อาการปัสสาวะเล็ด โรคระบบทางเดินปัสสาวะโดยเฉพาะในผู้หญิง

อาการปัสสาวะเล็ด หรือ Stress Urinary Lncontinence ภาวะอาการที่ปัสสาวะเล็ดราด กลั้นไม่อยู่ ควบคุมไม่ได้พบได้บ่อยในกลุ่มโรคระบบทางเดินปัสสาวะโดยเฉพาะในผู้หญิง สร้างความรำคาญใจ ความเครียด กังวล บางรายต้องใช้แผ่นรองซับปัสสาวะหรือสวมใส่ถุงเก็บปัสสาวะ สภาพดังกล่าวส่งผลให้เสียสุขภาพคุณภาพชีวิตแย่ลง ต้องเฝ้าระวัง ดูแลตนเอง รวมทั้งเสียสุขภาพจิตที่ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ตามความต้องการ

ปัสสาวะเล็ด เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ปัสสาวะเล็ด เกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่คอยพยุงท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะหย่อนยาน ภาวะยืดหย่อนหรือฉีกขาดของอวัยวะที่ช่วยยืดและพยุงท่อปัสสาวะส่วนต้น ส่งผลให้ท่อปัสสาวะส่วนนั้นหย่อนต่ำลงมาจนไม่สามารถต้านทานความดันในกระเพาะปัสสาวะเมื่อมีการที่ไปเพิ่มความดันในช่องท้อง เช่นขณะไอ จาม และออกกำลังกาย อาการดังกล่าวพบได้ในทุกกลุ่มอายุ ทั้งในเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ สำหรับประเทศไทยมีอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 20 ของผู้หญิง ตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์จนถึงวัยหมดประจำเดือน ปัสสาวะเล็ดราดอาจจะเป็นเพียงหยดซึมเป็นช่วงๆ หรือตลอดเวลา หรือราดจนเปื้อนภายในเสื้อผ้า

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ด
การตั้งครรภ์ และการคลอดบุตร โดยเฉพาะจำนวนครั้งของการคลอดบุตร กรณีคลอดบุตรหลายครั้งจะมีความเสี่ยงมากขึ้น ไม่จำเป็นว่าจะคลอดโดยวิธีธรรมชาติ หรือการผ่าคลอดล้วนมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น เพราะการตั้งครรภ์จะส่งผลให้อวัยวะในอุ้งเชิงกรานต้องรับน้ำหนักของเด็กตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
อายุ พบในสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือวัยทองที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป จะเกิดทั้งในกรณีไอ จาม
ความอ้วน เนื่องจากเพิ่มน้ำหนักแรงดันในช่องท้อง และแรงดันในกระเพาะปัสสาวะ
ผู้หญิงที่ตัดมดลูกและหมดประจำเดือน เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน มีผลทำให้เนื้อเยื่อที่พยุงระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะในอุ้งเชิงกรานฝ่อลง
รายที่มีเพศสัมพันธ์แบบพิสดาร อ่านเพิ่มเติม

