10 สัญญาณเตือนโรคพาร์กินสัน

อาจเป็นเรื่องยากที่จะสังเกตอาการเริ่มต้นของ โรคพาร์กินสัน …เพราะอาการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (Motor symptoms) ที่ผิดปกติเพียงเล็กน้อย อาจไม่เป็นที่สังเกตมากพอ หรืออาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (Non-motor symptoms) อาจจะไม่ได้รับการใส่ใจว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ โรคพาร์กินสัน ลองตรวจเช็คดูว่าคุณ หรือคนรอบข้างคุณมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่ หากพบว่ามีอาการเหล่านี้มากกว่า 1 อาการ อาจจะเข้าข่ายเป็นโรคพาร์กินสันได้ ควรจะต้องไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางระบบประสาท เพื่อช่วยตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพิ่มเติม

10 สัญญาณเตือนโรคพาร์กินสัน

สั่น คุณสังเกตว่ามีอาการสั่นเล็กน้อยที่บริเวณนิ้วมือ, ข้อมือ, คาง เวลานั่งอยู่เฉยๆ หรือไม่ทันระวังตัวหรือไม่?
อาการที่พบในคนปกติควรเป็นอย่างไร? >> อาการมือสั่น อาจเป็นภาวะที่พบได้ในคนปกติ หลังออกกำลังกาย หรือมีภาวะตึงเครียด ตื่นเต้น วิตกกังวล หรือยาบางชนิด คุณมีอาการสั่นในภาวะดังกล่าวนี้หรือไม่?

เขียนหนังสือตัวเล็กลง
ลายมือของคุณเริ่มเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เขียนอย่างต่อเนื่องแล้วตัวหนังสือค่อยๆเล็กลงหรือติดๆ กันหรือไม่?

อาการที่พบในคนปกติควรเป็นอย่างไร? >> บางครั้งอายุที่มากขึ้น มีปัญหาข้อติดแข็งหรือการมองเห็นที่ลดลงอาจจะทำให้ลายมือเปลี่ยนแปลงได้ คุณมีปัญหาดังกล่าวหรือไม่?
สูญเสียการได้กลิ่นหรือรับรส
คุณรู้สึกว่า คุณไม่ได้กลิ่นอาหาร หรือผลไม้บางชนิดตามที่ควรจะเป็นหรือไม่ หรือคุณรับประทานอาหารแล้ว ไม่รู้สึกว่าไม่มีรสชาติเหมือนเดิม เนื่องจากส่วนหนึ่งของการได้รับรสชาติอาหาร ต้องใช้ประสาทการรับกลิ่นด้วย คุณมีอาการแบบนี้หรือไม่?

อาการที่พบในคนปกติควรเป็นอย่างไร? >> บางครั้งการได้รับกลิ่นอาจลดลงได้ในคนปกติ หากมีอาการไข้หวัด น้ำมูกไหล แต่การรับกลิ่นควรกลับมาเป็นปกติ เมื่ออาการไข้หวัดนี้หายไป
นอนลำบาก
คุณมีอาการนอนละเมอ ออกท่าทางมาก เช่น เตะ ต่อย ถีบ ชก ตอนช่วงที่นอนหลับหรือฝันหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นช่วงที่หลับลึก หรือช่วงเช้ามืด อาการอาจรุนแรงถึงขนาดที่คุณมีอาการบาดเจ็บหรือรอยฟกช้ำ เขียวหลังตื่นนอน อาการแบบนี้ อาจเป็นอาการเริ่มต้นของอาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของโรคพาร์กินสัน อ่านเพิ่มเติม

