มีอะไรในน้ำอัดลม

น้ำอัดลมถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่อยู่ในกลุ่ม อาหาร Empty Calories หรือ อาหารไร้คุณค่าทางอาหาร แต่ก็ถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่คลายร้อยดับกระหายได้ชะงักนัก ลองคิดถึงความรู้สึกเหนื่อยๆ ร้อนๆ แล้วได้ดื่มน้ำอัดลมเย็นๆ สักขวด รู้สึกว่าดื่มแล้วจะมีเรี่ยวแรง ใครที่ออกกำลังกายมา ดื่มแล้วจะรู้สึกสดชื่น หายเหนื่อย อิ่มเลยก็มี บางคนถึงกับไม่ต้องทานอาหารมื้อนั้นเลยก็เป็นได้ แต่รู้หรือไม่ว่า องค์ประกอบของน้ำอัดลมนั้นมีอะไรบ้าง ทำไมดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าเช่นนั้น

ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลมรสไหน ชนิดไหนก็มีองค์ประกอบหลักเหมือนกัน คือ น้ำ, น้ำตาล, กรดคาร์บอนิก, กรดฟอสฟอริก, คาเฟอีน, สีและกลิ่นหรือรส รวมถึงสารกันบูด เมื่อเราทราบถึงองค์ประกอบของมันแล้ว เรามาวิเคราะห์กันดีกว่าว่าสารเหล่านั้นเป็นอย่างไรบ้าง มีประโยชน์หรือเป็นโทษอย่างไร มีผลกระทบต่อร่างกายเราอย่างไร

เริ่มจากองค์ประกอบแรกและเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของน้ำอัดลม คือ น้ำ นั่นเอง ร่างกายเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 60-70% นอกจากน้ำจะทำให้เราสดชื่นแล้ว น้ำยังเป็นตัวรักษาสมดุลต่างๆ ให้กับร่างกาย เช่น ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิคงที่ เพราะน้ำมีความจุความร้อนมาก ช่วยละลายสารอาหารต่างๆ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ ทำให้เซลล์ต่างๆ ดูดซึมสารอาหารและนำไปใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้ยังช่วยในระบบขับถ่าย และเจือจาง สารพิษที่ร่างกายได้รับอีกด้วย แต่น้ำไม่ได้ให้พลังงานแก่ร่างกายแต่อย่างใด

ในน้ำอัดลมไม่มีสารอาหารประเภทโปรตีนและไขมัน น้ำตาล จึงเป็นสารอาหารชนิดเดียวที่อยู่ในขวดน้ำอัดลม เพราะเป็นสารที่ให้ความหวานและพลังงาน น้ำตาลที่ใช้ในน้ำอัดลมคือ ซูโครส (น้ำตาลทราย) เป็นสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตซึ่งจะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีต่อกรัม ถ้าดูจากข้างขวดก็จะพบว่าในทุกๆ 100 มิลลิลิตร จะประกอบด้วยน้ำตาลประมาณ 10.6 กรัม (ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำอัดลม) ประมาณ 42.4 กิโลแคลอรี ถ้าเราดื่มน้ำอัดลม 1 ลิตร จะให้พลังงาน 424 กิโลแคลอรี ขณะที่โดยปกติร่างกายต้องการพลังงานวันละประมาณ 2000-2500 กิโลแคลอรี จึงทำให้เรารู้สึกอิ่มและสดชื่น การที่มีน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่าที่ร่างกายต้องการ อินซูลินจะทำงานหนักเพื่อที่จะเก็บน้ำตาลที่มากเกินพอในกระแสเลือดนั้นในรูป ของไกลโคเจนและไขมันใต้ผิวหนัง เป็นเหตุให้เรามีน้ำหนักมากขึ้นและอ้วนขึ้นนั่นเอง (ถ้าได้รับพลังงานมากกว่าที่ร่างกายต้องการ 7700 กิโลแคลอรี ก็จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม) นอกจากนี้การบริโภคน้ำอัดลมมาก จะทำให้อิ่มและรับประทานอาหารได้น้อยลง อาจเป็นเหตุให้ขาดสมดุลทางโภชนาการ

ส่วนในเครื่องดื่มบางชนิด เช่น Light, Zero หรือ Diet นั้น จะใช้สาร (เคมี) ให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งจะให้ความหวานแต่ไม่ให้พลังงาน อันนี้ก็ต้องระวัง เพราะสารให้ความหวานบางชนิดจะเป็นพิษต่อร่างกายหรือเป็นสารก่อมะเร็ง สารให้ความหวานที่ใช้อยู่ปัจจุบันนั้นยังได้รับอนุญาตให้ใช้อยู่ เพราะปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าสารนั้นเป็นพิษต่อร่างกาย แต่ในอนาคตอาจพบว่าเป็นสารพิษเหมือนในอดีตที่เปลี่ยนสารให้ความหวานอยู่เสมอ เพราะพบว่าเป็นพิษ ก็เป็นได้

กรดคาร์บอนิก กลุ่ม Empty Calories
เป็นองค์ประกอบที่ทำให้น้ำอัดลมซ่า มีฟอง และมีรสเปรี้ยวอ่อนๆ กรดคาร์บอนิกนั้น ได้จากปฏิกิริยาระหว่างน้ำกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้ความดันสูงบังคับ (อัด) ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำปฏิกิริยากับน้ำให้ได้ เพราะในสภาวะความดันปกติคาร์บอนไดออกไซด์แทบจะไม่ละลายน้ำหรือทำปฏิกิริยา กับน้ำเลย แต่กรดคาร์บอนิกที่เกิดขึ้นนั้นไม่เสถียร คือสลายตัวได้ง่ายในสภาวะความดันปกติ ยิ่งถ้ามีความร้อนด้วยจะยิ่งเร่งการสลายตัวให้เร็วยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสลายตัวของกรดคาร์บอนิกก็คือน้ำกับคาร์บอนไดออกไซด์ นั่นเอง ดังนั้นจึงต้องเก็บน้ำอัดลมภายใต้ความดัน ก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้เราจึงเรียกว่าเครื่องดื่มชนิดนี้ว่า “น้ำอัดลม” เมื่อเปิดขวดออก ความดันสูงในขวดก็จะลดลงเท่ากับความดันปกติ จึงทำให้กรดคาร์บอนิกสลายตัวออกมา ได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดฟองนั่นเอง กรดคาร์บอนิกยังสามารถย่อยสลายหินปูนได้ จึงสามารถกัดกร่อนกระดูกและฟันได้เช่นกัน เช่นเดียวกับ กรดฟอสฟอริก ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะ ละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน นอกจากจะทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารแล้ว ยังทำให้นอนหลับยาก ฟันผุ อาจทำให้กระดูกพรุน เนื่องจากฟอสเฟสไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกและฟัน อ่านเพิ่มเติม