ปัสสาวะเล็ด รักษาได้หายห่วง

อาการ ปัสสาวะเล็ด ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป เพราะสามารถรักษาหายหรือช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้ แต่หากละเลยหรือปล่อยทิ้งไว้ ปัสสาวะซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ อาจจะกัดเนื้อเยื่อจนเป็นแผล มีกลิ่นเหม็น คัน และอาจเป็นที่เจริญเติบโตของเชื้อโรคได้
อย่างไรก็ตาม อันตรายของโรคนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดปัสสาวะเล็ด ในบางรายเกิดจากกระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติโดยไม่พบสาเหตุชัดเจน แต่บางรายอาการปัสสาวะเล็ดอาจเกิดจากมีนิ่ว หรือเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะซึ่งไม่ได้รับการตรวจรักษาก็เป็นได้ จึงจำเป็นต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบทางเดินปัสสาวะโดยตรง
ปัสสาวะเล็ด รักษาอย่างไร
การขมิบช่องคลอด เพื่อให้กล้ามเนื้อช่องคลอดและท่อปัสสาวะแข็งแรงขึ้น แต่เห็นผลค่อนข้างช้าและต้องทำเป็นประจำ โดยวิธีการคือ สามารถขมิบช่องคลอดได้ในทุกอิริยาบถ ซึ่งการขมิบที่ถูกต้องคือขมิบเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกรานเท่านั้น คล้ายกับเวลากลั้นอุจจาระ หรือปัสสาวะ โดยไม่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องหรือต้นขาร่วมด้วย ขมิบแต่ละครั้งทำค้างไว้ 10-20 วินาที แล้วคลายออกในเวลาเท่ากันแล้วจึงเริ่มขมิบใหม่ สามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ โดยระยะแรกอาจทำเพียงน้อยครั้งแล้วจึงเพิ่มขึ้นทั้งระยะเวลาและความถี่เมื่อชำนาญมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากท่านไม่แน่ใจว่าจะขมิบได้ถูกต้องหรือไม่ สามารถขอคำแนะนำจากแพทย์ได้
การรับประทานยา เช่น ยาแอนติโคลิเนอร์จิก ช่วยในการบีบตัวของกล้ามเนื้อบริเวณท่อปัสสาวะ ยาลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหูรูดที่ช่วยสนับสนุนกระเพาะปัสสาวะอยู่ โดยช่วยลดอาการปวดปัสสาวะและความถี่ในการถ่ายปัสสาวะ อย่างไรก็ดี ยาชนิดนี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้ง มองเห็นภาพเบลอ และมีอาการท้องผูก
ฉีดโบท็อกซ์ การใช้โบท็อกซ์จำนวนเล็กน้อยที่กระเพาะปัสสาวะ โดยโบท็อกซ์ช่วยทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะไม่หดหรือบีบตัวมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้องรีบถ่ายปัสสาวะทันที แต่อย่างไรก็ตาม การรักษาโดยการฉีด โบท็อกซ์ก็อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้จะพบปัญหาปัสสาวะลำบาก จนต้องใช้สายสวนปัสสาวะ นอกจากนี้คือต้องเข้ารับการฉีดอยู่เสมอเนื่องจาก โบท๊อกซ์อยู่ได้เพียงประมาณแค่ 6 เดือนเท่านั้น จึงต้องฉีดใหม่ทุกๆ 6-12 เดือน
การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ในผู้ป่วยบางรายไม่สามารถบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หรือทำได้แต่ไม่ดีพอ การใช้กระแสไฟฟ้าขนาดต่ำไปกระตุ้นกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยตรงพบว่าสามารถทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าวมีความแข็งแรงขึ้นได้เช่นเดียวกับการให้ผู้ป่วยบริหารอุ้งเชิงกรานด้วยตัวเอง นอกจากนี้การกระตุ้นด้วยไฟฟ้ายังมีผลโดยตรงให้กระเพาะปัสสาวะมีการคลายตัวได้ด้วย
การผ่าตัดแก้ไขปัสสาวะเล็ดด้วยสายคล้อง (Incontinence Sling) ในอดีตการรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดมักเป็นการผ่าตัดใหญ่ผ่านแผลเปิดหน้าท้อง แต่ปัจจุบันรักษาด้วยการผ่าตัดที่เรียกว่า Sling procedure
ทำความรู้จักการผ่าตัดแก้ไขปัสสาวะเล็ดด้วยสายคล้อง อ่านเพิ่มเติม

หมดทุกข้อสงสัย “ ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า ”

อาการบาดเจ็บจาก “ ภาวะเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าขาด ” ส่งผลให้จำเป็นต้องเข้ารับรักษา “ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า” ที่บาดเจ็บ ปัจจุบัน สามารถทำการผ่าตัดได้ด้วยวิธีการผ่าตัดผ่านกล้อง โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีภาวะเอ็นไขว้หน้าขาดบางราย ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ แต่อาจจะเกิดภาวะข้อเข่าเคลื่อน ในกิจกรรมบางประเภทที่ต้องมีการบิดหมุนของหัวเข่า และที่สำคัญผู้ที่มีภาวะเอ็นไขว้หน้าขาดเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดการบาดเจ็บต่อหมอนรองเข่าและกระดูกอ่อนหัวเข่าได้มากยิ่งขึ้น

