้นมากกว่าคนปกติ ซึ่งการค้นพบสาร CGRP นี้ ได้นำไปสู่การพัฒนายาเพื่อไปยับยั้งสาร CGRP ในปัจจุบันมียาที่ยับยั้งสาร CGRP อยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

CGRP monoclonal antibody
CGRP receptor antagonist

จากการศึกษาในคน พบว่ายาในกลุ่ม CGRP monoclonal antibody สามารถลดจำนวนวันที่ปวดไมเกรนและลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวด รวมทั้งยังเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยไมเกรนอีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เกิดจากกระเพาะปัสสาวะติดเชื้อแบคทีเรีย จากสถิติพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบมากในช่วงอายุ 20-50 ปี โดยเฉพาะสาวๆ ออฟฟิศที่นั่งติดอยู่กับที่โต๊ะทำงาน แบบไม่อยากขยับเขยื้อนตัวลุกไปไหน สาเหตุที่พบโรคนี้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายมาจากสรีระทางร่างกายผู้หญิงซึ่งมีท่อปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย ดังนั้นเชื้อโรคบริเวณปากท่อปัสสาวะจึงเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ท่อปัสสาวะของผู้หญิงยังเปิดออกสู่ภายนอกในบริเวณใกล้กับช่องคลอด และทวารหนัก จึงมีโอกาสติดเชื้อทั้งจากช่องคลอด และจากทวารหนักโดยเฉพาะเจ้าเชื้อแบคทีเรียได้ง่ายเข้าไปอีก
เชื้อแบคทีเรีย ตัวการทำกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
สาเหตุ ของกระเพาะปัสสาวะอักเสบมาจากเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด ซึ่ง 75-95% โดยประมาณเกิดจากเชื้ออีโคไล ส่งผลให้เกิดภาวะอักเสบเฉียบพลัน (รักษาหายได้ภายใน 2-3 สัปดาห์) และแบบอักเสบเรื้อรัง ซึ่งลักษณะนี้มักมีอาการอักเสบเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง แต่มีอาการรุนแรงน้อยกว่าการอักเสบเฉียบพลัน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
กลั้นปัสสาวะนาน ส่งผลให้ปัสสาวะแช่ค้าง เชื้อโรคในปัสสาวะจึงเจริญเติบโตได้ดี
ผู้สูงอายุ เพราะสุขอนามัยบริเวณอวัยวะเพศไม่ดี
ไม่ค่อยเคลื่อนไหวมักนั่งๆ นอนๆ
ดื่มน้ำน้อย
อาการส่อแววเสี่ยงกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ปัสสาวะบ่อยครั้ง ครั้งละน้อยๆ ปวด เบ่ง แสบ โดยเฉพาะตอนปัสสาวะสุด
ปัสสาวะเป็นเลือด อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า คือปัสสาวะสีชมพู หรือเป็นเลือด
ปัสสาวะขุ่น หรืออาจเป็นหนองขึ้นกับความรุนแรงของโรค
มีกลิ่นผิดปกติ อ่านเพิ่มเติม

พฤติกรรม “ติดเค็ม” เสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

นอกจากสารเคมี อาหารไขมันสูง อาหารหมักดอง ทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็งแล้ว เสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร  รู้มั้ยว่าแค่อาการ “ติดเค็ม”ก็ทำให้เรามีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารโดยไม่ทันตั้งตัวได้เช่นกัน
แค่ “ติดเค็ม” ก็เป็นเรื่องใหญ่
ลองสังเกตตัวเองสิว่า เราเคยเป็นแบบนี้บ้างไหม
เติมน้ำปลา หรือซีอิ๊วทุกครั้งก่อนชิมอาหาร
กินข้าวไป เหยาะพริกน้ำปลาไปแทบทุกคำ
ชอบกินขนมกรุบกรอบที่มีรสเค็ม
ชอบกินอาหารสำเร็จรูป (ซึ่งส่วนใหญ่จะมีรสเค็ม)
ชอบกินอาหารหมักดองเป็นพิเศษถ้าใช่แม้เพียงข้อเดียว ก็อาจทำให้คุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเพราะ “ติดเค็ม” ได้แล้ว อ่านเพิ่มเติม