สาเหตุของ Buerger’s Disease

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของ Buerger’s Disease แต่พบว่าอาจเกิดได้จากปัจจัย ดังนี้

การสูบบุหรี่ 

มีงานวิจัยพบว่าการสูบบุหรี่ ซิการ์ ยาสูบชนิดสูดดมและชนิดเคี้ยว เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เกิดโรคเบอร์เกอร์ เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าสารบางอย่างในบุหรี่อาจทำให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดหรือเกิดการอักเสบตามมา นอกจากนี้ บางงานวิจัยเชื่อว่าการได้รับสารนิโคตินจากบุหรี่อาจไปกระตุ้นให้ผู้ป่วยบางรายมีระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติและทำลายเนื้อเยื่อบางชนิดในร่างกาย ซึ่งคาดว่าอาจมีส่วนทำให้เกิดโรคเบอร์เกอร์ได้ง่ายขึ้น

ปัจจัยอื่น ๆ  

นอกจากการสูบบุหรี่ ยังมีปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการเกิดโรค ได้แก่

  • เพศและอายุ โดยพบว่าผู้ป่วยมักเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง และเกิดขึ้นบ่อยในกลุ่มคนที่มีอายุน้อยกว่า 45 ปี
  • โรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง พบว่าโรคเหงือกอักเสบมีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคเบอร์เกอร์ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถยืนยันเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโรคดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ (Annabelle) ตุ๊กตาผีสิงเฮี้ยนและโด่งดังที่สุด

ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ตุ๊กตาผีสิง ตัวนี้เป็นหนึ่งในเคสของ เอด และ ลอร์เรน วอลเรน นักสืบเรื่องเหนือธรรมชาติ ผู้ที่สัมผัสและมองเห็นวิญญาณ เรียกได้ว่า ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ Annabelle ตัวนี้แหละโด่งดังที่สุดกว่าทุกเคสที่ผ่านมา และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้พวกเราได้ดูกัน เรื่องราวของตุ๊กตาแอนนาเบล มีที่มาอย่างไร

เมื่อเห็นภาพนี้เพื่อนๆ หลายคนต้องบอกเหมือนกันแน่ๆ ว่า ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ของจริง น่ารักกว่าในหนังซะอีก แต่! เห็นน่ารักแบบนี้ ความน่ากลัวของแอนนาเบลล์ก็มีไม่น้อยเลยนะคะ ทำเอาหลายต่อหลายคนหลอนและเสียชีวิตมาแล้ว ..ก่อนจะชื่อว่า “แอนนาเบลล์” ตุ๊กตารุ่นนี้มีชื่อว่า “Raggedy Ann”

–  ปี 1970 ในวันเกิดของเด็กสาวชื่อ ดอนน่า แม่ของเธอได้ ซื้อตุ๊กตา Raggedy Ann จากร้านขายของเล่นเป็นของขวัญให้ลูกสาวของเธอ ดอนน่าในขณะนั้น เป็นนักศึกษาพยาบาลที่กำลังจะจบ  ดูหนังออนไลน์ฟรี และพักอยู่ในอพาร์ตเม้นต์เล็กๆ กับเพื่อนสาวนามว่า แองจี้ ด้วยความดีใจที่ได้รับตุ๊กตา ดอนน่านำมันไว้ที่หัวเตียงประหนึ่งของตกแต่ง และไม่ได้นึกถึงมันอีกเลย

–  จนอีกหลายวันต่อมา ดอนน่าและแองจี้จึงเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่แปลกประหลาดและน่าขนลุกเกี่ยวกับตุ๊กตาตัวนี้ มันเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง เปลี่ยนอิริยาบถได้เอง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการสนใจในตอนแรก จนเวลาผ่านไป การเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็เริ่มบ่อยขึ้นๆ จนเป็นที่สังเกตของทั้งคู่ เมื่อดอนน่าและแองจี้กลับมาที่ห้องแล้วพบว่าตุ๊กตาไปอยู่ที่ห้องอื่นที่ไม่ใช่ห้องที่พวกเธอเอามันไปวางไว้ บางทีก็พบว่าเจ้าตุ๊กตานั่งในท่าไขว่ห้างอยู่บนโซฟา มือก็กอดอก บ้างก็พบว่ามันลงมายืนอยู่บนขาตัวเอง พิงอยู่บนเก้าอี้ในห้องกินข้าว หลายครั้งที่ดอนน่าวางมันไว้ที่โซฟา แล้วออกไปทำงาน แต่พอกลับมาก็พบว่ามันไปอยู่ในห้องนอนของเธอทั้งๆประตูห้องปิดอยู่

–  หลังจากที่ดอนน่าและแองจี้เจอกับเหตุการณ์นี้ได้ประมาณ 1 เดือน ความน่ากลัวของตุ๊กตาแอนนาเบลล์นั้นก็ยิ่งมีมากขึ้น ทว่ามันไม่ได้ขยับที่อย่างเดียวแล้วสิ แต่ยังเขียนได้อีกด้วย!! ดอนน่าและแองจี้ก็เริ่มเจอกระดาษหนังที่มีข้อความเขียนด้วยดินสอว่า “ช่วยเราด้วย”  ลายมือนั้นดูเหมือนเป็นของเด็กเล็กๆ เรื่องสยองไม่ได้อยู่ที่ข้อความที่เขียน แต่เป็นวิธีที่มันเขียนต่างหาก ในตอนนั้น ดอนน่าไม่เคยมีกระดาษหนังที่มันใช้เขียนอยู่ในห้องมาก่อน แล้วมันมาจากไหนล่ะ?

–  คืนหนึ่ง ดอนน่ากลับมาที่ห้องแล้วพบว่าตุ๊กตาขยับอีกแล้ว คราวนี้มันขึ้นมาอยู่บนเตียงของเธอ ดอนน่านั้นคิดแต่ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของเจ้าตุ๊กตาไปเสียแล้ว แต่คราวนี้เธอเห็นบางอย่างผิดปกติ ความกลัวคืบคลานมาหา เมื่อเธอตรวจดูเจ้าตุ๊กตาแล้วพบว่ามีบางอย่างคล้ายเลือด หยดอยู่บนหลังมือและอกของมัน ของเหลวสีแดงนั้นไม่มีที่มา แต่มันน่ากลัวและดูอันตราย ดอนน่าและแองจี้จึงตัดสินใจว่าควรจะไปพบผู้เชี่ยวชาญ

–  เมื่อไม่รู้จะทำยังไง พวกเธอจึงไปติดต่อร่างทรง และก็มีการติดต่อกับวิญญาณเกิดขึ้น ดอนน่าได้รู้จักกับวิญญาณนามว่า แอนนาเบลล์ ฮิกกินส์ ร่างทรงเล่าเรื่องของแอนนาเบลล์ให้ดอนน่าและแองจี้ฟังว่า แอนนาเบลล์เป็นเด็กผู้หญิงที่เคยอยู่ตรงที่อพาร์ตเม้นต์ถูกสร้าง ซึ่งเป็นช่วงเวลาอันแสนสุขของเธอ เธอเป็นเด็กตัวน้อยๆ วัย 7 ขวบเท่านั้นตอนที่ถูกพบว่าไร้ชีวิตบริเวณทุ่งหญ้าที่ตอนนี้อพาร์ตเม้นต์ตั้งทับอยู่นั่นเอง

–  วิญญาณสาวน้อยได้บอกกับคนทรงว่าเธอรู้สึกดีกับดอนน่าและแองจี้ ทั้งยังอยากอยู่และอยากได้รับความรักจากพวกเธอด้วย เมื่อได้ฟังเรื่องของแอนนาเบลล์แล้ว ดอนน่าก็รู้สึกเห็นใจ จึงอนุญาตให้เด็กหญิงเข้ามาอยู่ในตุ๊กตาและอยู่ร่วมกับเธอได้ แต่ต่อมาไม่นาน พวกเธอก็พบว่าแอนนาเบลล์ไม่ใช่เด็กใสไร้เดียงสาแบบที่พวกเธอคิดว่าจะเป็น มันคือตุ๊กตาสยองที่มาพร้อมเรื่องเขย่าขวัญต่างหาก

