สังคมยุค Digital กับพัฒนาการเติบโตของลูก

สังคมยุค Digital กับพัฒนาการเติบโตของลูก

เมื่อโลกในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี เทคโนโลยีถูกนำมาใช้เป็นพี่เลี้ยง เช่น การเปิดทีวีทิ้งไว้ ให้เล่นโทรศัพท์ หรือเทบเลต ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปนั้น มีการส่งผลต่อพัฒนาการของลูกได้
นั่นเพราะสังคมปัจจุบันเราเป็นสังคมยุคดิจิตอลแต่ว่าการเลี้ยงลูกนั้นจำเป็นต้องได้รับความรัก ความเอาใจใส่ จากการดูแลของพ่อแม่เหมือนเดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดิจิตอลไม่สามารถทำแทนได้

เลี้ยงลูกด้วยหน้าจอ มีผลเสียแน่นอน
การดูหน้าจอดูทีวี มีคำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับเด็กไว้ คือ เด็กแรกเกิดถึง 2 ปี ควรเลี่ยงหน้าจอทุกชนิด เพราะว่าเป็นการสื่อสารทางเดียว อายุ 2-5 ปี ควรดูสื่อที่มีประโยชน์ร่วมกับผู้ปกครองอย่างน้อยวันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง
ผลเสียที่จะเกิดขึ้นเมื่อเลี้ยงลูกด้วยหน้าจอ อันดับแรกจะปันพัฒนาการด้านภาษา ลูกอาจจะพูดช้าได้ เพราะการดูหน้าจอ เป็นการดูภาพเคลื่อนไหวที่เคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียว อ่านเพิ่มเติม

นับอายุครรภ์อย่างไรให้แม่น!

ในช่วงการตั้งครรภ์ว่าที่คุณแม่มักจะเจอคำถามเรื่อง อายุครรภ์ กันอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น อายุครรภ์ เท่าไหร่แล้ว ท้องกี่เดือน ใกล้คลอดหรือยัง? เรียกได้ว่าเป็นคำถามยอดฮิตที่ใครเจอแล้วต้องถาม แต่เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าอายุครรภ์เท่าไหร่ จะนับอย่างไรดี? ไม่ต้องกังวลไป เรามีวิธีนับอายุครรภ์มาบอก
การนับอายุครรภ์
สำหรับการตั้งครรภ์แล้ว อายุครรภ์ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ว่าที่คุณแม่ต้องใส่ใจ เพราะการทราบอายุครรภ์สามารถบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของเด็กทารกในครรภ์ และช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัย วางแผนกาตรวจครรภ์ และแจ้งกำหนดวันคลอดคร่าวๆ ได้ อีกทั้งยังทำให้ทราบด้วยว่าคุณแม่ท้องมีภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพที่จะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ด้วยหรือไม่ หากมีก็จะได้ดูแลรักษาได้อย่างถูกต้องไปตลอดการตั้งครรภ์
จำวันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุด…ก็นับอายุครรภ์ได้
วิธีการนับอายุครรภ์นั้นก็ไม่ยาก ว่าที่คุณแม่และสามารถทำได้เอง เพียงแค่ต้องจำวันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุดได้ จึงจะสามารถนับได้ด้วยตัวเอง เพราะการนับอายุครรภ์จะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันแรกของแรกประจำเดือนครั้งล่าสุด และมีหน่วยการนับเป็นวันและสัปดาห์ แต่ที่เราเห็นมีการบอกอายุครรภ์เป็นเดือนนั้นก็มาจากการนับสัปดาห์แล้วคำนวณเป็นเดือนนั่นเอง อ่านเพิ่มเติม