วิธีลดน้ำหนักสำหรับผู้เริ่มต้น

มีคนถามมากมายว่าอยากลดแล้วจะเริ่มอย่างไร ถือว่าเป็นคำถามยอดฮิตที่วันนึงตอบกันหลายๆหน วันนี้เลยจัดการรวบรวม เทคนิคการลดน้ำหนัก สำหรับมือใหม่มาฝากกัน

สำหรับมือใหม่แล้วก็ การลดน้ำหนักด้วยเทคนิคต่างๆนานา อาจเป็นเรื่องยุ่งยาก โหดร้าย ทำลายความรู้สึก เพราะยังคงติดการใช้ชีวิตแบบเดิมๆอยู่ จึงได้รวบรวมเทคนิคขั้นพื้นฐานของการลดน้ำหนักสำหรับผู้เริ่มต้นลดน้ำหนักมาให้ใช้กันค่ะ

เมื่อรู้แล้วว่าอ้วน เสื้อผ้าคับ เดินไม่สบาย หอบง่าย หายใจไม่ทั่วท้อง หน้าบาน แก้มห้อย เพื่อนแซว แฟนทิ้ง แม่บ่น ต่างๆนานาที่เป็นสัญญาณเตือนว่าเราอ้วนจนเกินจะเยียวยา เพราะสุขภาพเริ่มแย่ทำอะไรๆก็ไม่สะดวก ก่อนจะเริ่มวิธีการต่างๆนั้นเราควรเริ่มที่การตั้งใจมุ่งมั่นอย่างจริงจังเสียก่อน ทำความเข้าใจก่อนว่าการจะลดนั้นต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ความอดทนเพียงอย่างเดียว เมื่อมุ่งมั่นแล้วจงทำให้สุดความสามารถแล้วเริ่มปฏิบัติดังนี้

คำนวน ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วน และ จดบันทึก เทคนิคการลดน้ำหนัก
ก่อนอื่นเราเราต้องรู้ตัวก่อนว่าเราอ้วนแค่ไหน โดยการชั่งน้ำหนัก หรือ วัดรอบเอว ขนาดรอบเอว(ระดับสะดือ)โดยค่าจะต้องไม่เกิน ส่วนสูงของเรา หารด้วย 2 ถ้าเกินนั้นหมายถึงคุณอ้วนลงพุงแล้ว หรือจะดูจากว่าเราเป็นเพศอะไร มีกิจกรรมการทำงานอย่างไร ต้องใช้พลังงานต่อวันเท่าไหร่ โดยมากค่าเฉลี่ยของชายจะใช้พลังงานอยู่ที่ไม่เกิน 2000 kcal ต่อวัน และผู้หญิงจะใช้ไม่เกิน 1600kcal ต่อวัน และผู้ใช้แรงงานอยู่ที่ 2400 kcal ต่อวัน หรือวัดสัดส่วนของร่างกายที่ตำแหน่ง รอบอก รอบเอว รอบสะโพก รอบต้นแขน และ รอบต้นขา จดบันทึก รายละเอียดต่างๆตอนเริ่มต้นไว้

ตัดอาหารที่ไม่จำเป็นกับเราเสียก่อน
อาหารที่จำเป็นกับเราคืออาหารหลักที่จำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิต สมัยโบราณแต่เก่าก่อน เราทานข้าวทานอาหารกันเป็นมื้อๆ ไม่มีของว่างจุบจิบระหว่างมื้อ แต่ในปัจจุบันคนมักทานเพื่อความบันเทิงกันมาก มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจึงทำให้คนมีภาวะโรคอ้วนเฉลี่ยสูงขึ้นทุกๆปี จึงแนะนำให้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเสียก่อน เช่น ของว่างระหว่างวัน เครื่องดื่ม ของขบเคี้ยวจุบจิบ ของหวานล้างปาก ของกินฆ่าเวลา เพราะความจริงแล้วเมื่อเราตัดหรือลดมื้อย่อยๆเหล่านี้ได้ เราอาจสามารถลดพลังงานที่เหลือใช้ลงได้ถึงวันนึงอย่างน้อย 400 – 500 kcal เลยทีเดียว

หลีกเลี่ยง ของทอด ของหวาน ของมัน ของเค็ม
เมื่อเราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกได้ซักระยะนึงจนรู้สึกมั่นใจกับการลดน้ำหนักได้แล้ว จึงเริ่มสังเกตุและปรับแก้ที่อาหารหลัก ตรวจเช็คอาหารหลักของเราว่าปรุงด้วยวิธีใด พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด ผัดน้ำมันเยอะ หรืออาหารอบที่ใช้ นม เนย สูงๆ หันมารับประทานอาหารที่ปรุงด้วยการ ต้ม นึ่ง เผา ย่าง และตรวจเช็คว่า สิ่งเราทานนั้นมีรสจัดเกินไปหรือไม่ เพราะอาหารรสจัด ก็มีผลกับน้ำหนักตัวเช่นกัน โดย ลดปริมาณความหวานจากน้ำตาล และ ความเค็มจากซอสต่างๆลง

ออกแรง ออกกำลังกาย ขยับตัวให้มาก
อย่าเข้าใจผิดว่าการออกกำลังกายนั้นจำเป็นจะต้องไปออกที่สนาม ออกไปวิ่ง ไปฟิตเนสเพียงอย่างเดียว แต่การออกกำลังกายนั้นสามารถทำได้ ทุกที่ทุกเวลา เพียงเราใช้การขยับตัวให้มากขึ้น เดินไปไหนมาไหน ทำกิจกรรมต่าง แทนการนั่ง-นอนเฉยๆอยู่กับบ้าน ทุกๆกิจกรรมก็สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้หมด (วิธีการออกกำลังกายเพื่อนการลดน้ำหนัก) สำหรับคนที่จะจริงจังด้านการออกกำลังกายควรเริ่มทำทีละน้อยตามสภาพร่างกาย อย่าหักโหม ค่อยเป็นค่อยไป โดยคิดถึงหลักการคล่าวๆคือ ถ้าออกแรงน้อยให้ใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าออกแรงมากก็ ขอเป็น 40 นาที นาทีที่ 41 เป็นต้นไปถือเป็นกำไร ทำไมต้อง 40 นาที