Q: สาเหตุของเอ็นไขว้หน้าขาด เกิดจากอะไร และรู้ได้อย่างไร?
A: สาเหตุที่ทำให้เกิดเอ็นไขว้หน้าเข้าขาด คือมีการบิดหมุนของเข่าอย่างรุนแรง จนทำให้เส้นเอ็นไขว้หน้าฉีกขาดพบบ่อยในกีฬาฟุตบอล, บาสเก็ตบอล และแบดมินตัน มีอาการปวดเข่ารุนแรงทันที ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้ เข่าบวมจากการมีเลือดออกในเข่าเนื่องจากเอ็นไขว้หน้าขาด จะเดินกระเผลกและไม่สามารถงอเข่าได้อยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังจากเอ็นไขว้หน้าขาด หลังจากนั้นผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีอาการเข่าหลวม หรือเข่าทรุด เวลากระโดด วิ่ง หรือวิ่งกลับตัวไม่สามารถวิ่งกลับตัวได้ เนื่องจากเอ็นไขว้หน้าจะทำหน้าที่ยึดข้อเข่าให้มั่นคง เมื่อเอ็นไขว้หน้าขาดไปแล้ว เข่าจะเสียความมั่นคงไปอย่างมาก ผู้ป่วยที่เอ็นไขว้หน้าขาดจะไม่สามารถกลับไปเล่นกีฬาประเภทฟุตบอล หรือบาสเก็ตบอลได้ กล้ามเนื้อต้นขาจะลีบ และอ่อนแรง

Q: ถ้าไม่ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า แล้วอนาคตเข่าจะเสื่อมไหม?
A: กรณีที่เอ็นไขว้หน้าขาดอย่างเดียว จะไม่ทำให้เข่าเสื่อม แต่ถ้ามีหมอนรองเข่าฉีกขาดร่วมด้วย และปล่อยทิ้งไว้ อาจจะทำให้เข่าเสื่อมได้

Q: ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าแล้วมีเสียงดังในเข่า ผิดปกติหรือไม่?
A: ผู้ป่วยเกือบทุกรายหลังผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าจะพบเสียงดังในเข่าได้ ส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง ทำให้การเคลื่อนที่ของลูกสะบ้าไม่สมดุลย์ ส่งผลให้เกิดเสียงดังขณะงอหรือเหยียดเข่า วิธีแก้ไขคือต้องออกกำลังกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรง อ่านเพิ่มเติม

3 สิ่งที่สาวๆต้องทำเป็นประจำเพื่อยืดเวลาหน้าเด็ก ลบ ริ้วรอย

ธรรมชาติสร้างมนุษย์มาพร้อมกับความสวยงาม โดยเฉพาะผู้หญิง เรื่องความสวยความงามจึงเป็นเรื่องคู่กัน แม้อายุยังน้อย ริ้วรอย ร่องลึก หรือความหมองคล้ำยังไม่ค่อยมีมาให้เห็น แต่ก็ละเลยไม่ได้เช่นกัน เริ่มบำรุงผิวตั้งแต่วันนี้ จะได้อ่อนวัยไปได้นานๆ
1.เลือกเครื่องสำอางให้เป็น
– Baby Sun Block กันแดดควรปกป้องผิวหนังจากรังสีของดวงอาทิตย์ SPF 25-30
– MAKE UP รองพื้น ควรใช้ Blemish Balm หรือ BB เพราะจะบางเบากว่า Foundation แป้งฝุ่น ใช้ในการเริ่มการแต่งหน้า เพื่อที่จะเซตครีม เซตบีบี ให้เข้าที่ นอกจากนี้ ควรมีแป้งพัพติดตัวไว้สำหรับเติมระหว่างวัน
– การล้าง Make Up ควรใช้ Cleansing Milk หรือ Cleansing Oil แล้ว ล้างออกด้วยโฟมอ่อน หรือเจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยนเพื่อล้างเมคอัพออกให้หมด
2.บำรุงให้ถูกวิธี
ในช่วงวัยนี้ Natural Moisturizer Factor ยังสมบูรณ์ จึงไม่ต้องบำรุงมาก แนะนำว่าควรดื่มน้ำมาก ๆ ในแต่ละวัน เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น การเลือก บำรุงผิวควรเลือกสารที่ให้ความชุ่มชื่นคือ NaPCA เป็นหลัก ซึ่งจะลดการระคายเคือง ได้เป็นอย่างดี ไม่ก่อให้เกิดสิว และอาจต้องเสริมไวตามินต่างๆ ในการบำรุงที่มีสารช่วยลดการตึงของผิว สิ่งที่ต้องมองเพิ่มเติมคือ ควรมี Hyaluronic อยู่ในส่วนผสม เพื่อทำให้ผิวชุ่มชื่นอุ้มน้ำเปล่งปลั่งตามธรรมชาติ นอกจากนี้ควรมีสเปรย์ฉีดผิวหน้าเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า ทำให้เครื่องสำอางติดทนนาน สามารถฉีดระหว่างวันได้เพื่อเติมความสดชื่น ให้หน้ากระชับ อ่านเพิ่มเติม