โรคแพ้อากาศ หรือโรคภูมิแพ้จมูก

พ่อหรือแม่ หรือทั้งคู่เป็น โรคภูมิแพ้ หรือแพ้อากาศหรือไม่
คุณมีอาการดังกล่าวข้างต้นบ่อยๆ หรือไม่
คุณมีอาการเป็นหวัดอยู่เรื่อยๆ และแต่ละครั้งเป็นนานหลายสัปดาห์หรือไม่
คุณเกิดอาการแพ้เวลาเข้าใกล้ หรือสัมผัส แมว สุนัข หญ้า พืชต่างๆ ฝน หรือไม่
คุณมีอาการเหมือนเป็นหวัด เวลาอากาศเปลี่ยนบ่อยๆ หรือไม่
ลักษณะที่พบในจมูก คือ เยื่อบุจมูกบวม สีชีส และอาจมีน้ำมูกใสจํานวนมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจเกิดโรคหรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา เช่น ไซนัสอักเสบ คออักเสบเรื้อรัง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หอบหืด ริดสีดวงจมูก หูชั้น กลางอักเสบ โดยเฉพาะในเด็ก ภาวะมีน้ําขังในหูชั้นกลาง จมูกไม่ได้กลิ่น นอนกรน หรือหยุดหายใจเวลานอนได้
โรคแพ้อากาศ หรือภูมิแพ้จมูก นั้นสามารถรักษาให้อาการต่างๆดีขึ้นได้ แม้ว่าจะไม่หายขาดแต่ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ โดยการรักษามิได้มีเพียงการใช้ยาแต่เพียงอย่างเดียว จําเป็นที่ผู้ป่วยต้องให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตนให้ถูกต้องเหมาะสมด้วย อ่านเพิ่มเติม

ฝังเข็ม ลดปวด

การฝังเข็ม สามารถ รักษาโรคอะไรได้บ้าง องค์การอนามัยโลก ยอมรับการรักษาด้วยการฝังเข็มเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรค จำนวน 57โรค และสามารถแบ่งกลุ่มโรคต่างๆได้ดังต่อไปนี้ได้แก่ กลุ่มอาการปวดต่าง ๆ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดสะบัก ปวดเข่า ปวดศีรษะ ไมเกรน ปวดเรื้อรัง อัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งมีรายงานว่าการฝังเข็มร่วมกับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือตนเองของผู้ป่วยได้ดีขึ้นกว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างเดียว โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ข้อเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง (Myofascial Pain) โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด โรคอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป เช่น ปวดประจำเดือน โรคเครียด นอนไม่หลับ อย่างไรก็ตามผลการรักษาในแต่ละคน จะได้ผลดีไม่เท่ากัน ซึ่งการตอบสนองต่อการฝังเข็มขึ้นกับ ระยะเวลาที่เป็นโรคนั้น พยาธิสภาพโรค และสภาพร่างกายของผู้ป่วย ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอ่านเอกสารอธิบายก่อนตัดสินใจรับการฝังเข็ม

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการรักษา ด้วยการ ฝังเข็ม
การฝังเข็มเป็นศาสตร์ที่ใช้รักษาโรคที่มีประวัติอันยาวนาน ประมาณ 4,000 ปี นับจากจีนยุคโบราณมีการพัฒนาและมีการวิจัยอย่างต่อเนื่อง มาจนถึงปัจจุบันทำให้ทราบเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์หลายอย่าง ที่นำมาอธิบายผลของการรักษาด้วยการฝังเข็มได้ กระทั่งปี 1979 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศรับรองผลการรักษา 57 โรค ด้วยวิธีการฝังเข็ม ว่าได้ผลจริง และมีผลข้างเคียงน้อย

การฝังเข็ม เกิดผลในการรักษาอย่างไร
ตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน เชื่อว่าการฝังเข็มทำให้ระบบลมปราณหมุนเวียนดีขึ้น และช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ส่วนข้อมูลสนับสนุนในปัจจุบัน พบว่า การฝังเข็มสามารถรักษาโรคโดยอาศัยกลไกสำคัญดังต่อไปนี้

เกิดการหลั่งสารต่างๆในร่างกายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น เอนโดฟินลดปวด หรือสารสื่อประสาทต่างๆ (NE, 5-HT) ทำให้เกิดฤทธิ์ระงับความเจ็บปวด ลดการเกร็งกล้ามเนื้อ ปรับปรุงการทำงานระบบประสาท และทำให้จิตอารมณ์แจ่มใส
เกิดการกระตุ้นให้มีการปรับตัวของระบบประสาทอัตโนมัติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทั้งบริเวณเฉพาะที่ และทั่วร่างกาย
เกิดการคลายภาวะหดเกร็งกล้ามเนื้อเฉพาะจุด ที่เรียกว่าtrigger point ซึ่งเป็นสาเหตุการปวดของโรคกล้ามเนื้อเรื้อรัง (myofascial pain syndrome) จากการศึกษาพบว่าจุดฝังเข็มสัมพันธ์กับ trigger point ถึงร้อยละ 80