เรื่องเล่าความน่ากลัว ตุ๊กตาแอนนาเบลล์
จากเพื่อนของ ดอนน่า

–  ลู เป็นเพื่อนกับดอนน่าและแองจี้ และรู้เรื่องของพวกเธอตั้งแต่วันที่ได้ตุ๊กตามา ลูไม่เคยรักใคร่เจ้าตุ๊กตานี้เลย แถมยังเตือนดอนน่าด้วยว่าเจ้าสิ่งนี้คือปีศาจและให้เอาไปทิ้งซะ แต่ดอนน่านั้นสงสารเจ้าตุ๊กตามาก และไม่เชื่อสิ่งที่ลูพูด จึงยังเก็บมันไว้ เมื่อตัดสินใจดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นความผิดพลาดมหันต์

–  ลูสะดุ้งตื่นขึ้นมาในคืนหนึ่ง และรู้สึกหวาดผวา เขาฝันร้ายอีกแล้ว แต่ครั้งนี้มีบางอย่างแปลกไป เขารู้สึกตัวเต็มตื่น แต่ขยับไม่ได้ เขามองไปรอบๆ ห้อง แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่เมื่อ เขามองลงไปที่ปลายเท้า และพบแอนนาเบลล์ มันค่อยๆ คืบคลานอย่างช้าๆ ขึ้นมาที่ขา เรื่อยมาจนถึงหน้าอกของเขา และหยุด… เสี้ยวนาทีต่อมา มันบีบคอเขาอย่างแรง ลูสิ้นเรี่ยวแรง อ้าปากพะงาบๆ เมื่อถึงจุดที่เขาไม่สามารถหายใจได้อีก เขาก็หมดสติ เขาตื่นขึ้นในเช้าวันต่อมา ไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความฝัน เขาเอาตัวออกห่างจากเจ้าตุ๊กตาและสิ่งชั่วร้ายที่สิงอยู่ในนั้นให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เผชิญกับเหตุการณ์สยองขวัญของแอนนาเบลล์เพียงครั้งเดียว

–  วันหนึ่งขณะที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวในวันต่อไป ลูกับแองจี้กำลังนั่งดูแผนที่กันอยู่ในอพาร์ตเมนท์ซึ่งสงบเงียบ ทันใดนั้น ก็มีเสียงของแตกเหมือนมีใครบุกรุก ดังมาจากห้องนอนของดอนน่า ลู เมื่อไปดูว่ามีใครหรืออะไรบุกเข้ามาหรือเปล่า เขารอจนเสียงในห้องเงียบ ก่อนจะเข้าไปแล้วเปิดไฟ ห้องนั้นว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเลย เว้นแต่แอนนาเบลล์ที่ถูกเหวี่ยงไปอยู่มุมห้อง

–  ลูตรวจดูรอบห้องแต่ก็ไม่เจออะไร แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้เจ้าตุ๊กตา เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอย่างชัดเจนว่ามีใครอยู่ข้างหลังเขา เขารีบหันกลับมาดูแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า พริบตาเดียวเขาก็รู้สึกถูกตะครุบที่หน้าอก ถึงสองครั้ง เป็นรอยข่วนและเลือดไหล เสื้อของเขาชุ่มไปด้วยเลือด เมื่อเปิดออกก็เห็นว่าอกของเขามีรอยกรงเล็บ 7 รอย 3 รอยในแนวตั้ง และ 4 รอยในแนวนอน เจ็บเหมือนเนื้อไหม้ แต่รอยเหล่านี้บรรเทาลงแทบจะในทันที เหลือเพียงครึ่งเดียวในวันต่อมา และหายไปอย่างไร้ร่องรอยในสองวัน

การสืบสวนเรื่องเหนือธรรมชาติ
ของ เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ก็เริ่มขึ้น

–  ดอนน่าเริ่มเชื่อแล้วว่า วิญญาณที่อยู่ในห้องกับเธอนั้นไม่ไช่เด็กน้อยไร้เดียงสา แต่เป็นปีศาจโดยสันดานมากกว่า หลังจากสิ่งที่ลูเผชิญ ดอนน่าก็รู้สึกว่าต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจริงๆ จังๆ สักที และได้ติดต่อบาทหลวงนามว่า คุณพ่อเฮแกน คุณพ่อเฮแกนรู้สึกได้ถึงอำนาจลี้ลับ และคิดว่าควรจะต้องหาคนที่แก่กล้ามากกว่าเขามาจัดการ จึงติดต่อไปยังคุณพ่อคุก ซึ่งเรียกหาครอบครัววอร์เรนแทบจะในทันที

–  เอ็ด และ ลอร์เรน วอร์เรน ก็ตอบรับงานในทันทีเช่นกัน และขอพบดอนน่าเพื่อเผชิญหน้ากับแอนนาเบลล์ หลังจากที่คุยกับดอนน่า แองจี้ และลู แล้ว วอร์เรนทั้งสองก็สรุปได้ว่า ตุ๊กตานั้นไม่ได้ถูกสิง แต่ถูกชักใยด้วยพลังงานชั่วร้าย วิญญาณจะไม่สิงอยู่ในสิ่งของอย่างของเล่นหรือบ้าน มันสิงคน แต่วิญญาณก็สามารถตรึงตัวเองไว้กับสิ่งของได้ เช่นในกรณีของแอนนาเบลล์ วิญญาณร้ายได้ควบคุมตุ๊กตา และสร้างภาพให้มีชีวิตเพื่อให้ได้รับการสนใจ จริงๆ แล้วมันไม่ได้อยากอยู่ในตุ๊กตา แต่มันอยากเข้าไปอยู่ในตัวคนต่างหาก

–  วิญญาณ หรือในกรณีนี้คือปีศาจชั่วร้ายจะรังควาญผู้คนเป็นหลัก แรกเริ่มก็เคลื่อนที่ตุ๊กตาไปมารอบๆ อพาร์ตเม้นต์เพื่อให้ผู้ที่อาศัยนั้นสงสัยในการมีอยู่ และได้รับความสนใจ จากนั้นก็เกิดความผิดพลาดที่ไม่คาดฝัน คือการนำคนทรงเข้ามาเกี่ยวข้อง ปีศาจร้ายจึงสร้างภาพเด็กผู้หญิงขึ้นมาติดต่อผ่านคนทรง และเด็กน้อยน่าเวทนานั้นก็ได้รับการยอมรับจากดอนน่าให้เข้ามาหลอกหลอนในอพาร์ตเม้นต์ได้อย่างเต็มที่ (เอ๋..ร่างทรงถูกหลอก) และเพราะมันเป็นปีศาจร้าย จึงเป็นที่มาของปรากฏการณ์เลวร้ายหลายอย่างที่ตามมา เริ่มด้วยท่าทางของตุ๊กตา เริ่มเขียนโน้ต ทำสัญลักษณ์โดยเอาเลือดหยดลงบนตุ๊กตา และโจมตีลูพร้อมทั้งทิ้งร่องรอยไว้ที่หน้าอก กระบวนการนี้จะดำเนินไปอีก 2-3 อาทิตย์ ก่อนจะทำการสิงสู่มนุษย์อย่างสมบูรณ์ หากไม่ทำร้าย ฆ่าใคร หรือฆ่าทุกคนในบ้านหมดเสียก่อน

–  เมื่อได้ข้อสรุปในการสืบสวนแล้ว ครอบครัววอร์เรนคิดว่า ควรจะมีการสวดเพื่อปัดเป่าวิญญาณในอพาร์ตเม้นต์ โดย คุณพ่อคุก บทสวดสำหรับบ้านนี้ มี 7 หน้า โดยจะพูดถึงแง่บวกของธรรมชาติ มากกว่าเจาะจงจะไปขับไล่ดวงวิญญาณ แต่จะเน้นไปในด้านเติมเต็มบ้านด้วยพลังที่ดีและพลังของพระเจ้า เอ็ด วอร์เรน กล่าว และตามคำขอร้องของดอนน่า ที่ไม่อยากให้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบ้านของเธออีก ครอบครัววอร์เรนจึงนำตุ๊กตาเปื่อยๆ นี้กลับไปด้วย

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน นำตุ๊กตาแอนนาเบล
กลับบ้านของพวกเขาด้วย

–  คุณพ่อคุกรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องมาไล่ผีด้วยบทสวด 7 หน้าแบบนี้ แต่เขาก็ทำงานสำเร็จ หลังจากครอบครัววอร์เรนยืนยันว่าไม่มีวิญญาณร้ายหลงเหลืออยู่ในอพาร์ตเม้นต์แล้ว พวกเขาก็พาตุ๊กตากลับไปด้วย ระหว่างกลับบ้าน เอ็ดนำตุ๊กตาไปวางไว้เบาะหลัง และลงความเห็นว่าจะไม่เดินทางไปมาระหว่างรัฐในขณะที่ยังมีวิญญาณอยู่ในตุ๊กตาแบบนี้