การเคาะปอด เพื่อระบายเสมหะในเด็กเล็ก

1. การเคาะปอดระบายเสมหะในเด็ก
อาการเจ็บป่วยที่มักพบบ่อยในเด็กคือโรคระบบทางเดินหายใจ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในระบบทางเดินหายใจ ร่างกายจะพยายามกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นด้วยการไอออกมา (หรืออาจกลืนลงไปบ้าง ร่างกายก็จะขับถ่ายออกมาได้เอง) เป็นกลไกป้องกันตัวตามปกติของร่างกาย แต่สำหรับเด็กมักจะไม่สามารถไอและขับเสมหะออกมาได้เอง ทำให้เกิดภาวะการคั่งค้างของเสมหะในทางเดินหายใจของผู้ป่วยเด็ก เป็นปัญหาสำคัญในการขัดขวางการระบายอากาศ ทำให้ปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนก๊าซได้ตามปกติ ส่งผลให้ต้องออกแรงในการหายใจมากขึ้นจนมีอาการหอบเหนื่อยตามมา บางรายอาจมีเสมหะมากจนอุดกั้นท่อทางเดินหายใจ อาจทำให้เกิดภาวะปอดบวมหรือปอดอักเสบได้ ผู้ป่วยเด็กจึงควรต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และเมื่อมีการสะสมเสมหะมากขึ้น หรือเสมหะมีลักษณะเหนียวมากขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยเด็กไม่สามารถขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจโดยอาศัยกลไกของร่างกายเพียงอย่างเดียวจำเป็นต้องมีการทำกายภาพบำบัดทรวงอก (Chest Physiotherapy) เพื่อช่วยขับเสมหะออกมา ซึ่งได้แก่การเคาะปอด, การใช้แรงสั่นสะเทือน, การจัดท่าระบายเสมหะ และการฝึกไอให้มีประสิทธิภาพ อ่านเพิ่มเติม

การตรวจหัวใจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Cardiac MRI)

เป็นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อตรวจโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ อีกทั้งสามารถประเมินการไหลเวียนของ เลือดในหัวใจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลที่ได้ช่วยในการการวินิจฉัยโรคหัวใจแต่ละชนิดได้อย่างแม่นยำ และสามารถวางแผนการรักษาให้กับคนไข้แต่ละคนอย่างเหมาะสม

จุดเด่นของการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Cardiac MRI) คือความคมชัดของภาพ และประสิทธิภาพในการประเมินการทำงาน รวมทั้งการไหลเวียนเลือดผ่านหัวใจทุกห้องอย่างละเอียด นอกจากนี้ผู้รับการตรวจไม่เจ็บตัว และไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
เมื่อไหร่จึงควรตรวจหัวใจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Cardiac MRI)

ต้องการตรวจลักษณะทางกายภาพและการทำงานของห้องหัวใจทุกห้องอย่างละเอียด รวมทั้งโครงสร้างต่างๆ เช่นลิ้นหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ และเส้นเลือดใหญ่ที่ไหลเวียนสู่หัวใจ
สงสัยภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ตรวจประเมินปริมาณพังผืดที่กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งสามารถพยากรณ์โรคได้
ตรวจหาสาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลวหรือกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
ตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
เพื่อประเมินผู้ป่วยอย่างละเอียดทั้งก่อนผ่าตัดและหลังผ่าตัด
ตรวจวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ติดเชื้อ หรือเนื้องอกบริเวณหัวใจ
ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนทำการตรวจ อ่านเพิ่มเติม

โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ คือโรคที่เกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์เยื้อบุผนังภายในกระเพาะปัสสาวะที่ผิดปกติ โดยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะจะมีอยู่หลายชนิด
ชนิด Transitional Cell Carcinoma หรือ Urothelial Carcinoma เกิดในเยื่อบุผนังภายในกระเพาะ เป็นชนิดมะเร็งที่พบมากที่สุดของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
ชนิด Squamous Cell Carcinoma เกิดจากการติดเชื้อ อักเสบแบบเรื้อรังจากการฉายแสง หรือได้รับยาเคมีบำบัดบางชริดและเป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา
ชนิด Adenocarcinoma ชนิดแบบต่อมที่เจริญมากจากเนื้อเยื่อต่อมซึ่งเป็นเยื่อบุผิว
ชนิด Small cell carcinoma เกิดจากเซลล์ Neuroendocrine cells
ชนิด Sarcomas เกิดในเซลล์กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ
ใครที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

อายุ 40 ปีขึ้นไป หรืออาจพบได้ในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า และมักจะพบในเพศชายมากกว่าในเพศหญิง
ผู้ที่สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่ โดยผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะประมาณ 8 เท่าของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
ได้รับสารเคมีที่อันตรายบางชนิด อ่านเพิ่มเติม

ยิ่งกินยิ่งอร่อย สูงวัยฟันดี จะกี่ปีก็เคี้ยวไหว

สุขภาพฟัน และช่องปากของผู้สูงวัยเป็นเรื่องใกล้ตัว จึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเพื่อให้มีสุขภาพฟันที่ดียาวนาน เพราะปากและฟันที่สะอาดจะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกสบายและไม่เจ็บปวด ไม่มีกลิ่นปาก กินอาหารได้ตามปกติ ลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ ไม่ต้องกังวลในการเข้าสังคมและส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขมากขึ้น

ปัญหาสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ
ฟันผุและรากฟันผุ เกิดได้จากการมีช่องปากแห้ง การใส่ฟันปลอมชนิดถอดได้บางส่วน การมีอนามัยช่องปากไม่ดีเพราะความเจ็บป่วยของโรคทางร่างกาย
โรคปริทันต์ เกิดได้จากโรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง ลุกลามเป็นโรคปริทันต์อักเสบ มีผลไปถึงเอ็นยึดฟันและกระดูกเบ้าฟัน ทำให้ฟันโยก
ฟันสึก ฟันสึกในฟันกราม เกิดจากเคี้ยวอาหารแข็ง หรือกินอาหารที่มีความเป็นกรดสูงบ่อย ๆ หรือใช้เฉพาะบริเวณนั้นเคี้ยวอาหารอย่างต่อเนื่อง ฟันสึกบริเวณด้านข้างแก้มตรงคอฟัน จากการแปรงฟันด้วยแปรงขนแข็งและแปรงผิดวิธีแบบถูไปมา
น้ำลายแห้ง เกิดได้จากการรับประทานยารักษาหลายชนิดเป็นเวลานาน ทำให้เคี้ยว กลืน พูดลำบาก เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุหรืออาจพบการติดเชื้อรา และปวดแสบปวดร้อนในปาก
แผลและมะเร็งช่องปาก
แผลในช่องปาก เช่น แผลร้อนใน บาดเจ็บจากฟันปลอม แผลอักเสบมุมปาก ซึ่งเกิดจากการสูญเสียฟันหลังหลาย ๆ ซี่ หรือฟันสึกมาก ๆ หรือการใส่ฟันปลอมไม่ถูกต้อง
มะเร็งช่องปาก เกิดจากการอักเสบเรื้อรังร่วมกับการระคายเคืองที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ นาน ๆ อาจเกิดจากฟันแหลมคม ฟันปลอมที่ทำให้ระคายเคือง การกินหมากพลู อมยาฉุน สูบบุหรี่

การดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ
การทำความสะอาดฟันและช่องปาก
ควรเลือกแปรงสีฟัน ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับขนาดช่องปาก มีขนแปรงที่นิ่มและปลายมน อายุการใช้งาน 2 – 3 เดือน วิธีแปรงฟัน ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ร่วมกับการใช้ยาสีฟันชนิดครีมที่ผสมฟลูออไรด์
การทำความสะอาดฟันปลอม
ฟันปลอมชนิดถอดได้ ควรถอดทำความสะอาดหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ โดยใช้แปรงสีฟันขนอ่อนกับน้ำสบู่ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด และเมื่อเข้านอนเอาฟันปลอมแช่น้ำไว้เสมอ เพื่อไม่ให้ฟันปลอมแตกหรือแห้ง
ฟันปลอมชนิดติดแน่น ควรใช้ไหมขัดฟันสอดเข้าทำความสะอาดใต้ฟันปลอมและขอบเหงือกหลังรับประทานอาหาร อ่านเพิ่มเติม

ไวรัส RSV ของฝากที่มาพร้อมกับปลายฝนต้นหนาว

คนทั่วไปอาจยังไม่คุ้นหูกับคำว่า เชื้อไวรัส RSV เท่าไรนัก คนที่รู้จักไวรัสชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง นั่นก็เพราะ RSV คือเชื้อไวรัสสุดฮิตที่เกิดขึ้นในหมู่เด็กเล็กเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด เพราะหากพลาดไปสักนิดอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

ไวรัส RSV คืออะไร
ไวรัส RSV คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเริ่มมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก

สาเหตุและการติดเชื้อไวรัส RSV
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ หากเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการป่วยจะหายได้เอง แต่ถ้าหากเกิดในเด็กเล็ก ๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย มักติดต่อผ่านทางการ ไอ จาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงจากสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรงนั้นน้อยมาก เพราะไวรัส RSV ไม่ใช่เชื้อโรคที่ร้ายแรง