การฝังเข็ม สามารถ รักษาโรคอะไรได้บ้าง
องค์การอนามัยโลก ยอมรับการรักษาด้วยการฝังเข็มเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรค จำนวน 57โรค และสามารถแบ่งกลุ่มโรคต่างๆได้ดังต่อไปนี้ได้แก่

กลุ่มอาการปวดต่าง ๆ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดสะบัก ปวดเข่า ปวดศีรษะ ไมเกรน ปวดเรื้อรัง
อัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งมีรายงานว่า การฝังเข็ม ร่วมกับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือตนเองของผู้ป่วยได้ดีขึ้นกว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างเดียว
โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ข้อเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง (Myofascial Pain) อ่านเพิ่มเติม

Office Syndrome…ปวดแบบนี้ต้องเจอช๊อต!

พฤติกรรมในการทำงาน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงสภาพร่างกายที่มีความพร้อมในการทำงาน อาจทำให้เราละเลยถึงสัญญาณเตือนจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้

ช๊อตรึเปล่า แบบนี้ต้องช๊อตรึเปล่าาา?!
พฤติกรรมในการทำงาน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงสภาพร่างกายที่มีความพร้อมในการทำงาน อาจทำให้เราละเลยถึงสัญญาณเตือนจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้ เพราะบางครั้งที่เราทำงานเพลิน ๆ เราอาจลืมไปว่ากำลังนั่งหลังค่อม นั่งผิดท่า จ้องหน้าคอมนานเกินไป หรือรวมทั้งเกิดอาการตึงเครียดขณะทำงาน ที่ทำให้เกิดโรคที่ชื่อว่า ‘ออฟฟิศซินโดรม’ ซึ่งมีอาการปวดกล้ามเนื้อเนื่องจากการทำงานที่ใช้อิริยาบถซ้ำ ๆ นั่งทำงานหน้าคอมเป็นเวลานาน จนทำให้ร่างกายเริ่มมีอาการปวด และลุกลามเป็นปวดเรื้อรัง รวมถึงมีอาการชาที่มือ แขน และขาได้

การรักษาอาการปวดของโรคออฟฟิศซินโดรม มีด้วยกันหลายวิธีตามความเหมาะสมของผู้ป่วย เช่น การยืดกล้ามเนื้อ การนวดแผนไทย การทานยา การฝังเข็มเป็นต้น แต่นอกจากนี้ หากมีอาการปวดเรื้อรัง ปวดมากผิดปกติ ก็สามารถรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยเครื่องกระตุ้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า Peripheral Magnetic Stimulation(PMS) ได้ อ่านเพิ่มเติม

ภาวะฉุกเฉินในเด็ก ตรวจได้แค่ปลายนิ้ว

ตรวจภาวะฉุกเฉินในเด็ก ได้จากการตรวจแค่ปลายนิ้ว เพิ่มมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการป้องกันหรือช่วยลดอุบัติการณ์ที่อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกับผู้ป่วยได้ ถือเป็นการตรวจวัดสัญญาณชีพตัวที่5 ที่จากเดิมหรือมาตรฐานทั่วๆไป มีเพียง 4 ตัว โดยเป็นการตรวจวัดระดับเปอร์เซนต์ออกซิเจน (O2saturation) จากปลายนิ้วของเด็กด้วยเครื่อง Pulse Oximeter เป็นการตรวจที่ง่าย รวดเร็ว เด็กไม่ต้องเจ็บตัวจากการตรวจ โดยใช้เพียงอุปกรณ์ที่มีรังสีอินฟาเรด หนีบที่ปลายนิ้วของเด็ก ในเวลาไม่เกิน 10 วินาที รังสีจะวัดเปอร์เซนต์ของฮีโมโกลบินที่จับกับออกซิเจนภายในเม็ดเลือดแดง และบอกได้ว่าขณะนี้เด็กมีความต้องการออกซิเจนเพื่อการรักษาหรือไม่ หรือจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายอื่นๆ เพิ่มเติมหรือไม่ เช่น เอกซ์เรย์ดูปอดและหัวใจ ตรวจเลือด ตรวจคลื่นเสียงสะท้อนเป็นภาพหัวใจ(เอ็กโค่ : Echocardiography) หรือจำเป็นต้องรับไว้พักรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด อ่านเพิ่มเติม