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์
เมื่อลดของที่ไม่จำเป็น ลดแหล่งความอ้วนได้แล้ว เราควรเพิ่มของที่ประโยชน์แก่ร่างกายเข้ามาแทน ทานผัก ทานผลไม้ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ นม ข้าวแป้งไม่ขัดสีให้มากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นขุมพลังงานสะอาดและสารอาหารที่มีประโยชน์ ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทานเท่าไหร่ถึงพอดี อย่าอดหรือข้ามมื้อ หรือตัดสิ่งใดสิ่งนึงไปเลย แต่ควรเลือกทานในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพื่อลดอาการเครียด ถ้าอยากก็จงทานอย่างมีสติแล้วกลับมาควบคุมตามแผนอย่างเดิม เพราะการทานมื้อใหญ่เพียงมื้อเดียวไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นอย่างแน่นอน อ่านเพิ่มเติม

ปริมาณค่าความมันในอาหาร “ทายถูกไหมจานไหนมันกว่ากัน”

ปริมาณค่า ความมันในอาหาร “ทายถูกไหมจานไหนมันกว่ากัน”
ใครๆก็ทราบดีว่าไขมันเป็นตัวร้ายทำลายร่างกาย เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ แต่ความจริงนั้นไขมันก็ยังจำเป็นต้องร่างกายเช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือต้องเลือกและกะปริมาณการรับประทานให้ดี โดยเลือกจากชนิดอาหาร การปรุงและวัตถุดิบที่มาปรุง มี ความมันในอาหาร มากหรือป่าว
ไขมันที่มากับอาหารเป็นสิ่งที่หลายๆคนกลัวทั้งๆที่ความจริงแล้วร่างกายนั้นยังต้องการไขมันเพื่อมาเป็นพลังงานอยู่ แต่ด้วยที่เรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเกินความพอดี จึงทำให้คนที่ทานไขมันสูงมากและบ่อยครั้งมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต และเป็นที่มาของความอ้วน แต่กระนั้นเราไม่ควรที่จะตัดไขมันออกจากชีวิตเลยไปเสียทีเดียว แต่ควรเลือกแหล่งที่มาของไขมันที่ดี มีประโยชน์ และ ควบคุมปริมมาณให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจะดีกว่า โดยควรควบคุมปริมาณการรับประทานไขมันต่อวันไม่เกิน 65 กรัม หรือ เท่ากับน้ำมันพืชประมาณ 13 ช้อนชาต่อวัน

กิน ไขมัน แค่พอดี ไม่มีอ้วน
เนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ใช้ปรุงอาหาร ควรเลือกใช้เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันหรือติดมันน้อย เช่น เนื้อไก่ ควรเลือกใช้ส่วนที่เป็นส่วนอกหรือสันในไก่ และหลีกเลี่ยงการใช้หนังไก่ หนังหมูในการปรุงอาหาร ควรจำกัดการบริโภคเครื่องในสัตว์ต่างๆ และไข่แดงในผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดค่อนข้างสูง การบริโภคเนื้อปลาต่างๆ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากเนื้อปลาส่วนใหญ่จะให้โปรตีนคุณภาพดีและไขมันตํ่า
ปรับเปลี่ยนวิธีปรุงอาหารจากการทอดหรือผัดโดยใช้นํ้ามันมาเป็นวิธีการต้ม นึ่ง หรือย่าง ก็จะเป็นวิธีการที่ช่วยจำกัดปริมาณไขมันในอาหารได้อีกทาง
สำหรับผู้ที่ดื่มนมเป็นประจำอาจเลือกดื่มนมพร่องหรือขาดมันเนยได้ เพื่อช่วยจำกัดมิให้ระดับไขมันในเลือดสูงเกินปกติ ไม่แนะนำให้งดดื่มนมไปเลย เนื่องจากนมให้โปรตีน แคลเซียมและวิตามินบี 2 ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ลดการกินอาหารแปรรูปพวกแฮม ไส้กรอก หมูยอ เบคอน กุนเชียง ซึ่งมีไขมันสูง
ลดการทานอาหารที่มีไขมันเนยสูงเช่น เค้ก เบเกอรี่ ขนมปังต่างๆ
คราวนี้เรามาทายกันเล่นๆนะคะว่าเมนูเหล่านี้จานไหนมีค่าความมันมากกว่ากัน อ่านเพิ่มเติม

พลังงานในของไหว้วันตรุษจีน หมวด ผลไม้

ผลไม้ที่ใช้ไหว้ในช่วง เทศกาลตรุษจีน นั้นให้พลังงานเท่าไหร่และแต่ละชนิดมีความหมายอย่างไร

หลังจากเราได้ทราบถึงความหมาย และพลังงานในของไหว้หมวดเนื้อสัตว์ไปแล้ว ถึงคราวหมวดของผลไม้กันบ้าง ถือว่าเป็นหมวดที่ดูจะเหมาะมากสำหรับคนที่อยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก แถมการไหว้แต่ละครั้งจะมีผลไม้ต่างๆเหล่านี้เหลือเก็บไว้ในตู้เย็นไปอีกหลายสัปดาห์ เรามาทราบถึงความหมาย และพลังงานของผลไม้แต่ละชนิดกัน

ชนิด ความหมาย พลังงาน
สาลี่ เงินทองไหลมาเทมา 1 ผล ให้พลังงาน 51 kcal
กล้วยหอม เรียกเงินทองโชคลาภ 100 กรัม ให้พลังงาน 89 kcal
สับปะรด หูตากว้างไกล 100 กรัม ให้พลังงาน 50 kcal
องุ่น มั่งคั่ง แข็งแรง 100 กรัม ให้พลังงาน 68 kcal อ่านเพิ่มเติม