–  ความสงสัยของเขาไม่ผิดเลย ระหว่างทาง ครอบครัววอร์เรนรู้สึกได้ถึงความเกลียดชัง ทุกโค้งอันตรายที่ขับผ่าน เบรกและคันเร่งจะไม่ทำงาน รถหวุดหวิดจนเกือบอุบัติเหตุ เอ็ดรีบจอดรถและเปิดกระโปรงท้ายเพื่อเอาน้ำเสกศักดิ์สิทธิ์พรมตุ๊กตา ทำสัมพันธ์มหากางเขนเหนือมัน แล้วเหตุการณ์เลวร้ายก็หายไปทันที วอร์เรนทั้งสองถึงบ้านอย่างปลอดภัย

–  เมื่อถึงบ้าน เอ็ดเอาตุ๊กตาวางไว้บนเก้าอี้ ข้างโต๊ะทำงานของเขา ตุ๊กตาลอยขึ้นลงบนอากาศหลายครั้งในตอนแรก และตกลงมาเบาๆ หลายอาทิตย์ต่อมา มันเริ่มโผล่ไปห้องอื่นๆ ในบ้าน เวลาพวกวอร์เรนออกไปทำงาน พวกเขาจะล็อคมันไว้ในห้องทำงานข้างนอก เมื่อกลับมา บ่อยครั้งที่เปิดประตูบ้านแล้ว พบว่ามันนั่งอย่างสบายใจอยู่บนเก้าอี้ของเอ็ด และเจ้าตุ๊กตามักจะแสดงความเกลียดชัง เวลาที่มีบาทหลวงมาที่บ้าน

เช่น คุณพ่อเจสัน แบรดฟอร์ด นักไล่วิญญาณของคาธอลิคมาที่บ้าน เมื่อเห็นตุ๊กตานั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาก็หยิบมันขึ้นมา และพูดว่า แกมันก็แค่ตุ๊กตาเน่าๆ แอนนาเบลล์ แกทำอะไรใครไม่ได้หรอก แล้วก็โยนมันกลับไปที่เดิม ถึงจุดนี้ เอ็ดก็ร้องขึ้นมาว่า “คุณไม่ควรพูดอย่างนั้นเลย” ชั่วโมงต่อมา ก่อนเขาจะกลับ ลอร์เรนขอร้องให้บาทหลวงขับรถอย่างระมัดระวัง และโทรหาเธอทันทีที่ถึงบ้าน เธอหวาดหวั่นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระหนุ่ม แต่เขาก็จำเป็นต้องไป ชั่วโมงต่อมา คุณพ่อเจสันก็โทรกลับมาหาลอร์เรน และบอกว่า รถของเขาเบรคแตกขณะข้ามสี่แยกไฟแดง เขาเกือบตาย รถก็พังยับ นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่กี่ปีหลังจากที่นำแอนนาเบลล์มา

ตู้กระจกพิเศษเพื่อแอนนาเบลล์ !

–  ครอบครัววอร์เรนทำตู้พิเศษไว้ใส่แอนนาเบลล์ ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ออคคัลท์ (สะสมของจากเคสต่างๆ ที่เอด และ ลอร์เรน ได่เข้าไปช่วยเหลือ) ที่ซึ่งเธอพักพิงอยู่จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่เข้าไปอยู่ในตู้นี้ แอนนาเบลล์ก็ไม่ไปโผล่ที่ไหนอีกเลย แต่เธออาจเกี่ยวข้องกับการตายของชายคนหนึ่งที่ขับมอเตอร์ไซค์มาชมพิพิธภัณฑ์กับแฟนสาว หลังจากที่เอ็ดเล่าเรื่องของแอนนาเบลล์ให้ฟัง หนุ่มน้อยก็ตรงไปที่ตู้ เคาะกระจก แล้วบอกว่า ถ้าตุ๊กตาข่วนคนอื่นได้ เขาก็อยากมีรอยข่วนแบบนั้นบ้าง เอ็ดบอกกับเขาว่า ไอ้หนุ่ม ออกไปได้แล้ว และพาเขาออกไป

ระหว่างทางกลับบ้าน หนุ่มน้อยและแฟนสาวพากันหัวเราะเรื่องแอนนาเบลล์ ขณะที่เขาควบคุมรถไม่ได้ และชนเข้ากับต้นไม้ ชายหนุ่มตายทันที แฟนของเขารอดชีวิตมาได้แต่ก็ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นปีๆ เมื่อถามเธอถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอก็เล่าว่า พวกเธอกำลังขำกันเรื่องตุ๊กตา ตอนที่รถควบคุมไม่ได้ เอ็ดขอเตือนว่าอย่าแหยมกับปีศาจ ไม่มีมนุษย์หน้าไหนจะมีพลังยิ่งใหญ่กว่าซาตาน

–  หลายคนพอจะหายสงสัยกันบ้างรึยังว่า ทำไมถึงต้องนำ ตุ๊กตาผีสิง ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ใส่ไว้ในตู้ ทำไมไม่วางไว้เหมือนของอื่นๆ เหมือนของชิ้นอื่น ที่มาจากหลายๆ เคส ก็เพราะมันสร้างความปั่นป่วน น่ากลัว นำเหตุหารณ์ร้ายๆ มามากมายหน่ะสิ แถม! หน้าตู้ยังต้องเขียนป้ายกำกับด้วยว่า “ห้ามเปิด .. ด้วยความปราถนาดี” อีกทั้ง แอนนาเบลล์ยังเป็นเคสที่โด่งดังที่สุดเคสหนึ่งของ เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ในบรรดาวัตถุทางวิญญาณที่ทั้งสองทำการสืบสวนมาด้วย

สาเหตุของดีซ่าน

ดีซ่าน เกิดจากความผิดปกติของปริมาณ สารบิลิรูบิน ในกระแสเลือด ทำให้เห็นผิวหนังและเยื่อตาขาวเป็นสีเหลือง โดยปกติ เซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีการสลายตัวและเกิดเซลล์ใหม่มาแทนที่ สารบิลิรูบินเป็นสารที่เกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดแดงเก่าสลายตัว โดยสารนี้จะถูกขับออกไปตามท่อน้ำดีและกระแสเลือด ลำเลียงไปตามอวัยวะต่าง ๆ ไปจนถึงอวัยวะที่มีหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกาย คือ ลำไส้ จึงสามารถพบความผิดปกติของสีของเสียที่ถูกขับออกจากร่างกายอย่างปัสสาวะและอุจจาระด้วย

บางกรณีที่พบ ภาวะดีซ่านในเด็กแรกเกิด อาจเกิดจากการพัฒนาระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายและอวัยวะที่ยังไม่เติบโตแข็งแรงเต็มที่ อาการควรจะหายไปภายในสองสัปดาห์ในทารกที่คลอดครบกำหนด หากพบว่ามีอาการนานเกินไปหรือหากมีอาการที่น่าสงสัยของโรคอื่นร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาทันที

อาหารที่มีไฟเบอร์ต่ำ

ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน ที่มี อาการท้องเสีย ไม่ควรรับประทานอาหารที่มี ไฟเบอร์ มากเกินไปเพราะอาจส่งผลให้อาการท้องเสียรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยควรรับประทานแอปเปิล เบอร์รีชนิดต่าง ๆ แครอท หรือข้าวโอ๊ตเนื่องจากอาหารเหล่านี้มีใยอาหารที่ละลายน้ำ (Soluble Fiber) เพื่อไม่ให้ปริมาณไฟเบอร์ในร่างกายมากเกินไป หรือผู้ป่วยอาจทานยาต้านอาการท้องเสียก่อนการรับประทานไฟเบอร์เป็นเวลา 30 นาทีเพื่อลดความรุนแรงของอาการที่อาจเกิดขึ้น แต่ไม่ควรทานยาดังกล่าวจนบ่อยจนเกินไป ควรทานเมื่อต้องรับประทานอาหารนอกบ้านเท่านั้น

“Frozen” (Disney’s) โฟรเซ่น – ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ”