ทารกแรกเกิด ได้รับการตรวจคัดกรอง

ตรวจคัดกรอง โรคหัวใจ พิการแต่กำเนิดชนิดเขียว (Cyanotic Cori genital Heart Disease Screening)
ตรวจคัดกรองโรคเอ๋อ (ภาวะพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมน) (Hypothyroidism, Phenylketonuria)
ตรวจคัดกรองการได้ยิน (Hearing Screening)
การตรวจคัดกรองภาวะตัวเหลือง (Neonatal Hyperbilirubinemia Screening)

โรคหัวใจ พิการแต่กำเนิดชนิดเขียว
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นสาเหตุให้ทารกเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างทันท่วงที โดยสถิติของการเกิดโรคนี้ ประมาณ 5-10 คน ต่อทารก 1000 คน

วิธีการ
วัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด โดยการใช้เครื่อง Pulse Oximeter
วันในขณะที่เด็กนอนหลับ โดยติดสายวัดที่มือ และเท้าของทารกข้างเดียวกัน เปรียบเทียบค่าที่ได้ ค่าปกติต้องมากกว่า หรือเท่ากับ 95% หากน้อยกว่า 95% อาจต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจ Echo ดูลักษณะของหัวใจ

ข้อแนะนำ
ผู้เลี้ยงดูควรสังเกตอาการที่ผิดปกติ ถ้าดูดนมได้ช้า ดูดนมแล้วหอบเหนื่อย เหนื่อยหอบง่าย เลี้ยงไม่โต หรือเติลโตช้า เขียวเวลาดูดนม ซึ่งเป็นอาการหนึ่งที่อาจสงสัยว่าเด็กเป็นโรคหัวใจ

โรคเอ๋อ
โรคเอ๋อ หรือ ภาวะปัญญาอ่อนจากการพร่องธัยรอยด์ฮอโมนแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของต่อมธัยรอยด์ หรือการขาดสารไอโอดีนของมารดาในขระตั้งครรภ์ สำหรับประเทศไทยพบทารกที่เป็นโรคเอ๋อ 1 คนต่อทารก 4,000 คน ภาวะนี้ หากไม่ได้รับการรักษาโดยเร็วจะทำให้พัฒนาการของร่างกายและสติปัญญาล่าช้า เด็กที่ได้รับการรักษาภายใน 1 เดือน จะสามารถพัฒนาการได้ปกติตามวัย

วิธีการ
ในทารกที่มีอายุครบ 2 วัน หรือ วันก่อนกลับบ้าน จะมีการเจาะเลือดที่หลังมือใส่กระดาซับเลือด เพื่อส่งตรวจดูค่า TSH และ PKU กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ข้อแนะนำ
คุณพ่อคุณแม่ ควรให้เบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ที่ติดต่อได้สะดวกที่สุดกับพยาบาล ก่อนกลับบ้าน เนื่องจากผลตรวจจะทราบหลังวันตรวจประมาณ 2-3 วัน
กรณีผลเลือดผิดปกติ ทางโรงพยาบาลจะรีบโทรติดต่อผู้ปกครองให้พาเด็กหลับมาตรวจซ้ำ และรีบให้การรักษาโดยเร็วที่สุด อ่านเพิ่มเติม

โรคปอดอักเสบ

โรคปอดอักเสบ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ คืออะไร

โรคปอดอักเสบ หรือโรคปอดบวม เป็น โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ส่วนล่างที่สำคัญโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี และเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดความพิการและเสียชีวิตได้ อัตราการเสียชีวิตที่เกิดจากปอดอักเสบสูงถึง 4 ล้านคนต่อปี โดยร้อยละ 95 ของเด็กเหล่านี้อยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนา อัตราการเกิดโรคปอดอักเสบและเชื้อสาเหตุก่อโรคจะแตกต่างกันตามอายุและสภาพแวดล้อม อย่างไรก็ตามพบว่าเชื้อก่อโรคส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่สำคัญได้แก่ RSV, Adenovirus Influenza นอกจากนั้นแล้วเชื้อแบคทีเรียก็มี ได้แก่ Pneumococcus,  Hemophilus Influenzae  รวมถึง  Mycoplasma pneumonia

อาการ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการของไข้ ไอ หอบ ผู้ปกครองสามารถสังเกตถึงอาการหอบได้โดยนับอัตราการหายใจ หากผู้ป่วยมีอัตราการหายใจเร็วกว่าปกติตามเกณฑ์อายุ ร่วมกับอาการไม่กินนม และหายใจแรง ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กมาพบแพทย์ เพื่อตรวจประเมินการรักษา ทั้งนี้อัตราการหายใจในเด็กปกติเป็นดังนี้ อ่านเพิ่มเติม

อันตรายจาก… โรคอ้วน!!