พลังงานในของไหว้วันตรุษจีน หมวด ของหวาน

ชุดของหวานสำหรับไหว้ใน วันตรุษจีน ก็มีความหมาย และแต่ละชนิดให้พลังงานเท่าไหรบ้าง

ของไหว้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือของหวาน ของหวานในชุดไหว้มีหลายชนิดและแต่ละชนิดก็ให้พลังงานไม่น้อยเลยทีเดียว แถมอร่อยถูกปาก อีกด้วย เรามาดูกันว่าขนมแต่ละชนิดมีความหมายว่าอะไรบ้าง และให้พลังงานเท่าไหร่

ชนิด ความหมาย พลังงาน
ซาลาเปา ไส้หมูแดง ความโชคดี 100 กรัมให้พลังงาน 278 kcal
ขนมเข่ง ความหวานชื่น 1 กระทง ให้พลังงาน 120 kcal
ขนมเทียน ความรุ่งเรือง 2 ห่อ ให้พลังงาน 205 kcal
ขนมสาลี่ รุ่งเรือง เฟื่องฟู 32 กรัม ประมาณ 1 ถ้วย ให้พลังงาน 78 kcal
หมั่นโถว ความโชคดี 1 ลูก ให้พลังงาน 295 kcal อ่านเพิ่มเติม

ถั่วแระญี่ปุ่น อาหารว่างรักษาหุ่น

ถั่วแระญี่ปุ่น ถือว่าเป็นอาหารว่างอุดมคุณค่า และคุณประโยชน์มากมายแถมให้พลังงานต่ำ เหมาะสำหรับช่วงควบคุมมน้ำหนัก

เคยไหมเวลาที่ไปเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ตในช่วงลดน้ำหนัก อยากจะหาอาหารว่างมาทานบ้าง แก้เหงาปาก ครั้นจะเลือกเป็นขนมถุงก็มีโซเดี่ยมและไขมันมากเกินไป น้ำหวาน น้ำผลไม้ก็มีแต่น้ำตาล กลัวจะอ้วน จะเพิ่มน้ำหนักที่อุตส่าห์ลดมาเปล่าๆ เดินวนไปวนมาจะเลือกอย่างไรดี แต่คุณๆรู้ไหมว่าความจริงแล้วตามซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ยังมีอาหารว่างที่ถือว่าเป็นอาหารว่าสุขภาพชั้นยอด ที่เหมาะกับคนลดน้ำหนัก ที่อุดมประโยชน์มากมาย แถมเคี้ยวเพลินเคี้ยวมันอีกต่างหาก นั้นคือ “ถั่วแระญี่ปุ่น” นั่นเอง

ถั่วแระไทยและถั่วแระญี่ปุ่นแตกต่างกันอย่างไร
ถั่วแระญี่ปุ่น (Green Soybean) หรือ ภาษญี่ปุ่นว่า เอดามาเมะ (Edamame) (枝豆) เป็นที่รู้จักคุ้นเคยในหมู่คนจีน และคนญี่ปุ่นมาเป็นพันปีแล้ว และเริ่มเข้ามาเป็นที่รู้จักของคนไทยพร้อมๆกับการรับวัฒนธรรมการทานอาหารญี่ปุ่น ซึ่งความจริงแล้วคนไทยเองก็ทานถั่วแระกันมาช้านานแล้ว ถั่วแระแบบดั้งเดิมของคนไทย คือถั่วเหลืองฝักอ่อนที่ยังมีสีเขียวอยู่ นำมานึ่งหรือต้มและโรยเกลือเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ แต่ด้วยที่ถั่วแระไทยเป็นถั่วเหลืองฝักอ่อนของถั่วเหลืองที่นำมาใช้สกัดเป็นน้ำมันพืชหรือทำอาหารโปรตีนสกัดต่างๆ เป็นสายพันธุ์ที่เมล็ดมีขนาดเล็กและค่อนข้างแข็งกระด้างรสชาติจืด และยังมีเป็นฤดูกาลที่มีการปลูกถั่วเท่านั้นจึงทำให้ความนิยมการทานถั่วแระไทยค่อยๆจางหายไป ในขณะที่ถั่วแระของประเทศญี่ปุ่นถือเป็นอาหารที่นิยมทานกันอย่างแพร่หลาย เป็นอาหารหลักประจำบ้านของชาวญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ จึงทำให้มีการปรับปรุงสายพันธ์ุถั่วเหลืองให้มีฝักและเมล็ดใหญ่กว่าถั่วเหลือปรกติถึง 2 เท่า มีรสชาติที่หวานมันและมีเมล็ดที่นุ่มกว่า ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี เพื่อนำมาใช้รับประทานแบบฝักอ่อนโดยเฉพาะ เมื่อได้ผลผลิตแล้ว จะนำมาทำความสะอาดและใช้วิธีการแช่แข็งเพื่อส่งจำหน่ายและยังช่วยเก็บรักษาความสดของของถั่วแระไว้ ดังนั้นไม่ว่าจะซื้อถั่วแระญี่ปุ่นเมื่อไหร่ ถั่วแระที่ดีจะต้องยังมีสีเขียวอยู่เสมอ

ประโยชน์ของถัวแระญี่ปุ่น
ถั่วแระญี่ปุ่นหรือถั่วเหลืองฝักสดถือเป็นแหล่งโปรตีนราคาย่อมเยาว์เมื่อเปรียบเทียบกับการทานเนื้อส้ตว์ มีคุณค่าทางอาหารสูง ให้พลังงานและไขมันต่ำ มีวิตามินหลากหลายที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น A B C K มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ เช่น เหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส โฟเลส และเบต้าแคโรทีน นอกจากนี้ยังมีใยอาหารสูงช่วยลดอาหารท้องผูกได้อีกด้วย ซึ่งสารอาหารที่กล่าวมาเป็นสารอาหารที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆมากมาย

อุดมไปด้วยไขมันที่มีประโยชน์
ถั่วแระญี่ปุ่นปริมาณ 1 ถ้วยตวง จะให้ไขมันประมาณ 8 กรัม โดยจะเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวประมาณ 3 กรัม ซึ่งเจ้าไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่อยู่ในถั่วเหลืองนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกด้วย โดยปริมาณไขมันที่เหมาะสมในการปริโภคของคนทั่วไปต่อวันนั้น ควรบริโภคไม่เกิน 25-35% ของปริมาณพลังงานจากอาหารที่ร่างกายต้องการต่อวัน