แต่สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กมาก ๆ หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เด็กที่คลอดก่อนกำหนด และมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจจะเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นการหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกัน
ผู้ปกครองสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในบุตรหลานได้โดยการพยายามให้เด็ก ๆ ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดต่อทางการสัมผัส ใส่หน้ากากอนามัยในที่ที่คนพลุกพล่าน ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ให้เด็กดื่มน้ำอย่างเพียงพอเพื่อลดภาวะขาดน้ำและช่วยขับเสมหะออกจากร่างกาย แต่ถ้าหากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่หย่านม ก็สามารถให้เด็กดูดนมได้มากที่สุดตามต้องการ แยกอุปกรณ์และภาชนะต่าง ๆ ของเด็กแต่ละคน ไม่ควรใช้ร่วมกัน อ่านเพิ่มเติม

เรื่องที่ควรรู้ก่อนใส่ “หน้ากากอนามัย” แบบไหนถึงถูกต้อง

หลังจากที่มีการประกาศเรื่องโคโรนาไวรัสที่กำลังระบาดอยู่ตอนนี้ ทำให้หลายคนตื่นตระหนกและมีการกักตุนซื้อหน้ากากอนามัยจำนวนมาก แต่แท้จริงแล้ว การป้องกันการติดเชื้อ ไม่ได้มีแค่หน้ากากอนามัย เพราะการใส่หน้ากากอนามัยไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่ต้องประกอบไปด้วยหลายอย่าง เช่น ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชน ล้างมือให้สะอาด และอยู่ให้ห่างคนที่ป่วย ทั้งหมดต้องทำควบคู่กัน จึงจะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้

ผู้ที่ควรใส่หน้ากากอนามัยควรจะผู้ป่วยที่มีน้ำมูก ไอ หรือจาม และคนที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ เช่น ขับรถแท็กซี่ ทำงานในสนามบิน โรงพยาบาล หรืออยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนมาก ๆ หรือแออัด ผู้ที่ไม่มีความเสี่ยง ไม่ควรใส่หน้ากากอนามัยโดยไม่จำเป็น เพราะทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรจนอาจเกิดปัญหาการขาดแคลนเมื่อถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้จริง ๆ

นอกจากนี้ในปัจจุบันผู้คนจำนวนมากยังขาดความรู้และความเข้าใจถึงวิธีการใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง จนทำให้ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร วันนี้เรามีวิธีการใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องและวิธีป้องกันตัวเองหากต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีหน้ากากอนามัยมาฝาก ดังต่อไปนี้

วิธีใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง
ทำความสะอาดมือก่อนใส่หน้ากาก
หันด้านที่มีสีออกข้างนอก หันด้านสีขาวเข้าตัว
จับสายจากด้านข้างแล้วคล้องที่หลังหู
กดแกนโลหะด้านบนให้แนบกับหน้า
ดึงหน้ากากด้านล่างให้ถึงใต้คาง อ่านเพิ่มเติม

มัดรวมมาให้ 9 ความเชื่อเกี่ยวกับ COVID-19 จริงชัวร์หรือมั่วนิ่ม

ฉีดแอลกอฮอล์ ใส่หน้ากากอนามัย แล้วนำมาใช้ต่อได้

ข้อมูลที่คุณรู้ ข่าวที่คุณเสพ โดยเฉพาะเนื้อหาที่แชร์ต่อ ๆ กันบนโลกออนไลน์แบบไม่มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ อาจไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป และสร้างความเข้าใจผิดได้ ดังนั้นรามาแชนแนลจึงได้รวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ COVID-19 ดังนี้

ไม่จริง : การฉีดแอลกอฮอล์ใส่หน้ากากอนามัยเป็นส่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะด้านหน้าของหน้ากากอนามัยมีการเคลือบสารกันซึมไว้ ดังนั้นการฉีดแอลกอฮอล์ ใส่หน้ากากอนามัย จะทำให้คุณสมบัติของสารกันซึมนั้นเสื่อมประสิทธิภาพ เกิดการรั่วซึมและไม่สามารถป้องกันฝุ่นหรือเชื้อโรคได้

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ลดความเสี่ยงในการเป็น COVID-19
ไม่จริง : วัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันได้เฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่เท่านั้น ไม่สามารถป้องกัน COVID-19 ได้ และในขณะนี้วัคซีนของ COVID-19 ยังอยู่ในขบวนการศึกษาวิจัย ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะสามารถนำมาใช้ได้จริงกับคน

ไม่มีไข้ก็สามารถเป็น COVID-19 ได้
จริง : ในระยะเริ่มต้นของโรคผู้ป่วยร้อยละ 50 อาจไม่มีไข้ได้ แต่หากเข้าสู่ระยะที่เป็นมากขึ้นหรือต้องนอนโรงพยาบาลผู้ป่วยกว่าร้อยละ 90 จะมีไข้ชัดเจน ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับระยะของโรค ถ้าหากเป็นวันแรก ๆ การตรวจวัดไข้อาจไม่พบได้

ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือสามารถป้องกัน COVID-19 ได้
ไม่จริง : การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเหมาะสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ คนที่มีอาการคัดจมูกหรือเป็นไซนัสอักเสบ แต่ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยที่บอกว่าการล้างจมูกจะช่วยป้องกัน COVID-19 ได้

การกินวิตามิน หรือสมุนไพร จะช่วยป้องกัน COVID-19
ไม่จริง : อย่างที่บอกไปเบื้องต้นว่าในขณะนี้ไม่มีวิตามินหรือสมุนไพรที่ช่วยป้องกัน COVID-19 เพราะกำลังอยู่ในกระบวนการศึกษาวิจัย ดังนั้นการกินวิตามิน หรือสมุนไพร ไม่สามารถช่วยป้องกัน COVID-19 ได้

หากกลั้นหายใจได้เกิน 10 วินาที แสดงว่าไม่เป็น COVID-19
ไม่จริง : การกลั้นหายใจไม่สามาถบ่งบอกได้ว่าเป็น COVID-19 หรือไม่ รวมถึงแอปพลิเคชัน หรือวิธีเช็กลิสต์ต่าง ๆ ที่ออกมาตามโซเชียลมีเดีย ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ ต้องดูที่อาการและความเสี่ยงที่เข้าเกณฑ์เป็นหลัก

คนทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากาก N95
จริง : หน้ากาก N95 ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้คนทั่วไปใส่ในชีวิตประจำวันหรือใส่เป็นเวลานาน ๆ เพราะเป็นหน้ากากที่มีคุณสมบัติป้องกันเชื้อโรคได้สูง เมื่อใส่นาน ๆ จะเกิดความอึดอัด ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องเข้าไปใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็น COVID-19 ส่วนคนทั่วไปโดยเฉพาะคนที่ไม่ป่วยสามารถใช้หน้ากากผ้าได้ เพราะประหยัดและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ อ่านเพิ่มเติม

มะเร็งในเด็กอันตรายแต่หายขาดได้ หากรู้เร็ว รักษาเร็ว

จากสถิติข้อมูลของชมรม โรคมะเร็งในเด็ก ได้ทำการรวบรวมไว้ พบว่ามีเด็กที่เป็นโรคมะเร็งประมาณ 100 คน จากประชากรเด็กในประเทศไทย 1,000,000 คน ซึ่งช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือเด็กเล็กอายุประมาณ 0-5 ปี หรือคิดคร่าว ๆ ก็คือ ในแต่ละเดือนจะมีเด็กไทยที่เป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นประมาณ 80 คน โดยโรคมะเร็งในเด็กที่พบบ่อยที่สุดคือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย รองลงมาคือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งสมอง มะเร็งชนิดก้อนของมะเร็งต่อมหมวกไต และมะเร็งไต

สาเหตุของ โรคมะเร็งในเด็ก
กลไกการเกิดโรคมะเร็งในเด็กนั้น แตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างชัดเจน เนื่องจากโรคมะเร็งในผู้ใหญ่เกิดจากพฤติกรรม และการไปสัมผัสสารก่อมะเร็งต่าง ๆ แต่โรคมะเร็งในเด็กนั้น ไม่ได้มีปัจจัยภายนอกมาทำให้เกิดโรคมะเร็ง และสามารถเป็นได้ตั้งแต่แรกเกิด หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ขณะที่กำลังแบ่งเซลล์ออกมาเพื่อสร้างอวัยวะ จนทำให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง นอกจากสาเหตุเรื่องพันธุกรรมแล้ว ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคมะเร็งในเด็กได้อย่างชัดเจน จึงทำให้ยังไม่มีวิธีการป้องกันที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน

วิธีการรักษาโรคมะเร็งในเด็ก
วิธีรักษาโรคมะเร็งในเด็กนั้น ใช้วิธีเดียวกันกับการรักษาโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ เช่น การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดโดยคำนวณปริมาณยาจากน้ำหนักตัวของเด็ก แต่ถ้าเป็นมะเร็งชนิดก้อนต้องใช้วิธีการผ่าตัด หรือการฉายแสง ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด และวิธีอื่น ๆ อ่านเพิ่มเติม