ผลตามมาของ โรคอ้วนความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทรกลีเซอไรด์โรคไขมันพอกผนังเส้นโลหิต และหัวใจขาดเลือดความผิดปกติของน้ำตาลในเลือดข้อเสื่อมอืดอาดเหนื่อยง่ายหอบหยุดหายใจระหว่างนอนหลับ (Sleep Apnea)ไขมันพอกตับนิ่วในถุงน้ำดีเส้นเลือดขอดแผลเรื้อรังที่ขาโลหิตคั่งแข็งตัวอุดเส้นเลือดดำโลหิตคั่งแข็งตัวอุดเส้นเลือดในปอดน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลกลับขึ้นหลอดอาหารไส้เลื่อนปัสสาวะราดในผู้หญิงประจำเดือนไม่มามีบุตรยาก (ในผู้หญิง)มะเร็งของเยื่อบุมดลูกมะเร็งของเต้านมผิวหนังชื้นแฉะ เป็นฝีง่ายตามข้อพับประสบอุบัติเหตุง่ายมีปัญหาทางเศรษฐกิจและจิตใจ

ภาวะอ้วนทำให้เกิดโรค โรคอ้วนความดันโลหิตสูง และความผิดปกติต่างๆ ได้มาก หรือเร็วกว่าคนไม่อ้วน ได้แก่
ความดันโลหิตสูง : พบว่าถ้าลดน้ำหนักโดยยังมีปริมาณเกลือในอาหารเท่าเดิมก็ลดความดันโลหิตลงได้
เบาหวานชนิดไม่พึ่งพาอินซูลิน : ความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานชนิดนี้ที่รุนแรงสุดกว่าปัจจัยใดๆ
ไขมันในเลือดผิดปกติ
โรคหลอดเลือดตีบ (Atherosclerosis) : เช่น หลอดเลือดสมองตีบ ทำให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โดยพบว่าความอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้โดยตรง และยังเพิ่มความเสี่ยงโดยอ้อมจากภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ เบาหวาน และความดันโลหิตสูงด้วย
นิ่วถุงน้ำดี และถุงน้ำดีอักเสบ
โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) : โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสะโพก ข้อเข่า และยังเพิ่มโอกาสเกิดโรคข้ออักเสบจากเก๊าท์ด้วย
มะเร็งบางชนิด : พบมากขึ้นในคนอ้วน และสัตว์ทดลองที่ถูกทำให้อ้วน จากการศึกษาของ American Cancer Society โดยอิงน้ำหนักที่คนไข้บอกเองพบว่าถ้าน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน 40% จะมีอัตรารายจากมะเร็งสูงขึ้น 33-1.55 เท่า ที่สำคัญ คือ มะเร็งเยื่อบุมดลูกเต้านม ต่อมลูกหมาก ลำไส้ใหญ่

เมตาโบลิกซินโดรมหรือซินโดรมเอ็กซ์(Metabolic Syndrome)
หรือโรคอ้วนลงพุง เป็นอาการของความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกระบวนการเผาผลาญอาหารภายในร่างกายนั่นเอง เป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง โรคความจำเสื่อม ฯลฯ

เกณฑ์การตัดสินว่าคุณเป็นโรคอ้วนลงพุงหรือไม่คือ
เส้นรอบเอวเกินมาตรฐาน(ผู้ชายมากกว่า 90 เซนติเมตร ผู้หญิงมากกว่า 80 เซนติเมตร) ความดันโลหิตมีค่ามากกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท มีไขมันดี(HDL คอลเรสเตอรอล) น้อยกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในผู้ชาย และ น้อยกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในผู้หญิง มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ตั้งแต่ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ระดับน้ำตาลในเลือดเริ่มสูงขึ้นคือ ตั้งแต่ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป

เมตาโบลิกซินโดรม (metabolic syndrome)อาจเรียกอีกอย่างว่า อาการดื้อต่ออินซูลิน
ฮอร์โมนอินซูลินคือตัวที่นำน้ำตาลในเลือดที่ได้จากการย่อยอาหารเข้าสู่เซลล์เพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ถ้าร่างกายดื้อต่ออินซูลินจะทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายได้ ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสะสมและสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้การดื้อต่ออินซูลินยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองตีบอีกด้วย แม้ว่าคน ๆ นั้นจะไม่เคยเป็นเบาหวานมาก่อนก็ตาม

การป้องกันและรักษาเมตาโบลิกซินโดรม (metabolic syndrome) หรือ โรคอ้วนลงพุง
ทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยป้องกันการเพิ่มของน้ำหนักตัวและช่วยให้ร่างกายใช้ฮอร์โมนอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นควรออกกำลังกายให้ได้วันละ 30 นาที โดยการเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้นแอโรบิค การควบคุมคุณภาพและปริมาณของคาร์โบไฮเดรตเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคอ้วนลงพุง พลังงานประมาณ 40-50 เปอร์เซนต์จากคาร์โบไฮเดรตควรมาจากธัญพืชไม่ขัดสี ผักและผลไม้ พลังงานอีก 40 เปอร์เซนต์ควรได้จากไขมันดีจากปลาและพืชเช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันปลา พลังงานที่เหลืออีก 10 -20 เปอร์เซ็นต์ ควรมาจากโปรตีนไขมันต่ำ อาหารทะเล เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อ่านเพิ่มเติม

คุณเสี่ยงเป็นเบาหวานหรือไม่ ?

โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงตั้งแต่ 126 มก./ดล. (โดยวัดจากหลังงดอาหาร 8 ชั่วโมง) เบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ประเภท โดยประเทศไทยพบเบาหวานประเภทที่ 2 ได้มากถึง 95% ของ  ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งตับอ่อนของผู้ป่วยไม่สามารถสร้างอินซูลินไปใช้ได้อย่างเพียงพอ ทำให้เผาผลาญน้ำตาลได้ไม่หมด ผู้ป่วยประเภทนี้มักไม่มีอาการเฉียบพลัน แต่หากขาดการควบคุม ก็สามารถนำไปสู้ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังที่เป็นอันตรายได้

มาลองสังเกตอาการตามนี้กัน
ปัสสาวะบ่อย ทั้งกลางวัน และ กลางคืน
กระหายน้ำ หิวบ่อย รับประทานอาหารมากขึ้น
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ตาพร่า เห็นภาพไม่ชัด หรือเห็นภาพซ้อน อ่านเพิ่มเติม

Social Distancing คืออะไร ทำไมต้องห่างกัน?

ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาเว้นระยะห่างกันด้วย Social Distancing ซึ่งถึงแม้เราต้องรักษาระยะห่าง
Social Distancing คืออะไร ทำไมต้องห่างกัน?
การเว้นระยะห่างในสังคม เพื่อช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส เพื่อให้ผู้ติดเชื้อมีจำนวนลดลง จนสามารถควบคุมได้ เมื่อเราเว้นระยะห่างกัน ไม่มีการสัมผัสกัน โอกาสติดเชื้อก็จะลดลงไป
ต้องห่างกันยังไงถึงจะโอเค?
หากต้องมีการเจอกัน พบปะกัน หรือเข้าสู่สถานที่ที่มีผู้คน การสร้างระยะห่างที่ควรคือ เว้นห่างกัน 2 เมตร เพื่อไม่ให้มีการสัมผัส เพื่อให้สารคัดหลั่งต่าง ๆ ที่เกิดจากการไอ จาม น้ำลาย น้ำมูก เหงื่อ ไม่ถึงกัน
แต่ทางที่ดีเราควรเว้นระยะห่างของเราจากสังคม ลดการออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ หากเราทุกคนร่วมกันปฏิบัติ จำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลง ทางคุณหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนจะสามารถใช้ช่วงเวลานี้คัดกรองผู้ป่วยได้มากขึ้น และไม่ช้าก็จะสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคนี้ได้! อ่านเพิ่มเติม