อาณาจักรที่สวยงาม นามว่า “เอเรนเดลล์” พระราชา และพระราชินี มีลูกสาว 2 คน “แอลซ่า”(คนโต) และ “อันนา” คนเล็ก แอลซ่าเกิดมาพร้อมพรวิเศษที่สามารถเสกน้ำแข็งและหิมะได้ตามใจ คืนหนึ่งที่ทั้งสองได้เล่นกันท่ามกลางกองหิมะเสก แอลซ่า เผลอปล่อยมนต์ไปถูก อันนา ตรงหัว ทำให้ผมปอยหนึ่งของเธอเป็นสีขาว และตัวก็เย็นเป็นน้ำแข็ง พระราชาและพระราชินี นำลูกท้ังสองไปบนหุบเขาเพื่อหา ชาวเป่า “โทรลล์”(หินพูดได้) ผู้วิเศษ ผู้เฒ่าได้ช่วยเหลือ อันนาไว้ ด้วยการเปลี่ยนสมอง ความทรงจำเรื่องเวทมนต์ที่อันนาจำได้จะหายไป หลังจากนั้นเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายกับใครอีก… แอลซ่า และ อันนา ต้องแยกกันอยู่อย่างสิ้นเชิง อันนาไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ พี่จึงเปลี่ยนไปโดยไม่สุงสิงกับเธออีก… ส่วนแอลซ่าเองก็ต้อง ฝึกควบคุมพลังของตนให้ได้ เพื่อไม่ให้พลังนั้น ไปทำร้ายใครอีก (โดยมีถุงมือ1คู่ เพื่อฝึกสำหรับควบคุมพลังของตนได้ง่ายขึ้น)… และเพื่อไม่ให้ความลับดังกล่าว หลุดรั่วออกไป แม้กระทั่งคนในวัง และจนภายนอก….ประตู และหน้าต่างวังทุกบานถูกปิดมิดชิด… และพระราชวังก็ไม่เปิดรับใครอีก นับแต่นั้น

เรื่องยิ่งแย่ลง เมื่อ พระราชา และพระราชินี สิ้นพระชมน์กระทันหัน ด้วยอุบัติเหตุกลางทะเล
ทั้งสองคน จึงเติบโตมาอย่าง เดียวดาย ดูหนังออนไลน์ฟรี

สามปีต่อมา เมื่อ “แอลซ่า” เติบโต จนมีอายุครบ จึงจัดให้มีพิธีราชินีภิเษกขึ้น เป็นครั้งแรกที่มีงานฉลอง ประตู หน้าต่าง เปิดขึ้นเต็มที่เป็นครั้งแรกในตลอดหลายปี…. และเป็นอีกครั้งที่พระราชวังเปิดรับแขกจากต่างแดน…. ในพิธี แอลซ่าที่ยังควบคุมพลังของตนไม่ได้ดีนัก ก็กังวลจะเปิดเผยความลับต่อสาธารณะชน… และทุกอย่างจะผ่านไปได้ยาก แต่เธอก็ควบคุมมันได้…. และช่วงเวลานี้เอง… เป็นเวลาที่ “แอลซ่า” และ “อันนา” ได้พูดคุยกันในรอบหลายๆ ปี…. ในงานเลี้ยง อันนาได้พบกับ “เจ้าชายฮอน” ที่อยู่ในอาณาจักรทะเลใต้… ทั้งคู่สนิทสนมกัน จน อันนาตัดสินใจจะแต่งงานกับเขา…. (ทั้งที่เจอกันยังไม่ถึงวัน)

กลางดึกของงานเลี้ยง…อันนาพาฮอน มาพบกับ แอลซ่า เพื่อขอราชานุญาตแต่งงาน…. แอลซ่าไม่อนุญาตและเริ่มโกรธ จนควบคุมตัวเองไม่ได้…และนั่นเอง…ทำให้เธอเผยพลังที่ปกปิดมานานต่อทุกคน….
ทุกคนที่เห็น “ราชินี” ของเธอเสกน้ำแข็งได้ก็ตกใจ… ด้วยความที่กลัวทุกอย่างจะควบคุมไม่ได้ไปกันใหญ่ แอลซ่าตัดสินใจหนีออกจาก “เอเรนเดลล์” ในคืนนั้น… และด้วยอารมณ์ที่ไม่ปกติของเธอ ส่งผลให้ทั้งเมือง”เอเรนเดลล์” ปกคลุมไปด้วยหิมะ และฤดูหนาวไปตลอดกาล (ซึ่งนับวันจะยิ่งหนาวเหน็บขึ้นเรื่อยๆ)

แอลซ่า เดินทางจนถึงยอดเขาสูงทางเหนือ ในดินแดนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ…
สถานที่แห่งนี้เอง ที่เธอรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องระวังพลังวิเศษอะไร… เธอจึงเลือกภูเขาสูงแห่งหนึ่ง และสร้างปราสาทน้ำแข็งสวยงามวิจิตรไว้บนนั้น และเธอก็อยู่เพียงลำพัง

อันนา ตัดสินใจ จะตามตัว แอลซ่าพี่สาวของเธอกลับมา โดยได้มอบอำนาจการปกครอง เอเลนเดลล์ ไว้กับ​ “ฮอน”… เธอเดินทางได้ไม่ไกลนักม้าที่เธอใช้ก็พยศหนีไป ​โชคดีที่เธอไปเจอกับ “คริสติฟฟ์” ชายหนุ่มผู้ขายน้ำแข็ง และ “สเฟน” กว้างตัวใหญ่… ทั้งคู่ตกลงจะช่วยเหลือ อันนา…. ระหว่างการเดินทาง… อันนาได้พบกับมนุษย์หิมะที่มีชืวิตจริงๆ ชื่อ “โอลาฟ” พอเห็นก็รู้ทันทีว่า นี่คือ “โอลาฟ” เดียวกันกับที่ แอลซ่า และ อันน่า ร่วมกันปั้นในวัยเด็ก…. โอลาฟ เป็นผู้นำทางให้อันนา และ คริสติฟฟ์ มาพบกับปราสาทน้ำเข็งของ แอลซ่า ในที่สุด

แอลซ่าประหลาดใจ เมื่อเห็นอันนา มาถึงที่นี่… อันนาพยายามชักจูงให้พี่สาวกลับไปยังเอเลนเดลล์ และคลายมนต์ให้เมืองกลับมาอบอุ่นเหมือนเดิม… แอลซ่าปฏิเสธ ไม่ยังไม่รู้หนทางที่จะละลายน้ำแข็งและควบคุมเวทมนต์ของตนได้อย่างไร…. ทันใดนั้นเอง…แอลซ่า…เผลอปลอยมนต์ไปโดย อันนาโดยไม่ตั้งใจ…ซึ่งมนต์ครั้งนี้ ไปโดยตรง ตำแหน่ง “หัวใจ” ของอันนา พอดี….. ผลของเวทมนต์ทำจะให้ “หัวใจของอันนา จะถูกแช่แข็งทีละนิด และเสียชีวิตในที่สุด”

คริสตอฟฟ์ พาอันนามาหา “ชาวโทรลล์” อีกครั้งเพื่อหาทางช่วยเหลือ…ผู้เฒ่าบอกเพียงว่า “การกระทำแห่งรักแท้ จะช่วยละลายน้ำแข็งในใจได้”…. ทุกคนจึงตีความไปว่า “ต้องเป็นจูมพิศของรักแท้แน่นอน”
“คริสตอฟฟ์” จึงพาอันนากลับเข้าวังเพื่อมาหา “ฮอน”

ข้างฮอนเมื่อเห็นม้าที่อันนาใช้ตามหาพี่สาว กลับมาเพียงลำพัง… ก็ตัดสินใจออกจากวังไปตามหา…เขาเดินทางจนมาถึงปราสาทน้ำแข็งของ “แอลซ่า” เกิดการต่อสู่กันเล็กน้อย…เพราะมีทหาร2คนแอบแผงตัวเพื่อจะฆ่า แอลซ่า…. การต่อสู่ทำให้อุบัติเหตุเกิดขึ้น แอลซ่าโดนโคมระย้าหล่นทับ และเธอสลบไป

แอลซ่าตื่นมาอีกครั้ง และพบว่าเธอกลับมาอยู่ที่ เอเลนเดลล์ อีกครั้ง..และถูกขังอยู่ในคุก….
คริสตอฟฟ์ พน อันนา กลับมาถึงวังสำเร็จ, อันนาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฮอนฟัง และขอจูมพิศจากเขา
เขาเองได้เผยความจริงว่า เขานั้นไม่ได้รักอันนาเลย ที่ผ่านมาเพียงต้องการได้ปกครองเมืองเอเลนเดลล์
ไม่เพียงแต่เขาจะไม่จูมพิศอันนาเท่านั้น แต่ยังขังเธอไว้ในห้องที่เย็นเชียบ เพื่อให้เธอตายอย่างช้าๆ