ถั่วแระญี่ปุ่นกับช่วงลดน้ำหนัก
ด้วยรสชาติที่อร่อยทานง่ายของถั่วแระญี่ปุ่น แถมอุดมไปด้วยโปรตีน แร่ธาติและวิตามินต่างๆมากมายที่เหมาะกับช่วงลดน้ำหนัก ถั่วแระญี่ปุ่นปริมาณครึ่งถ้วยตวงนั้นยังมีใยอาหารสูงถึง 9 กรัม ซึ่งเท่ากับปริมาณใยอาหารที่มีอยู่ในขนมปังโฮลวีต 4 แผ่น และเท่ากับปริมาณใยอาหารของบวบนึ่งประมาณ 4 ถ้วยตวงเลยทีเดียว ใยอาหารนี้จะช่วยให่รู้สึกอิ่มเร็ว อิ่มนาน และอยู่ท้องโดยให้พลังงานไม่สูงมากนัก

ยังมีหลายๆตำราที่แนะนำให้ทานถั่วแระญี่ปุ่นแทนการทานเนื้อสัตว์ได้ สำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ เพราะสามารถลดกรดยูริคได้ และใช้ทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์สำหรับผู้ที่ไม่ทานเนื้อสัตว์หรือกลุ่มมังสวิรัติได้อีกด้วย แต่ใช่ว่าเห็นประโยชน์มากมายขนาดนี้แล้วจะทานได้ตามอำเภอใจ ถั่วแระญี่ปุ่นเองในปริมณครึ่งถัวยก็ยังให้ปริมาณคาร์โบไฮเดรตประมาณ 13 กรัม ซึ่งก็ต้องใช้สติในการทานอยู่เหมือนกัน เพราะยิ่งกินยิ่งมัน ยิ่งเคี้ยวยิ่งเพลิน อาจทำให้เบรกแตกทานมากเกินความจะเป็นได้เหมือนกัน อ่านเพิ่มเติม

เกรลิน ฮอร์โมน ต้นตอควบคุมความหิว

ต้นเหตุของความหิว ที่เป็นอุปสรรคของการลดน้ำหนัก แท้จริงมาจาก เกรลิน ฮอร์โมน ที่เกิดขึ้นในร่างกายเราเอง วิธีการควบคุมทำได้อย่างไร

หลายครั้งที่ความหิวทำให้รำคาญใจ ตั้งใจจะลดน้ำหนักเท่าไหร่ แต่ความหิวก็มาเป็นเป็นอุปสรรค์เสมอ ซึ่งความจริงแล้วเจ้าความหิวมีที่มา เป็นกระบวนการหลั่งฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในร่างกายของเราเราเอง เจ้าฮอร์โมนความหิวหรือชื่อหนึ่งที่เรียกเป็นทางการว่า “เกรกรลิน” (Ghrelin hormone)

กระบวนการเกิด เกรลิน
โดยปรกติเจ้า เกรลิน ถูกหลั่งออกมาจากเซลล์กระเพาะอาหาร เพื่อส่งสัญญาณบอกสมองว่าให้สั่งสองมือไปหาอาหารมาเข้าปาก และช่วงเวลาก่อนมื้ออาหาร จะเป็นช่วงที่ระดับของเกรลินขึ้นสูง เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป ระดับของเกรลินก็จะลดลงอาจใช้เวลาในการลดระดับลง ประมาณ 3 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย ดั้งนั้นวิธีการที่จะจัดการกับความหิวที่ได้ผลที่ต้นตอก็คือ พยายามควบคุมเจ้าเกรลินให้ไม่สูงเกินไป และไม่ถูกหลั่งออกมาเร็วเกินไป ซึ่งทำได้ง่ายๆได้ดังต่อไปนี้

ควบคุมได้อย่างไร
เพิ่มโปรตีนดีในมื้ออาหาร พบว่าการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนดีสูง เช่น ไข่ขาว ปลา ถั่ว จะช่วยยับยั้งการหลั่งของเกรลิน ได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทานในมื้อเช้า
หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เพราะว่ามื้ออาหารที่มีไขมันสูง จะส่งผลยับยั้งฮอร์โมนหิวหรือเกรลินได้ไม่ดีเท่าอาหารไขมันต่ำ นั่นหมายความว่า ยิ่งรับประทานอาหารมันๆเท่าไหร่ ก็จะยิ่งหิวง่ายขึ้นเท่านั้น
อย่านอนดึก การนอนหลับไม่เพียงพอส่งผลกระตุ้นการผลิตของเกรลิน ลองสังเกตดูว่าในวันที่คุณนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะง่วงเพลียแล้ว ยังมักจะหิวและกินเก่งขึ้นด้วย
รับประทานมื้อเล็ก แต่บ่อยขึ้น การแบ่งอาหารเป็นมื้อที่เล็กลง แต่บ่อยขึ้นเป็นทุก 3-4 ชั่วโมง จะช่วยกระตุ้นเปปไทด์ YY3-36 ซึ่งจะไปยับยั้งการหลั่งของเกรลินอีกต่อหนึ่ง แถมการทานมื้อเล็กๆก็จะช่วยเพิ่มให้ร่างกายได้เผาผลาญพลังงานอย่างต่อเนื่องอีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

ช็อกโกแลตกับสุขภาพ ทานพอดีไม่มีอ้วน

ใกล้เทศกาลวันแห่งความรักกันแล้วนะ ของขวัญที่นิยมให้กันในเทศการนี้รองจากดอกไม้สวยๆก็คงเป็น ช็อกโกแลต นี้หล่ะ แถม ช็อกโกแลต ก็ยังเป็นของโปรดของใครหลายคนที่หลงไหลในรสชาติ ความขมความหวานกำลังดี แค่ก็ต้องจำใจลาจากช็อกโกแลตของโปรดเมื่อต้องควบคุมน้ำหนักใช่ไหม วันนี้เรามีเคล็ดลับการทานช๊อกโกแลตอย่างไรให้ได้ประโยชน์