ปวดศีรษะมาก แบบไหนเข้าข่าย “อันตราย” ต้องรีบปรึกษาแพทย์

ปวดศีรษะมาก ..แค่ทานยาเดี๋ยวก็ดีขึ้น! นี่คือความเชื่อเกี่ยวกับอาการปวดศีรษะที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า อาการปวดศีรษะที่ใครๆ ก็เคยเป็นและคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ อาจเป็นสัญญาณเตือนจากโรคทางสมอง หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ก็ส่งผลอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
“ปวดศีรษะ” แบบไหน คือสัญญาณร้ายที่ควรรีบไปพบแพทย์
• อาการปวดศีรษะที่มักเริ่มต้นหลังตื่นนอน เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะความดันสมองสูงผิดปกติ
• อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นทันทีทันใด และมีความรุนแรงมากจนทำให้สะดุ้งตื่น
• อาการปวดศีรษะที่บ่อยครั้งเกินไป หรือมากกว่า 1 ครั้งใน 1 สัปดาห์ และปวดต่อเนื่องเป็นเดือน อาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท
• อาการปวดศีรษะรุนแรง และมักมีอาการคอแข็งร่วมด้วย อาจเกิดจากการติดเชื้อในระบบประสาท
• อาการปวดศีรษะที่ส่งผลให้มีอาการแขนขาอ่อนแรง การมองเห็นหรือการได้ยินผิดปกติได้จากเดิม
• อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นแบบรุนแรงและเฉียบพลัน เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง
• อาการปวดศีรษะที่มีอาการปวดตาร่วมด้วย และมีอาการตาแดงตามมา
• อาการปวดศีรษะครั้งแรกหลังอายุ 50 ปี
• อาการปวดศีรษะที่มีระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
• อาการปวดศีรษะที่สัมพันธ์กันกับการเปลี่ยนท่าทาง เช่น ปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวศีรษะและคอ
• อาการปวดศีรษะที่รุนแรงมากขึ้นเมื่อไอจามหรือออกแรงเบ่ง
• อาการปวดศีรษะที่มีลักษณะปวดข้างเดียวตลอดเวลา
• อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นหลังศีรษะได้รับการกระทบกระเทือน อ่านเพิ่มเติม

โรคความดันโลหิตสูง ถ้าไม่รู้ถึงขั้นอันตราย

โรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูง คือ ภาวะที่แรงดันในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงเกินปกติ 140/90 มิลลิเมตรปรอท มีคนจำนวนมากอยู่กับโรคความดันโลหิตสูงโดยที่ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยปรากฏอาการที่ชัดเจน แต่เมื่อปล่อยนานไปแรงดันเลือดจะไปทำลายผนังหลอดเลือด และอวัยวะที่สำคัญทั่วร่างกาย โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต
สาเหตุ ของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
การรับประทานอาหารที่ไม่ได้สัดส่วน หวาน มัน โดยเฉพาะอาหารที่มีเกลือ (โซเดียม) สูง กินผัก และผลไม้ (รสหวานน้อย) ไม่เพียงพอ มีส่วนที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ถึงร้อยละ 50 การขาดการออกกำลังกาย จะเกิดโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 20 ขณะที่ภาวะอ้วนสัมพันธ์กับการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 30 ยังมีรายงานว่าการดื่มแอลกอฮอล์เกิน การสูบบุหรี่ และการบริโภคไขมันก็มีส่วนเป็นเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ควรงดบุหรี่
ภาวะแทรกซ้อนโรคความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูง ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้ผนังหัวใจหนาตัว และถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผนังหัวใจจะยืดออก และเสียหน้าที่ ทำให้เกิดหัวใจโต และหัวใจวายได้ในที่สุด อาจเกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตัน หรือแตก ทำให้เป็นอัมพาต หรือเสียชีวิตได้ ถ้าเป็นเรื้อรังอาจกลายเป็นโรคความจำเสื่อม สมาธิลดลง เลือดอาจไปเลี้ยงไตไม่พอ เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อม ทำให้ไตวายเรื้อรัง และภาวะไตวายจะยิ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอีก หลอดเลือดแดงในตาจะเสื่อมลงอย่างช้าๆ อาจมีเลือดที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวลงเรื่อยๆ จนตาบอดได้ อ่านเพิ่มเติม