ฮอนบอกทุกคนว่า “อันนา” ตายแล้วด้วยฝีมือของ “แอลซ่า” พี่สาวของเธอเอง
และก่อนตาย ทั้งสองได้สัญญาแต่งงานกัน ทำให้เขามีสิทธิปกครอง “เอเลนเดลล์” อย่างชอบธรรม และอย่างแรกที่เขาจะทำคือ…การประหาร แอลซ่าทิ้งเสีย

แอลซ่า หนีออกจากคุกได้สำเร็จ และอารมณ์แปรปรวนของเธอทำให้เมืองมีพายุหิมะร้ายแรงก่อตัวขึ้น
คริสตอฟฟ์ ที่เห็นว่าเมืองมีเค้าพายุหิมะ จึงคิดกลับเข้าเมืองเพื่อช่วยเหลือ อันนา
อันนา ตอนนี้รู้แล้วว่า ใครกัน คือรักแท้ของเธอ แม้ว่าร่างกายของเธอจะเริ่มกลายเป็นน้ำแข็งแล้ว
เธอยังตัดสินใจหนีออกจากวัง เพื่อตามหา คริสตอฟฟ์….
ท่ามหลางพายุหิมะร้าย… คริสตอฟฟ์ เจอกับ อันนาในระยะไกล….
ฮัน พบกับ แอลซ่า…และเล่าให้ฟังว่า อันนาตายแล้วจากฝีมือของเธอเอง…. ขณะที่แอลซ่าร้องไห้เสียใจ..
ฮันจะคิดจะใช้ดาบฟันให้เธอตายไปเสีย…
อันนาเห็นเหตุการณ์นั้นไกลๆ หล่อนต้องตัดสินใจว่า… เธอจะวิ่งไปหาคริสติฟฟ์ เพื่อจูมพิศของเธอเอง…หรือ ช่วยพี่สาวของเธอไว้

ขณะที่ฮัน เงื้อมดาบฟันไปที่ แอลซ่า… อันนาก็วิ่งเข้าไปขวางไว้…ร่างของเธอที่กลายเป็นน้ำแข็งในวินาทีนั้น เมื่อปะทะกับดาบ ทำให้ดาบของฮันดาบไป…. เหตุการณ์ทั้งหมด เกิดขึ้นท่ามกลางสายตาของ แอลซ่า คริสตอฟฟ์ และชาวเมืองทั้งหลาย

มนต์วิเศษเกิดขึ้นอีกครั้ง… เมื่อร่างที่เป็นน้ำแข็งของ อันนานั้น กลับกลายเป็นคนปกติอีกครั้ง
หัวใจที่ถูกแช่แข็ง… ได้ถูกละลายแล้ว ด้วย “การกระทำแห่งรักแท้”
โดยอันนาเอง ที่ช่วยพี่สาวไว้ โดยยอมแลกชีวิตของตนเอง

แอลซ่าเข้าใจทันทีแล้วว่า.. มนต์วิเศษของตน สามารถควบคุมได้ด้วยความรัก รักซึ่งละลายได้ทุกสิ่ง
เธอควบคุมพลัง และร่ายมนต์ให้น้ำแข็งละลาย และ เอเลนเดลล์ กลับมาอบอุ่นและงดงามดังเดิม…..

แอลซ่า ขึ้นปกครอง เอเลนเดลล์อีกครั้ง…. ฮอนถูกเนรเทศออกจากเมือง
คริสตอฟฟ์ได้รับบรรดาศักดิ์ให้ดูแลเรื่องการขายน้ำแข็งของอาณาจักร
และท้ายที่สุด ในฤดูหนาว… แอลซ่าได้เสกให้ลานกว้างหน้าพระราชวังเป็นลานน้ำแข็งที่สวยงาม
ชาวเมืองสเก็ทน้ำแข็งกันสนุกสนาน…..​และนับจากนี้ ประตูวัง จะไม่ถูกปิดอีกต่อไป

เรื่องราวคำทำนายที่ทำให้อาณาจักรหนึ่งต้องตกอยู่ภายใต้ฤดูหนาวอันเยือกเย็น และโหดร้ายตลอดกาล อันนา (พากย์เสียงโดย คริสเตน เบลล์) สาวน้อยช่างฝัน จึงร่วมมือกับ คริสตอฟ (พากย์เสียงโดย โจนาธาน กรอฟฟ์) มนุษย์ภูเขาผู้กล้าหาญ ในการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่เพื่อที่จะตามหา ราชินีหิมะ (พากย์เสียงโดย ไอดิน่า เมนเซล) และยุติคำสาปน้ำแข็งอันหนาวเหน็บที่ปกคลุมอาณาจักรแห่งนี้มาอย่างยาวนาน การผจญภัยสุดหฤโหดภายใต้สภาวะอากาศอันโหดร้ายดั่งเทือกเขาเอเวอร์เรส การเผชิญหน้ากับสัตว์ในตำนานและมนตราในทุกย่างก้าว อันนา และ คริสตอฟ ต้องฝ่าฟันและเอาชนะทุกอย่างที่มาขัดขวางการปกป้องอาณาจักรจากการล่มสลาย

ในการก้าวย่างไปสู่ดินแดนที่เราไม่รู้จัก แม้กระทั่งสำหรับราชินีผู้เข้มแข็งอย่างเอลซ่า ก็จำเป็นต้องอาศัยความกล้าหาญ ความกระตือรือร้น ความอดทน และเวทมนตร์เล็กๆ ก็ไม่เสียหายนะ แต่ก่อนที่เอลซ่าจะเริ่มออกเดินทาง ผู้กำกับคริส บัค, เจนนิเฟอร์ ลีและผู้อำนวยการสร้างปีเตอร์ เดล เวโค่ ต้องเริ่มออกเดินทางของตัวเอง หลังจากความสำเร็จที่คาดไม่ถึงของ Frozen ในปี 2013 ที่ทำให้เราได้รู้จักกับสองพี่น้องแสนน่ารัก ชาวเขามากเสน่ห์และมนุษย์หิมะที่น่าจดจำ ผู้ชื่นชอบอ้อมกอดอุ่น ๆ “เราตระหนักได้ว่ายังมีคำถามที่ยังค้างคาใจอยู่ในใจพวกเรา” ลี กล่าว “เราสงสัยว่าตอนนี้อันนาจะทำอะไรในเมื่อเธอมีทุกอย่างที่เธอต้องการแล้ว เรารู้สึกว่ามันยังมีคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบเกี่ยวกับพ่อแม่ของพวกเธอ ว่าเรือของพวกเขาแล่นไปที่ไหนในตอนที่มันล่ม และคำถามที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำไมเอลซ่าถึงเกิดมาพร้อมกับพลังเวทมนตร์”

           ทำไมเอลซ่าถึงเกิดมาพร้อมกับพลังวิเศษ ? คำตอบกำลังเรียกหาเธอและกำลังคุกคามอาณาจักรของเธอ เธอจึงเริ่มการเดินทางสุดอันตรายแต่แฝงไว้ด้วยความน่าพิศวง ไปกับ อันนา, คริสตอฟฟ์, โอลาฟ และสเฟน ใน โฟรเซ่น ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ เอลซ่ากลัวว่าพลังของเธอรุนแรงไปสำหรับโลกใบนี้  โฟรเซ่น 2 ผจญภัยปริศนาราชินีหิมะ เธอเพียงได้แค่หวังว่าพลังของเธอจะรุนแรงพอ
           Frozen ถือเป็นแอนิเมชั่นเจ้าหญิงดิสนีย์ในยุคหลังนี้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ทั้งในแง่ของคำวิจารณ์และรายได้ที่กวาดไปถล่มทลาย การสร้างปรากฎการณ์เปลี่ยนขนบที่เจ้าหญิงไม่จำเป็นต้องคู่กับเจ้าชาย หรือจุมพิตแห่งรักแท้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับชายหญิง แต่อาจเป็นพี่น้อง หรือใครก็ได้ที่มีรักอันบริสุทธิ์ นับได้ว่าเป็นก้าวใหม่ของดิสนีย์ที่พยายามฉีกขนบเดิม ๆ และปลูกฝังความคิดสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจ เพราะฉะนั้นใน Frozen 2 พวกเขาจึงไม่หยุดอยู่ที่จุดเก่า แต่อาจจะพัฒนาเนื้อเรื่องให้เปิดมุมมองใหม่ ๆ มากขึ้น

ความปลอดภัยในการรับประทานฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจร ค่อนข้างปลอดภัยต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณ และระยะเวลาที่เหมาะสม แต่บางรายอาจเกิดผลข้างเคียงตามมาหลัง การรับประทาน เล็กน้อย เช่น ไม่อยากอาหาร อาเจียน ท้องเสีย ผื่นขึ้น ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล หรือเหนื่อยง่าย

การรับประทานฟ้าทะลายโจรในรูปแบบสารสกัดผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น โดยเฉพาะโสมไซบีเรีย (Siberian Ginseng) ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 3 เดือน และควรระมัดระวังการรับประทานสมุนไพรชนิดนี้ในปริมาณเข้มข้นสูงหรือใช้ติดต่อเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ต่อมน้ำเหลืองบวม เกิดปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรง เอนไซม์ตับสูงขึ้น หรือมีอาการอื่น ๆ ตามมา รวมถึงเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานฟ้าทะลายโจรในกรณีต่อไปนี้

  • การรับประทานฟ้าทะลายโจรค่อนข้างปลอดภัยต่อเด็กและทารกหากใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ และการใช้ฟ้าทะลายโจรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 1 เดือน
  • หญิงมีครรภ์และคุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทาน เนื่องจากอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแท้งและยังไม่มีหลักฐานยืนยันความปลอดภัยต่อทารกที่ดื่มนมแม่
  • ผลการทดลองในสัตว์พบว่าฟ้าทะลายโจรอาจรบกวนระบบการสืบพันธุ์ แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันผลในคนในปัจจุบัน ผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก (Infertility) หรือมีปัญหาในการตั้งครรภ์จึงควรหลีกเลี่ยงที่รับประทาน
  • ฟ้าทะลายโจรอาจกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ไวต่อการทำงานมากขึ้น ผู้ป่วยในกลุ่มโรคภูมิต้านตนเอง เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง โรคลูปัสหรือโรคเอสแอลอี โรคข้อรูมาตอยด์ หรือสภาวะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรรับประทานสมุนไพรชนิดนี้
  • ฟ้าทะลายโจรอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกผิกปกติหรือรอยฟกช้ำได้ง่าย ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติจึงควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทาน รวมถึงผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดควรหยุดใช้สมุนไพรนี้อย่างน้อย 2 สัปดาห์
  • ฟ้าทะลายโจรอาจส่งผลให้ความดันโลหิตต่ำลง แต่ยังไม่มีผลการยืนยันผลต่อการใช้ในคน ผู้ที่มีภาวะความต่ำจึงไม่ควรรับประทาน เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ
  • ผู้ที่รับประทานยาเป็นประจำควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานฟ้าทะลายโจรทุกครั้ง เนื่องจากยาบางชนิดอาจเกิดปฏิกิริยาต่อกันของยาและสมุนไพร เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด

อย่างไรก็ตาม การรับประทานฟ้าทะลายโจร เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรคหรือภาวะผิดปกติบางอย่างยังคงต้องหาหลักฐานยืนยันถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย จึงไม่ควรรับประทานตามคำอ้างต่าง ๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

ต้านเชื้อไวรัส

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ NAC อาจมีก็คือ การกระตุ้นภูมิต้านทาน ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสอย่างไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมถึง โรคโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดในขณะนี้ โดยอ้างอิงจากการศึกษาที่ให้ NAC ชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดในผู้ป่วยปอดอักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หลังได้รับยาไป 3 วัน ผู้ป่วยหายใจได้ดีขึ้น ต้องการการช่วยหายใจน้อยลง และมีอัตราการเสียชีวิตลดลงเล็กน้อยหลังฉีดยา

นอกจากนี้ ยังมีการทดลองให้ NAC ชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำร่วมกับยาต้านไวรัสและยาชนิดอื่นกับผู้ป่วยภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อ (Septic Shock) จากไข้หวัดใหญ่ ภาวะดังกล่าวและปอดของผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว จากผลลัพธ์ในการทดลองเหล่านั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่า NAC อาจใช้ได้ผลในผู้ป่วยปอดอักเสบจากโรคโควิด-19

สืบเนื่องจากคุณสมบัติดังกล่าว มีการนำ NAC มาใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ร่วมกับการใช้ยาชนิดอื่น อย่างไรก็ตาม การใช้ NAC กับโรคโควิด-19 ยังจำเป็นจะต้องรอการวิจัยและทดลองในกลุ่มผู้ป่วยขนาดใหญ่ให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนก่อนใช้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในอนาคต

สาเหตุของ อาการปวดแขน เส้นประสาทถูกกด

อาการปวดแขน มีตั้งแต่ ระดับปวดเล็กน้อย ไปจนถึง ปวดรุนแรง แตกต่างกันไป โดยตัวอย่างสาเหตุที่เป็นไปได้

เส้นประสาทถูกกด

ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อโครงสร้างโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ กระดูก กระดูกอ่อน หรือเส้นเอ็น กดทับเส้นประสาทมากเกินไปจนเกิดความเสียหาย ก่อให้เกิดอาการปวดแขน มักมีอาการเสียวเหมือนถูกทิ่ม ชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้

The Queen’s Gambit เกมกระดานแห่งชีวิต กับ 7 บทเรียน

The Queen’s Gambit  เกมกระดานแห่งชีวิต เป็นมินิซีรีส์ของทาง Netflix มีทั้งหมด 7 ตอน โดยทั้งหมดมีความยาวโดยประมาณ 7 ชั่วโมง เดินเรื่องโดยเน้นตัวละครเอก “เบธ ฮาร์มอน” แสดงโดย อันยา เทย์เลอร์-จอย

ในช่วงแรกที่เปิดตัว แอดมินได้ดูตัวอย่างของซีรีส์เรื่องนี้แบบผ่านๆ ก็คิดว่าน่าจะเหมือนหนังดราม่าทั่วๆ ไป ประมาณยุค 1960 แต่ก็มีความสังสัยอยู่เหมือนกันว่า หมากรุกมาเกี่ยวอะไรกับซีรีส์เรื่องนี้

หลังจากที่หนังซีรีส์ The Queen’s Gambit ได้ออกอากาศทาง ราวๆ ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2563 ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่หลายอย่าง อาทิเช่น ช่วงเดือนแรกหลังจากที่ซีรีส์นี้ออกฉายใหม่ๆ แค่ภายในเดือนแรก ก็สามารถดึงดูดผู้ชมได้สูงถึง 62 ล้านครอบครัว ยอดขาย Chess Set หรือ ชุดหมากรุก ก็ทำยอดขายได้ถึง 250% บน eBay นอกจากนี้ยังมีคนจำนวนมาก search หาคำว่า “How to play chess” ใน Google สูงสุดมากเป็นประวัติการณ์ และ จำนวนผู้เล่นหน้าใหม่ มีการสมัครเป็นสมาชิกของ chess.com เพิ่มสูงขึ้นกว่า 5 เท่าเลยทีเดียว

“ไม่ได้แล้วเราจะพลาดไม่ได้ จะตกเทรนไม่ได้” บวกกับความอยากรู้ว่า เรื่องนี้มันดีจริงอย่างที่เขาว่าไหม? ก็เลยทำให้แอดมินต้องไปหาเวลาดูมินิซีรีส์ The Queen’s Gambit กันแบบจริงจัง

“ตอนแรกกะว่าจะดูวันละตอน ในช่วงว่างๆ หลังเลิกงาน แต่หยุดไม่ได้” เพราะเรื่องราวมันน่าติดตามมาก ทำให้อยากดูต่อในตอนถัดไปในทันที เลยทำให้ดูเรื่องนี้จบภายใน 3 วันเท่านั้นเอง

เรื่องย่อ ซีรีส์อย่าง The Queen’s Gambit – เกมกระดานแห่งชีวิต
ที่เดินเรื่องราวผ่านเกมหมากรุก โดยมีตัวละครหลัก คือ เบธ ฮาร์มอน นักหมากรุกหญิงอัจฉริยะ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวของเรื่องนี้ คือ เบธ ฮาร์มอน ในวัยเด็กเธอเติบโตมาจากครอบครัวที่แตกร้าว  ดูหนังออนไลน์ฟรี ต่อมาก็ต้องมาสูญเสียคุณแม่ของเธอไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เธอไม่เหลือใคร และ ต้องถูกส่งไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