เคยไหม เวลาจะกินช็อกโกแลตอันโปรดที่ไร ต้องมีมารผจญ (ที่มีเจตนาดี) มากคอยบอกว่า “เดี๋ยวอ้วนนะ” ไม่ก็ “เดี๋ยวสิวขึ้นนะ” ทำให้เราหมดอารมณ์ จะกินอย่างมีความสุข สำหรับคุณหนูๆทั้งหลายก็อาจจะโดนขู่เอาบ่อยๆว่า “กินช็อกโกแลตมากๆ เดี๋ยวก็ฟันผุหรอก” เป็นอันว่าช็อกโกแลตกลายเป็นอาหารต้องห้าม ที่พอจะกินทีไรเป็นต้องรู้สึกผิดทุกครั้งอย่างกับทำเรื่องไม่ดีซะอย่างนั้น แต่ข่าวดีสำหรับคนรักช็อกโกแลตทั้งหลายได้มาถึงแล้วเพราะที่เมืองนอกเมืองนา เขาได้ทำการวิจัยกันหลายอย่าง ผลรวมๆก็ออกมาให้เราได้โล่งใจกันว่าช็อกโกแลตไม่ใช่ตัวการของอาการหรือสถาพทั้งหลายที่ว่ามาไม่ว่าจะเป็นความอ้วนสิวหรือฟันผุ

ว่ากันด้วยเรื่อง ความอ้วน ซึ่งสำหรับบางคน โดยเฉพาะสาวๆแล้ว ถือเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตก็ว่าได้ วันไหนกินมากหน่อย เป็นอันต้องชั่งน้ำหนักทุกชั่วโมง เผื่อโชคดี ตัวเลขบนหน้าปัดมันจะถ่อยหลังให้ตัวเบา ใจเบายิ่งถ้าช่วงนั้นตามใจปากได้กินช็อกโกแลตที่อยากมานานแต่ต้องอดใจไว้ ด้วยแล้ว จะเกิดอาการประสาทเสีย ตายละหว่า ฉันจะทำแผนลดน้ำหนักพังก็คราวนี้เอง

อันที่จริงแล้วช็อกโกแลตก็เหมือนกับอาหารทุกอย่างบนโลกนี้ กินมากเกินความต้องการของร่างกายเมื่อไหร่ ก็กลายเป็นไขมันสะสม ยิ่งไม่ออกกำลังกายด้วยแล้วสุดท้ายก็อ้วนตามระเบียบแต่ หากคุณรู้จักการวางแผนการกิน คำนวณแคลอรี่ของอาหารที่จะกินในแต่ละวัน แต่ละมื้อ โดยยึดหลักโภชนาการที่ถูกต้อง รวมทั้งใช้พลังงานมากๆ หรือออกกำลังกายสม่ำเสมอแล้วละก็ คุณก็จะสามารถรวมเอาช็อกโกแลตเข้าเป็นอาหารว่างประจำวันได้ บางคนอาจเลือกที่จะกินช็อกโกแลตทุกวันอย่างที่ใจปรารถนา แต่ยอมลดปริมาณจำพวกไขมันลง หลักการง่ายๆ แบบนี้ทำให้แม้แต่คนที่กำลังลดความอ้วนก็สามารถกินช็อกโกแลตที่ชอบได้ไม่ต้องยอมกัดฟันหันหลังได้ทานของโปรด แถมการได้กินช็อกโกแลตน้อยๆ เป็นบางครั้งในระหว่างการลดน้ำหนักยังช่วยให้เราไม่เกิดอาการสวาปามแบบไม่ยั้งเมื่อมีโอกาสได้กินหลังจากอดอยากปากแห้งช็อกโกแลตมานานอีกด้วย เพียงเท่านี้การลดน้ำหนักก็ง่ายขึ้นอีกเยอะเพราะเราไม่ต้องบอกลาช็อกโกแลต ของโปรดที่กินเมื่อไหร่ก็รู้สึกดีเมื่อนั้น

ส่วนเรื่องสิวที่สาวเจ้า หรือหนุ่มน้อยโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นกังวลกันนักหนานั้น ช็อกโกแลตก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการสำคัญ ทั้งที่จริงๆแล้ว ช็อกโกแลตทั้งไม่ได้ทำให้เกิดสิวและไม่ได้ทำให้สิวที่เป็นอยู่แล้วเลวร้ายลง สิ่งที่พึ่งระลึกก็คือ สิวเกิดจากการที่ต่อมไขมันในผิวหนังผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป และอาหารการกินก็ไม่ใช่สาเหตุสำคัญของการเกิดสิวอีกด้วยดังนั้นการกินหรือไม่กินช็อกโกแลตจึงไม่ได้ทำให้เกิดสิวมากขึ้นแต่อย่าใด

แล้ว ก็เรื่องของฟันผุ ไม่ว่าอาหารอะไรที่มีคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะพวกแป้งกับน้ำตาลสามารถทำให้ฟันผุ ได้ทั้งนี้น ถ้ากินบ่อยๆและปล่อยให้มันอยู่ในปากเรานานๆถึงแม้ช็อกโกแลตเองมีน้ำตาลเป็น ส่วนผสมแต่ก็ไม่ทำให้เกิดฟันผุได้ง่ายกว่าน้ำตาลจากอาหารชนิดอื่นตราบใดที่ เรารักษาสุขภาพอนามัยของฟัน ด้วยการบ้วนปากหรือแปรงฟันหลังจากการกินอาหาร หรือจะเคี้ยวหมากฝรั่งประเภทไม่มีน้ำตาลก็ยังช่วยได้ แล้วก็อย่าลืมไปหาหมอฟันทุก6เดือนด้วยหละ จะได้มีฟันแข็งแรงไว้กินของอร่อยๆอย่างช็อกโกแลตกันนานนาน

เรื่องช็อกโกแลตกับความอ้วน
มีการวิจัยเกี่ยวกับช็อกโกแลต การวิจัยนี้ทดสอบโดยอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีโดยมีชาย 7 คนหญิง 8 คน และแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มที่ 1 กิน dark chocolate วันละ 100 กรัม อีกกลุ่มหนึ่งกิน white chocolate 90 กรัม ทุกวันเป็นเวลา 15 วัน

ผลที่ได้คือกลุ่มที่กิน dark chocolate ทุกคนมีความดันโลหิตลดลง และมีความไวต่ออินซูลินซึ่งเป็นตัวสำคัญในการเผาผลาญน้ำตาลมากขึ้น ส่วนกลุ่มที่กิน white chocolate ความดันโลหิตไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

เนื่องจากว่า dark chocolate มีระดับฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมาก ซึ่งเป็นสารเสริมสร้างสุขภาพของหัวใจ ช่วยให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น และยังช่วยลดอาการอุดตันของหลอดเลือดอีกด้วย ส่วน white chocolate ถูกตั้งข้อสันนิษฐานว่า นมอาจเป็นตัวที่ขัดขวางการดูดซับฟลาโวนอยด์ นอกจากนี้ในงานวิจัยยังระบุอีกด้วยว่าควรกิน dark chocolate ในปริมาณเทียบเคียงกับระดับแคลอรี่ที่เราทานในแต่ละวัน โดยที่ dark chocolate 100 กรัมให้พลังงาน 500 แคลอรี่ค่ะ ง่ายๆ ก็ทาน dark chocolate วันละ 100 กรัมก็ได้ อ่านเพิ่มเติม

สารพันถั่วและเมล็ดพืช ของว่างทรงพลังของคนลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนัก ที่ถูกวิธีนั้นไม่ใช่การอดหรือการงดอาหาร แต่เป็นการเลือกอาหารที่ดี ในปริมาณที่เหมาะสม ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นต้องคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่งคือเรื่องของคุณค่าทางอาหารและโภชนาการในสิ่งที่เราเลือกรับประทาน โดยเฉพาะอาหารในกลุ่มให้พลังงาน เพราะร่างกายยังต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อนระบบต่างๆในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการออกแรงทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และไปออกกำลังกาย ล้วนแล้วแต่ใช้พลังงานทั้งสิ้น แล้วจะเลือกแหล่งพลังงานอย่างไรให้มีประโยชน์? ถั่วและเมล็ดพืชต่างๆคือคำตอบที่ดีที่สุด

ถั่วกับประโยชน์ที่พลาดไม่ได้
เวลาพูดถึงถั่ว ทุกคนคงปรามาสว่า “กินถั่วนี่นะจะผอมได้ไง พลังงานเยอะไขมันก็เยอะจะตาย” ซึ่งเป็นความจริง ถั่วทุกชนิดให้พลังงานและไขมันสูง เพียงแต่…ถั่วยังนำมาพาประโยชน์อีกหลายๆอย่าง ที่ดีต่อ การลดน้ำหนักของคุณด้วย เช่น ถั่วและเมล็ดพืชนั้นมีใยอาหารสูง และอุดมไปด้วยโปรตีน และแร่ธาตุมากมาย ทานแล้วอิ่มได้นาน แถมไขมันในถั่วยังเป็นไขมันชนิดดี (mono and polyunsaturated fat) ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ และถั่วบางขนิดมีโอเมกา 3 ด้วย ซึ่งเจ้าไขมันดีเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญช่วยบำรงและส่งเสริมสุขภาพการทำงานของหัวใจได้เป็นอย่างดี ช่วยในการลดไขมัน สำหรับแร่ธาตุและวิตมิน ถั่วและเมล็ดพืชนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้ง วิตามิน E, โฟเลต, แมงกานีส และ ซีลีเนียม ที่ช่วยลดการเกิดอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังมี ซิงค์ แม็กนิเซียม และวิตามิน B ที่ถือเป็นแร่ธาติที่จำเป็นต่อร่างกายด้วย จึงทำให้ ถั่วและเมล็ดพืชเหล่านี้ถูกแนะนำให้เป็น “สุดยอดของว่างสำหรับคนรักสุขภาพเลยทีเดียว”

เลือกถั่วอย่างไรเพื่อให้ได้ประโยชน์และไม่ทำให้อ้วน
จริงอยู่ถั่วนั่นมีประโยชน์มากมาย แต่ถั่วและเมล็ดพืชเหล่านี้ให้พลังงานสูง และด้วยที่ถั่วนั้นเคี้ยวมัน เคี้ยวเพลิน ทำให้เผลอทานมากจนได้รับพลังงานเกินจำเป็นได้ง่าย ดังนั้นการรับประทานถั่วแต่ละครั้งจำเป็นต้องเลือกและกำหนดประมาณให้ทานcต่พอเหมาะพอดี จะได้ประโยชน์มากกว่า วิธีการเลือกถั่วให้ได้ประโยชน์สูงสุดมีดังนี้

เลือกรสธรรมชาติไม่ใส่เกลือ
หากคุณกำลังลดน้ำหนักให้เลือกถั่วที่เป็นรสชาติธรรมชาติ ไม่ปรุงรสด้วยเกลือ จะดีที่สุด เพราะเกลือมีผลต่อความดันเลือด นอกจากนี้รสชาติเค็มๆมันๆนี่เองที่ทำให้เราเกิดอาการเบรคแตกกินเพลินจนลืมตัว ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท คิดอยู่เสมอว่า ถั่วที่กินแล้วหยุดยากให้กินแต่ปริมาณน้อยๆ

หลีกเลี่ยงถั่วทอดและเคลือบปรุงรส
พยายามหลีกเลี่ยงถั่วที่ทอดหรือเคลือบปรุงรสด้วยผงปรุงรสต่างๆ เพราะโดยมากถั่วที่เคลือบปรุงรสนั้นจะใช้วิธีการทอดด้วยน้ำมันปาล์มเสียก่อน เพื่อเคลือบเมล็ดถั่วด้วยน้ำมัน ผงปรุงรสต่างๆจะติดกับถั่วได้ง่ายขึ้น จากนั้นจึงนำไปอบเพื่อไล่ความชื้น ซึ่งวิธีการนี้เป็นการเพิ่มปริมาณไขมันและพลังงานในถั่วมากขึ้นไปอีก อ่านเพิ่มเติม

เด็กไทยอ้วนขึ้นแค่ไหน ลดอย่างไรไม่อันตราย

จากการสำรวจเด็กไทยมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกปี สาเหตุมาจากการดำเนินชีวิต และ การรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป ทำให้มีปัญหาน้ำหนักตัว ที่เป็นที่มาของโรคต่างๆ
วันเด็กเพิ่งผ่านไป ถือโอกาสขอนำเสนอเรื่องของเด็กๆกันบ้าง เพราะเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า จะเป็นกำลังผู้ขับเคลื่อนประเทศในอนาคต แต่ทะว่า ถ้าหากเด็กวันนี้มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง จะเอากำลังที่ไหนไปพัฒนาประเทศได้ ปัจจุบันสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก ทั้งสภาพเศรฐกิจสังคม บีบคั้นให้สังคมหน่วยเล็กๆอย่างครอบครัวเปลี่ยนไป พ่อแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ทำงาน และฝากชีวิตลูกน้อยไว้กับเนอสเซอรี่และโรงเรียน เวลาดูแลกันและกัน ทานข้าวด้วยกันน้อยลง ต้องอาศัยให้ลูกเลือกทานอาหารด้วยตนเองบ้าง หรือแวะทานตามร้านระหว่างทางก่อนกลับบ้านบ้าง เพราะด้วยสภาพการจราจร และระยะเวลาในการเดินทาง อีกทั้งการเลือกทานอาหารและวัฒนธรรมการทานอาหารของเด็กๆเองก็เปลี่ยนไป ทั้งขนมนมเนย อาหารฟาสฟู้ดถือเป็นสิ่งโปรดปรานของเด็กๆ ขนมและอาหารเหล่านี้อุดมไปด้วย แป้ง น้ำตาลและเกลือจำนวนมาก ทำให้เด็กมีสถานภาพทางโภชนาการที่แย่ลง

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จึงทำให้สถานการณ์สุขภาพของเด็กทั้งก่อนวัยเรียนและในวันเรียนเริ่มน่าเป็นห่วง จากการสำรวจพบว่าในช่วง 10 ปีหลัง เด็กไทยมีปัญหาน้ำหนักมากเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จากข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุข ที่สำรวจไว้ในปี 2556 แสดงว่า สัดส่วนของจำนวนเด็กไทยที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์เพิ่มขึ้นทุกปี และเด็กในกลุ่มนี้อาจมีการพัฒนาเป็นเด็กที่มีภาวะโรคอ้วนได้ และคาดว่าในปีหน้า(2558) เด็กก่อนวัยเรียนในประเทศไทยจะกลายเป็นเด็กอ้วนในสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 5 คือ เด็ก 5 คนจะมีเด็กอ้วน 1 คน และเด็กวัยเรียน จะมีสัดส่วนของเด็กอ้วนอยู่ที่ 1 ใน 10 ซึ่งถ้ายึดตามสถิตินี้จะถือว่าประเทศไทยมีประชากรเด็กอ้วนเพิ่มขึ้นรวดเร็วที่สุดในโลก นอกจากนี้โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สถิติยังแสดงว่าเด็กก่อนวัยเรียนอ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 36 และเด็กวัยเรียนอายุ 6-13 ปี อ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.5 และแทบไม่ต้องสงสัยเลย ความอ้วนเหล่านี้มาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กที่เปลี่ยนไปนั้นเอง

เริ่มที่กินให้พอดี การรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป
นอกจากนี้ จากคำถามที่พบบ่อยๆจากแฟนในเพจ LOVEFITT โดยเฉพาะเด็กอายุตั้งแต่ 10-18 ปี พบว่าเด็กในวัยนี้ เข้ามาปรึกษาเรื่องน้ำหนักตัวเป็นจำนวนมาก จึงอยากรวบรวมคำแนะนำการลดน้ำหนักที่ถูกวิธีให้กับน้องๆหนูๆในวัยเรียน ได้นำไปปรับใช้กัน อยากจะบอกอย่างนี้ว่า เด็กในช่วงอายุนี้เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านสรีระร่างกายสูง ร่างกายจำเป็นต้องใช้สารอาหารจำนวนมากในการพัฒนา และส่งเสริมการเจริญเติบโต จึงไม่แนะนำให้งดหรืออดอาหารเป็นอันขาด จำเป็นจะต้องได้รับอาหารคทั้ง 5 หมู่ โดย เด็กผู้หญิง ควรได้รับพลังงานอยู่ที่ 1,600 – 1,850 กิโลแคลอรี และ เด็กผู้ชาย ควรได้ประมาณ 1,700 – 2,300 กิโลแคลอรี ต่อวัน โดยสารอาหารอีกอย่างที่จำเป็นมากคือ โปรตีน ควรับประทานโปรตีนให้ได้อย่างน้อย 1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และวิตามินแร่ธาตุต่างๆต้องครบถ้วน และดื่มน้ำสะอาษให้ได้ 8 แก้วต่อวัน

จะวัดอย่างไรว่าหนูอ้วน
เรื่องความอ้วนความผอมบางครั้งก็เหมือนค่านิยม ความอ้วนความผอมของเด็กๆสมัยนี้มักได้รับอิทธิพลจากดารานักร้อง เป็นส่วนใหญ่ ค่านิยมคลั่งผอมอยากสวยอยากหล่อ ทำให้เด็กในวัยนี้พยายามจะลดน้ำหนัก ทั้งที่ เรื่องน้ำหนักตัวในวัยนี้ถือว่าเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปรกติ อาจมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการทาน ออกกำลังกายน้อย หรืออาจจะเกิดจากการเปลี่ยนของฮอลโมลในร่างกายก็ได้ ดังนั้นวิธีการตัดสินว่าอ้วนหรือไม่อาจใช้ผลจากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือคำนวนจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) หรือใช้วัดจากรอบเอวหน่วยเป็นเซนติเมตร ไม่ควรเกินครึ่งนึงของความสูง ซึ่งสองวิธีการนี้จะทำให้เราทราบได้ว่าเรามีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือไม่ และจะเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆที่มาจากความอ้วนได้

วัยว้าวุ่น ลดอย่างไรให้ปลอดภัย
สำหรับเด็กๆในวัยนี้การลดน้ำหนักที่ถูกต้องและได้ผลมากที่สุดคือ การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยหลักการนั่นก็เป็นหลักการพื้นฐาน คือ ใช้พลังงานให้มากกว่าพลังงานที่เรากินเข้าไป การลดพลังงานจากสิ่งที่กินเข้าไปไม่ได้หมายถึงการอดข้าวเย็น หรืองดทานข้าวแต่อย่างใด แต่เป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และจำกัดปริมาณอาหารที่ไม่มีประโยชน์นั่นเอง โดยมีวิธีการคร่าวๆ อ่านเพิ่มเติม