เคล็ดไม่ลับ ดูแล ผิวพรรณในยามตั้งครรภ์ให้ สวยใส

ในช่วงเวลาที่คุณแม่กำลัง ตั้งครรภ์ สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงเป็นพิเศษ คือ การให้ความสำคัญกับตัวเอง ทั้งเรื่องของสุขภาพจิตใจ ผิวพรรณ สวยใส สุขภาพร่างกาย การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การระมัดระวังตนเองเพื่อให้ตลอดการตั้งครรภ์กว่า 9 เดือนทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อยมีความสมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุด

แต่แม่ก็คือแม่ แม่คือผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังรักสวยรักงามแม้กำลังตั้งครรภ์ คุณแม่ก็ยังสวยได้ โดยเริ่มจาก
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณที่เหมาะสม ผลิตภัณฑ์แบบไหนที่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์? คุณแม่ควรมองหาส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารเคมี ปราศจากสี น้ำหอม สารกันบูดที่ไม่จำเป็น หรือผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบาง หรือแพ้ง่าย และเลือกแบรนด์ที่เชื่อถือได้ไม่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิวหน้า หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสาร Retin-A, AHA หรือ BHA, Renova หรือ Benzoyl Peroxide กลุ่มพวก whitening ลดกระ ฝ้า สิว ต่างๆ ที่มีส่วนผสมของโลหะหนักซึ่งมักพบในครีมแก้ฝ้า หรือครีมช่วยให้หน้าขาว ส่วนผสมเหล่านี้รวมถึงกรดวิตามินเอจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด อาจส่งผลให้ลูกในครรภ์แท้ง หรือพิการได้นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสำหรับทำสีผม การยืดผม ฟอกสีผม ดัดผมในช่วงตั้งครรภ์ เพราะสารเคมีบางอย่างอาจเข้าสู่ร่างกาย และส่งผลอันตรายต่อลูกในครรภ์ได้เช่นกัน อ่านเพิ่มเติม

อาการเส้นเลือด หัวใจตีบ

โรคหลอดเลือดแดง หัวใจตีบ ตัน ส่วนใหญ่มากกว่า 95% มาจากการอักเสบ การเสื่อมของหลอดเลือดซึ่งใช้เวลานานนับสิบๆ ปี
ความเสื่อมจะมากหรือน้อยนั้นต่างกันตามสาเหตุ เช่น อายุที่มากขึ้น กรรมพันธุ์ ความดันโลหิต สูงเบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ การสูบบุหรี่ ความอ้วน การไม่ออกกำลังกาย ถ้าหลอดเลือดในหัวใจเริ่มตีบแคบเกิน 50% จะเริ่มมีอาการเหนื่อยเมื่อออกแรงมากขึ้น พอพักก็หาย และถ้าตีบเกิน 75% อาจมีอาการแม้อยู่เฉยๆ นอกจากนี้ บางสถานการณ์อาจมีการปริแตกของตระกรัน (Plaque) ในหลอดเลือดแดง เกล็ดเลือด และปัจจัยแข็งตัวของเลือดจะเข้ามาอุดทำให้หลอดเลือดหัวใจเส้นนั้นเกิดตีบตันฉับพลัน มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือเป็นมากขึ้นก็หอบเหนื่อย (เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว) หรือหัวใจหยุดเต้น เรียกกลุ่มอาการอันตรายนี้ว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลัน (ACS: Acute Coronary Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะเร่งด่วนทางหัวใจที่ต้องรักษาฉับพลัน คนทั่วไปอาจเรียกว่า Heart Attack (อาการโรคหัวใจอันตรายฉับพลัน)
ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือด หัวใจตีบ
ในอดีตโรคนี้มักเจอในผู้ชายวัยกลางคน และหญิงวัยทอง แต่ปัจจุบันพบภาวะนี้ในอายุน้อยลงๆ อาจเป็นเพราะสถานการณ์ทุกวันนี้มีความเครียดสูง การแข่งขันกันมาก การเร่งรีบ พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลเร่งให้เกิดความเสื่อมของหลอดเลือดแดงเร็วขึ้น จึงไม่แปลกเลยที่พบเห็นผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันในอายุ 30 ปีกว่าๆ มากขึ้น บางคนมี Heart Attack เสียชีวิตระหว่างขับรถในขณะที่อายุ 48-49 ปีเท่านั้น ปัจจัยเสี่ยงของอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ
ปัจจัยที่แก้ไขไม่ได้: อายุ เพศชาย มีประวัติบิดาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจก่อน 55 ปี หรือมารดาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจก่อนอายุ 65 ปี
ปัจจัยที่แก้ไขได้: ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูง สูบบุหรี่ อ้วนลงพุง (ผู้ชายวัดเส้นรอบสะดือ>36 นิ้ว ผู้หญิงวัดได้>32 นิ้ว) การไม่ออกกำลังกายบุคลิกเคร่งเครียดตลอดเวลา
การควบคุมปัจจัยเสี่ยง
หยุดสูบบุหรี่เด็ดขาด (ยังช่วยรักษาโรคอื่นด้วย)
ควบคุมความดันโลหิตให้น้อยกว่า หรือเท่ากับ 130/85 สำหรับคนที่ไม่เป็นเบาหวาน สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานควรมีความดันน้อยกว่า หรือเท่ากับ 130/80 และสำหรับผู้ที่เป็นไตเสื่อมควรมีความดันน้อยกว่า หรือเท่ากับ 125/75 (มีไข่ขาวในปัสสาวะมากกว่าวันละ 1 กรัม)
ควบคุมเบาหวาน< 130 mg% เมื่ออดอาหาร 6 ชม. และให้เบาหวานเฉลี่ย 3 เดือน (HbA1c) < 7%
ควบคุมไขมัน คอเลสเตอรอล< 200 mg%, ไตรกลีเซอร์ไรด์< 150 mg%, แอลดีแอล (ไขมันร้าย)< 100 mg%, เฮชดีแอล (ไขมันดี)> 40 mg% (ชาย) และ> 45 mg% (หญิง)
ควบคุมน้ำหนัก ดัชนีมวลกาย (BMI) < 25 หรือให้เส้นรอบสะดือ< 36 นิ้ว (ชาย) < 32 นิ้ว (หญิง)
ออกกำลังกายแบบแอโรบิค> 30 นาที มากกว่า 5 ครั้ง/สัปดาห์
รู้จักพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เคร่งเครียดตลอดเวลา
อาการเส้นเลือดหัวใจตีบ
เจ็บแน่นหน้าอกตรงกลาง ร้าวไปไหล่ซ้ายและแขนซ้ายบางรายมีปวดร้าวขึ้นไปตามคออาการเป็นมากขึ้นเวลาออกแรง นั่งพักจะดีขึ้นในรายที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบมากจนตัน จะทำให้มีการขาดเลือดอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายในที่สุด ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง กระสับกระส่าย เหงื่อออกตัวเย็น ถ้านำส่งโรงพยาบาลไม่ทันก็อาจเสียชีวิตได้ จากอาการที่กล่าวมาข้างต้น หากเกิดความสงสัยว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นได้จาก 2 กรณี คือ เกิดจากการขาดเลือดเนื่องจากเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหัน หากเป็นการขาดเลือดจากหลอดเลือดตีบ คือมีอาการขณะออกแรง หรือออกกำลังกาย ให้หยุดการออกแรง หรือออกกำลังกายที่มากจนทำให้เกิดอาการ และพบแพทย์โดยเร็ว แต่ไม่ถึงกับฉุกเฉิน แต่หากเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหัน คือมีอาการในขณะพัก หรืออยู่เฉยๆ โดยมีอาการค่อนข้างมาก ให้พบแพทย์โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยด่วนทั้งนี้ กล้ามเนื้อหัวใจจะตายเกือบทั้งหมดภายใน 4-6 ชั่วโมง แต่ถ้าเราแก้ไขได้ก่อน 4-6 ชั่วโมง จะสามารถช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจกลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยเฉพาะในปัจจุบันมียาฉีดที่สามารถละลายก้อนเลือดที่ไปอุดตันหลอดเลือดได้ผลดีมาก ฉะนั้น ถ้ามีอาการของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ไม่ควรปล่อยไว้นานเกิน 4-6 ชั่วโมงนอกจากนี้ ภาวะไขมันในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตีบเพิ่มขึ้น
การรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
ปัจจุบันมีวิธีการรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบหลายวิธี เช่น การทำบายพาส โดยการนำเส้นเลือดจากบริเวณอื่นมาต่อเชื่อมจากเส้นเลือดแดงใหญ่ไปยังหลอดเลือดหัวใจใต้จุดที่มีการอุดตัน การใช้บอลลูนเข้าไปขยายหลอดเลือด และการใช้ขดลวดตาข่ายค้ำยันหลอดเลือดที่มีการอุดตัน อย่างไรก็ตาม ในรายที่พบหลอดเลือดอุดตันแล้ว การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นเพียงการประคับประคองอาการเท่านั้น ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือการป้องกัน ในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง มีน้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง หรือสูบบุหรี่ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการเลิกสูบบุหรี่ ควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หมั่นออกกำลังกาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยรับประทานอาหารให้มีไขมัน แป้ง น้ำตาล ให้น้อยลง เลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงมากขึ้น  อ่านเพิ่มเติม

หูดหงอนไก่ (CONDYLOMA ACUMINATUM)

หูดหงอนไก่ พบได้บ่อยส่วนใหญ่จะพบโรคนี้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และหากคนใดคนหนึ่งมีการติดเชื้อโรคหูดหงอนไก่ ร้อยละ 25-65 ของคู่นอนจะมีการติดเชื้อตามไปด้วย หูดหงอนไก่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ แบ่งเป็นชนิดความเสี่ยงสูงซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้แก่ สายพันธุ์ 16, 18 เป็นต้น และชนิดความเสี่ยงต่ำซึ่งไม่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งได้แก่ สายพันธุ์ 6, 11 เป็นต้น
แต่หูดหงอนไก่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก เพราะธรรมชาติของการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีอาจติดเชื้อได้หลายสายพันธุ์พร้อมกัน หากติดสายพันธุ์ชนิดความเสี่ยงสูงร่วมด้วยก็จะมีโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกขึ้น การติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการเพราะร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เอง ยกเว้นผู้ที่มีภูมิต้านทานในร่างกายต่ำ อย่างไรก็ตามผู้ที่ไม่มีอาการก็สามารถถ่ายทอดเชื้อไปให้ผู้อื่นได้ สังเกตได้จากคู่แต่งงานที่มาพบแพทย์ พบว่าฝ่ายหญิงจะมีการติดเชื้อหูดหงอนไก่ แต่ฝ่ายชายไม่มีหูดหงอนไก่เกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เชื้อหูดหงอนไก่มีระยะในการฟักตัวประมาณ 3 สัปดาห์จนถึง 8 เดือน เชื้อไวรัสชนิดนี้จะเข้าไปรบกวนการแบ่งตัวของเซลล์ชั้นล่างสุดของเยื่อบุ ทำให้เซลล์ที่แบ่งตัวเปลี่ยนรูปร่างและหน้าที่จนควบคุมไม่ได้ เกิดเป็นเนื้องอกนูนออกมาลักษณะเฉพาะของหูดหงอนไก่ คือ เป็นติ่งเนื้อสีชมพูหรือขาว ผิวขรุขระเป็นหยักคล้ายหงอนไก่ หรือดอกกะหล่ำ บริเวณที่พบส่วนมากจะเป็นบริเวณปากช่องคลอด รองลงมาคือที่แคมคลิตอริส รอบทวารหนัก ผนังช่องคลอด และปากมดลูก ในขณะที่บางรายมีเลือดออกจากก้อน คัน ตกขาวผิดปกติ หรือแม้แต่แสบร้อนที่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่จะสามารถขยายจำนวนได้โดยได้รับการกระตุ้นจากความร้อน ความชื้น
การตรวจวินิจฉัยระยะเริ่มแรก
ถ้าเป็นติ่งเนื้อสีชมพูงอกบานออกทางด้านนอกคล้ายหงอนไก่ หรือดอกกะหล่ำ สำหรับผู้ชายมักเป็นที่ด้านในของหนังหุ้มปลายองคชาติ ผู้ชายรักเพศเดียวกันพบรอบทวารหนัก ผู้หญิงพบที่ปากช่องคลอด
หูดชนิดแบนราบพบที่ปากมดลูก ลักษณะแบนราบ ส่วนใหญ่เกิดจาก HPV 16 เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก
หูดชนิดกลุ่มลักษณะเป็นตุ่มขนาด 3–4 มิลลิเมตร สีน้ำตาลแดง ม่วง หรือดำ ผิวเรียบ หรือขรุขระเล็กน้อย
หูดก้อนใหญ่ลักษณะเป็นหูดขนาดใหญ่ที่โตเร็วมาก จนกลายเป็นก้อนใหญ่ปกคลุมอวัยวะเพศทั้งหมด อ่านเพิ่มเติม

เช็คให้ชัวร์? เรื่องต้องห้ามระหว่างวันนั้น ของเดือน

เราเชื่อว่ายังมีสาวๆ หลายท่านที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับความเชื่อ ระหว่างวันนั้น ของเดือน ทั้งสาวที่เพิ่งมีประจำเดือนหรือแม้แต่สาวที่ผ่านการมีประจำเดือนมานานแล้วก็ตามก็ยังเข้าใจผิดในหลายๆ เหตุการณ์ ดังนั้นเราจึงหาคำตอบมาฝาก สำหรับข้อห้ามทั้งหลายในช่วงมีประจำเดือน ว่าความจริงเป็นอย่างไร
ช่วงมีประจำเดือน ห้ามว่ายน้ำเด็ดขาด เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แต่รู้มั๊ยว่าแม้คุณกำลังมีประจำเดือน แต่ก็สามารถว่ายน้ำได้ตามปกติ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องเปลี่ยนมาใช้ผ้าอนามัยแบบสอดแทนซึ่งผ้าอนามัยแบบสอดจะคอยซึมซับเลือดที่ไหลออกมา โดยควรจะเปลี่ยนก่อนลงเล่นน้ำ และเมื่อคุณเล่นน้ำจนสบายใจแล้วก็ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทันที หรือไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานเกิน8 ชั่วโมงเพื่อสุขอนามัยของตัวคุณและผู้อื่นที่ร่วมเล่นน้ำกับคุณด้วย

จริงหรือไม่? มีประจำเดือนห้ามดื่มน้ำเย็น เรื่องนี้ก็ยังไม่ได้มีหลักฐานทางการแพทย์เข้ามายืนยันว่าเป็นเรื่องต้องห้าม หากเป็นวันนั้นของเดือนแล้วคุณเผลอดื่มน้ำเย็นก็ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงอะไร เพราะนี่เป็นเพียงความเชื่อที่บอกต่อๆ กันมา เมื่อบวกกับช่วงมีประจำเดือนร่างกายเราเกิดการเสียเลือด ทำให้สาวๆ บางรายอาจรู้สึกไม่สบายตัวเหมือนจะเป็นไข้ซึ่งหากดื่มน้ำเย็น หรือรับประทานอาหารเย็นๆ ก็อาจจะไปกระตุ้นให้เกิดการเจ็บป่วย จึงแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่น เพราะเครื่องดื่มอุ่นๆ จะช่วยให้ผ่อนคลาย และลดภาวะตึงเครียดได้ด้วยนั่นเอง
ไม่ใช่แค่ดื่มน้ำเย็น แต่ก็ห้ามอาบน้ำเย็นด้วย! ข้อห้ามนี้ก็ไม่ต่าง เพราะยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน เพียงแต่การอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ รวมถึงหมั่นเปลี่ยนแผ่นอนามัยบ่อยๆ เพื่อลดการหมักหมมของเชื้อโรค ซึ่งสำหรับการอาบน้ำนั้นสามารถอาบได้ทั้งน้ำเย็นและน้ำอุ่น เพียงแต่การอาบน้ำเย็นอุณหภูมิต่ำๆ หรือเย็นจนเกินไปในช่วงเวลาที่ร่างเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันจนเสี่ยงต่อการป่วยได้ อีกทั้งการอาบน้ำอุ่นสามารถช่วยคลายความเมื่อยล้าที่เผชิญมาตลอดทั้งวัน เพราะช่วงที่มีประจำเดือนคุณสาวๆ ก็จะรู้สึกปวดท้อง ปวดขา ปวดหลังอยู่แล้ว การเลือกอาบน้ำอุ่นจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้สบายตัวขึ้น

ห้ามมีเพศสัมพันธ์ในเวลามีประจำเดือน ข้อนี้เราแนะนำเลยว่าไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากกว่าปกติถึง 3 เท่าความเสี่ยงที่ว่านี้คือในระหว่างที่มีประจำเดือน ปากมดลูกจะเปิดออกให้เลือดประจำเดือนไหลได้สะดวก ขณะเดียวกันเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดและแบคทีเรียที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์จะเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ธาตุเหล็กที่มีอยู่ในเลือดประจำเดือนจะเป็นตัวกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหนองในได้เร็วขึ้น และการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายจนอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ลุกลามและรุนแรงและอีกหนึ่งปัจจัยห้ามฝ่าไฟแดง อ่านเพิ่มเติม