การที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เบธ ประสบปัญหาไม่สามารถเข้ากับเพื่อนๆ ได้ และ เมื่ออยู่ที่นี่ ทำให้เธอต้องได้รับยาตัวหนึ่งไปทาน (ยาระงับประสาท) ทุกวัน ซึ่งส่งผลทำให้เธอเสพติดยาตัวนี้จนโต จนวันนึง เธอได้รู้จัก “หมากรุก” เป็นครั้งแรก จากลุงภารโรงที่ชื่อว่า “คุณไชเบล” ในห้องใต้ดินของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น “คุณไชเบล” คือ ครูคนแรก และ ถือเป็นผู้สนับสนุนตัวจริง ที่ผลักดันให้เบธได้เข้าสู่วงจรของการเป็นนักกีฬาหมากรุก

และต่อมาก็มีครอบครัวนึง สนใจที่จะรับ เบธ ไปอุปการะ แต่เบธ ก็ยังไม่หยุดที่จะต่อยอดความฝันของเธอ จากเด็กที่เคยไร้เป้าหมาย กลายเป็นเด็กที่ค้นพบพรสวรรค์ของตนเองกับกีฬาหมากรุก กีฬาประเภทนี้ ถือว่าเป็นเส้นทางที่ถือว่ายากและโหดเอามากๆ ในสมัยนั้น เพราะมีแต่ผู้ชายเล่นซะเป็นส่วนใหญ่

ด้วยที่เบธ มีพรสวรรค์ด้านหมากรุกและ การแข่งหมากรุกสามารถทำเงินได้มาก ทำให้แม่ใหม่ของเธอ หลังจากที่รู้ว่า เกมกีฬาประเภทนี้ ทำเงินได้ ก็หันมาสนับสนุนเบธอย่างเต็มที่ และ กลายมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเธอ แต่ก็มาหักมุมอีก เบธ ต้องมาเสียแม่ใหม่ไปอีก จากปัญหาพิษสุราเรื้อรัง (แม่ใหติดเหล้าหนักมาก) ทำให้ช่วงชีวิตที่เหลือของเธอ เธอต้องลุยเดี่ยว แต่ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตคนเดียว เพราะยังมีเพื่อนสนิทในวัยเด็กที่คบกันที่บ้านเด็กกำพร้า และ ยังมีเพื่อนชายอีกหลายคนที่หวังดีต่อเธอ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเป็นคู่แข่งกันในเกมหมากรุก

หลายช่วงหลายตอนของซีรีส์เรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความเข้มแข็งของเบธ ที่ต้องการพิสูจน์ตนเอง ต้องการเอาชนะคู่แข่ง เบธ ค่อย ๆ สะสมชื่อเสียงและพัฒนาทักษะจากการเดินสายแข่งขันเวทีต่าง ๆ ในประเทศ จนได้เป็นแชมป์อเมริกาแทน และทำให้เบธ ได้ไปแข่ง THE CHESS WORLD CHAMPIONSHIP กับ มือหนึ่งของโลกที่ชื่อว่า “วาร์สิลี บอร์กอฟ” ชาวรัสเซีย

ในทางกลับกัน เบธ ก็ต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวังมากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัวที่ผ่านการสูญเสียแม่ถึงสองคน การเอาชนะกับอาการติดยาระงับประสาท ต้องเจอกับความผิดหวังพ่ายแพ้ให้กับเกมการแข่งขันครั้งสำคัญหลายครั้งเช่นกัน แต่ เบธ ก็สามารถผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาได้

อะไรที่ทำให้อดีตเด็กน้อยอย่างเบธ​ ที่ดูไม่มีอนาคตกลายเป็นนักกีฬาหมากรุกที่เก่งกาจเหนือผู้ชาย? และ อะไรที่ทำให้เบธสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้?

จุดจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร? เบธจะสามารถผ่านด่านสำคัญครั้งนี้ ได้หรือไม่? คงต้องไปลองติดตามชมดูนะครับ

“หลายๆ ครั้ง ที่เราได้ดูหนัง เราก็ได้เรียนรู้ส่ิงที่มีประโยชน์จากหนังเรื่องนั้นได้เช่นกัน”

สิ่งที่ได้ สำหรับเรื่อง The Queen’s Gambit หรือ เกมกระดานแห่งชีวิต มันไม่ใช่แค่หนัง หรือ มินิซีรีส์ ที่น่าดู หรือ น่าสนใจเท่านั้น แต่เรื่องนี้ ยังได้สอดแทรกแนวคิด และ บทเรียน ที่น่าสนใจหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องที่พวกเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงานได้

ดังนั้นในบทความนี้ แอดมิน จึงจะขอนำเสนอสิ่งที่แอดมินได้เรียนรู้ จากการได้ดูมินิซีรีส์ The Queen’s Gambit หรือ เกมกระดานแห่งชีวิต ซึ่งสรุปออกมาได้ 7 ประเด็น

“Get out of your comfort zone and Find your passions and purpose”
“บางทีเราต้องกล้าที่จะเปิดตาและเปิดใจ ลองทำในสิ่งที่แตกต่าง เพื่อที่จะมองหาสิ่งที่เหมาะสม หรือ สิ่งที่ใช่สำหรับตัวเราอย่างแท้จริง” ชีวิตของเบธ หากเธอยอมเดินตามรูปแบบชีวิตแบบเดิมๆ ของเด็กกำพร้าคนอื่นๆ ที่ในแต่ละวันก็ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบกติกาเดิมๆ ที่ถูกกำหนดเอาไว้ และรอคอยว่าวันนึงจะมีครอบครัวที่ดีที่จะมารับไปอุปถัมภ์ ก็จะไม่มี เบธ ฮาร์มอน นักหมากรุกหญิงอัจฉริยะ อย่างแน่นอน

ความสงสัย ความท้าทาย ความอยากลองสิ่งใหม่ ของเบธ นี่เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้เธอสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดได้ในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อที่ว่ากีฬาหมากรุกเป็นของผู้ชายเท่านั้น หรือ เด็ก ไม่สามารถลงแข่งขันในกีฬาประเภทนี้ได้ เป็นต้น

“You can chase your dreams at any age. You’re never too old” อายุ เพศ ไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการที่เราจะเดินหน้าตามล่าความฝันของตัวเราเอง แต่หลายคนกลับเอาเรื่องเหล่านี้เป็นตัวดับฝันของตนเอง ก็เหมือนกับชีวิตของเราในหลายๆ คน ที่อาจจะกลัว หรือ ไม่มั่นใจที่จะกล้าลอง หรือ กล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง ทำให้ต้องจำใจเลือกเดินทางตามรูปแบบที่ถูกคนอื่นหรือสังคมกำหนดเอาไว้

เมื่อต้องทำในงานที่ไม่ใช่ งานที่ไม่ได้ใช้ความสามารถหรือพรสวรรค์ที่ตนเองมีอย่างเต็มที่ จึงทำให้หลายคนไม่มีความสุขในการทำงาน เกิดความเบื่อหน่ายง่าย และ หากปล่อยให้เนิ่นนานไป ก็อาจจะทำให้กลายเป็นคนหมดความมั่นใจไปในที่สุด

“Don’t let people’s opinions get to you”
“บางทีเราต้องมองข้าม เลิกสนใจสายตาหรือคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่นๆ ไปซะบ้าง” เราไม่มีทางทำให้คนอื่นเข้าใจในตัวเรา หรือ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ได้อย่างแน่นอน เบธ เองก็เช่นกัน ในช่วงเข้าเรียน High School ด้วยความที่การแต่งตัวของเธอดูแตกต่าง ดูเชยในสายตาของคนหมู่มาก จึงถูกดูถูก ดูแคลนจากคนรอบข้าง เพราะเป็นเด็กถูกรับมาเลี้ยง เสื้อผ้าที่มีก็เลยเก่าและเชยมาก ถึงแม้ว่าต่อมาแม่ใหม่ได้เลือกซื้อเสื้อผ้าลดราคาให้เธอ (เพราะครอบครัวใหม่ ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร) ก็ยังไม่วายโดนดูถูกจากเพื่อนๆ ที่โรงเรียนอยู่ดี

แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอหวั่นไหวเลย ยิ่งทำให้เธอต้องหาหนทาง ที่จะทำให้ชีวิตของตนเองดีขึ้น ด้วยการพิสูจน์ตนเองบนเส้นทางที่เธอได้เลือกเองด้วยการเป็นนักหมากรุก เพราะเธอพบว่าอาชีพนี้ สามารถทำเงินได้ และ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีกฎหรือกติกาที่จำกัดอายุ หรือ จำกัดเพศในการลงแข่งขัน หลังจากที่เธอได้ลงแข่งไปเรื่อยๆ เธอก็เริ่มมีรายได้และมีชื่อเสียง เมื่อเบธ​มีเงิน เธอก็แบ่งเงินรางวัลเอามาซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ราคาแพงใส่ ทำให้คนที่เคยดูถูก ดูแคลนเธอ หันมาอยากคบหาสมาคมกับเธอ และ เธอก็กลายเป็นคนดัง ที่มีคนนิยมชมชอบไปในทันที

เรื่องการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจออยู่แล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนรับมือและมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร? หากเรามัวแต่จับจด สนใจสายตาของคนอื่นๆ และนำคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นมาคิดมากเกินไป รับรองได้ว่า สิ่งที่อยากทำและสิ่งที่อยากเป็น ไม่มีทางได้เกิดอย่างแน่นอน

เอาเป็นว่า ชีวิตของเรา เราควรกำหนดเอง ไม่ใช่ถูกกำหนดด้วย คำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น ดังนั้นอย่ากำหนดเงื่อนไขของความสุขของตัวเราเองด้วยสายตาของผู้อื่น

“Take your life into your own hands”
“เพราะชีวิตมีขึ้นและมีลงเสมอ เราต่างก็ต้องเจอกับความผิดหวังมากบ้างน้อยบ้าง ถือเป็นเรื่องธรรมดา” ชีวิตของเบธ ก็เช่นกัน ชีวิตของเธอเหมือนกับรถไฟเหาะตีลังกา มาจากจุดต่ำสุด พอถึงจุดพีค เธอก็ต้องเจอกับปัญหาและความสูญเสีย ทำให้ชีวิตก็ต้องตกต่ำลงมาอีกครา เช่น จากเป็นเด็กกำพร้า และ ได้ครอบครัวใหม่รับไปเลี้ยง แต่พอไม่นานก็ต้องมาสูญเสียแม่ใหม่ไปอีก หรือ เข้าชิงแชมป์ ก็พ่ายแพ้ เพราะด้วยความมั่นใจ (รวมไปถึงอีโก้) ที่เธอมีมากเกินไป ก็ต้องทำให้เธอต้องพบกับความผิดหว้งได้เช่นกัน

“เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ เราก็สามารถเรียนรู้ได้มากมายในวันที่เราแย่ที่สุด” เบธ ก็เช่นกันเธอได้รับบทเรียนราคาแพงจากทุกๆ การสูญเสีย และ ความผิดหวัง จนสามารถพาตัวเองกลับขึ้นมาประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง

เรื่องนี้ ก็ชี้ให้เห็นว่า ความผิดพลาดหรือความผิดหวัง ก็ถือเป็นบทเรียนของชีวิต หากเรายอมรับ เข้าใจ เราก็จะเห็นหนทางของการแก้ไข และ พัฒนาตนเอง เพื่อก้าวไปสู่ในุดที่ดีกว่าเดิมได้เสมอ แต่หากเรานำ ความผิดพลาดหรือความผิดหวัง มาเป็นตัวตีตราตนเองว่า “ตนเองเป็นคนไม่เอาไหน” หรือ โทษคนอื่นว่าเป็นต้นเหตุในเรื่องนี้ นั่นก็หมายความว่า เราได้ยอมรับและยอมแพ้ต่อโชคชะตาไปเรียบร้อยแล้ว

อาหารโปรตีนสูง ทางเลือกโภชนาการเพื่อสุขภาพ

โปรตีน เป็น 1 ในสารอาหารที่สำคัญต่อสุขภาพร่างกาย และการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อ สุขภาพ ที่ดี จึงควรทำความรู้จักกับอาหารโปรตีนสูงไว้ว่ามีอะไรบ้าง และควรรับประทานอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

ทำความรู้จักกับโปรตีน

โปรตีนเป็นโมเลกุลเชิงซ้อนที่สำคัญต่อร่างกาย โดยมีบทบาทสำคัญในการเสริมโครงสร้าง ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เป็นแหล่งอาหารที่ให้พลังงาน ทำให้รู้สึกอิ่ม ช่วยในกระบวนการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระบวนการย่อยสารอาหาร กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโดยส่งสัญญาณต่าง ๆ ให้แก่ร่างกาย รวมทั้งช่วยให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกด้วย

อาหารโปรตีนสูง มีประโยชน์อย่างไร ?

การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงจะส่งผลดีต่อร่างกายในหลาย ๆ ด้าน เช่น ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้น หรือมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ควรเลือกรับประทานอาหารโปรตีนสูงที่มีคุณภาพ และดีต่อร่างกายด้วย เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม หรือเนื้อสัตว์ไขมันน้อย เป็นต้น ทั้งนี้ ควรรับประทานอาหารโปรตีนสูงร่วมกับอาหารชนิดอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน

อาหารโปรตีนสูง มีอะไรบ้าง ?

โปรตีนเป็นสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารหลายชนิด ทั้งอาหารที่มาจากสัตว์และพืช โดยอาหารที่มักมีโปรตีนสูง ได้แก่

  • ไข่ เป็นแหล่งอาหารที่มีโปรตีนในปริมาณที่ดีต่อร่างกาย อีกทั้งยังมีราคาถูกและอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และไขมันที่มีประโยชน์ โดยคนที่มีสุขภาพดีควรรับประทานไข่อย่างน้อยวันละ 1 ฟอง
  • เนื้อสัตว์ไขมันน้อย เช่น เนื้อวัว หรือเนื้อไก่ เป็นต้น เพราะล้วนเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง อีกทั้งเนื้อวัวยังมีวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และสังกะสีด้วย
  • อาหารทะเล แหล่งโปรตีนชั้นดีจากทะเล เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน หรือกุ้ง เป็นต้น โดยอาหารทะเลบางชนิดก็มีไขมันต่ำด้วย
  • ผลิตภัณฑ์จากนม อุดมด้วยโปรตีนและสารอาหารมีคุณค่าอื่น ๆ ทั้งยังเป็นแหล่งแคลเซียมที่ช่วยในการบำรุงกระดูกและเสริมสร้างสุขภาพหัวใจ นอกจากนี้ หากรับประทานนมไขมันต่ำก็จะช่วยให้อิ่มท้องโดยได้รับแคลอรี่ในปริมาณที่น้อยลงอีกด้วย
  • อัลมอนด์ เป็นถั่วเปลือกแข็งที่มีโปรตีนสูง และอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญ เช่น ไฟเบอร์ วิตามินอี แมงกานีส และแมกนีเซียม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงโรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อีกด้วย
  • บร็อกโคลี่ ผักใบเขียวที่อุดมด้วยวิตามินซี วิตามินเค ไฟเบอร์ โพแทสเซียม และมีโปรตีนสูงเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น ๆ โดยมีความเชื่อว่าบร็อกโคลี่มีสารอาหารที่อาจช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้
  • ถั่วเหลือง เป็นอาหารโปรตีนสูงที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์ โดยในปัจจุบันถั่วเหลืองได้ถูกนำมาปรุงเป็นอาหารและเครื่องดื่มมากมาย เช่น เต้าหู้ และนมถั่วเหลือง เป็นต้น นอกจากนี้ การรับประทานโปรตีนจากถั่วเหลืองเพียงวันละ 25 กรัม อาจช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย
  • พืชตระกูลถั่ว ไม่เพียงอุดมไปด้วยโปรตีน แต่พืชตระกูลถั่วยังมีไฟเบอร์ที่ดีต่อร่างกาย ซึ่งการรับประทานถั่วเพียง 1.5 ถ้วยก็ทำให้ได้รับโปรตีนมากพอ ๆ กับการรับประทานสเต็ก และช่วยให้อิ่มท้องได้นานเพราะมีไฟเบอร์สูง พืชตระกูลถั่วจึงเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์
  • เวย์โปรตีน เป็นอาหารเสริมที่มีโปรตีนสูง เพราะเป็นโปรตีนที่สกัดมาจากนม ซึ่งส่งผลดีต่อร่างกาย ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยลดน้ำหนัก อีกทั้งยังสามารถพกพาไปเพื่อรับประทานได้สะดวก โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีเวลาทำอาหารเองและต้องการรับประทานโปรตีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย