ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ (Annabelle) ตุ๊กตาผีสิงเฮี้ยนและโด่งดังที่สุด

ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ตุ๊กตาผีสิง ตัวนี้เป็นหนึ่งในเคสของ เอด และ ลอร์เรน วอลเรน นักสืบเรื่องเหนือธรรมชาติ ผู้ที่สัมผัสและมองเห็นวิญญาณ เรียกได้ว่า ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ Annabelle ตัวนี้แหละโด่งดังที่สุดกว่าทุกเคสที่ผ่านมา และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้พวกเราได้ดูกัน เรื่องราวของตุ๊กตาแอนนาเบล มีที่มาอย่างไร

เมื่อเห็นภาพนี้เพื่อนๆ หลายคนต้องบอกเหมือนกันแน่ๆ ว่า ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ของจริง น่ารักกว่าในหนังซะอีก แต่! เห็นน่ารักแบบนี้ ความน่ากลัวของแอนนาเบลล์ก็มีไม่น้อยเลยนะคะ ทำเอาหลายต่อหลายคนหลอนและเสียชีวิตมาแล้ว ..ก่อนจะชื่อว่า “แอนนาเบลล์” ตุ๊กตารุ่นนี้มีชื่อว่า “Raggedy Ann”

–  ปี 1970 ในวันเกิดของเด็กสาวชื่อ ดอนน่า แม่ของเธอได้ ซื้อตุ๊กตา Raggedy Ann จากร้านขายของเล่นเป็นของขวัญให้ลูกสาวของเธอ ดอนน่าในขณะนั้น เป็นนักศึกษาพยาบาลที่กำลังจะจบ  ดูหนังออนไลน์ฟรี และพักอยู่ในอพาร์ตเม้นต์เล็กๆ กับเพื่อนสาวนามว่า แองจี้ ด้วยความดีใจที่ได้รับตุ๊กตา ดอนน่านำมันไว้ที่หัวเตียงประหนึ่งของตกแต่ง และไม่ได้นึกถึงมันอีกเลย

–  จนอีกหลายวันต่อมา ดอนน่าและแองจี้จึงเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่แปลกประหลาดและน่าขนลุกเกี่ยวกับตุ๊กตาตัวนี้ มันเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง เปลี่ยนอิริยาบถได้เอง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการสนใจในตอนแรก จนเวลาผ่านไป การเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็เริ่มบ่อยขึ้นๆ จนเป็นที่สังเกตของทั้งคู่ เมื่อดอนน่าและแองจี้กลับมาที่ห้องแล้วพบว่าตุ๊กตาไปอยู่ที่ห้องอื่นที่ไม่ใช่ห้องที่พวกเธอเอามันไปวางไว้ บางทีก็พบว่าเจ้าตุ๊กตานั่งในท่าไขว่ห้างอยู่บนโซฟา มือก็กอดอก บ้างก็พบว่ามันลงมายืนอยู่บนขาตัวเอง พิงอยู่บนเก้าอี้ในห้องกินข้าว หลายครั้งที่ดอนน่าวางมันไว้ที่โซฟา แล้วออกไปทำงาน แต่พอกลับมาก็พบว่ามันไปอยู่ในห้องนอนของเธอทั้งๆประตูห้องปิดอยู่

–  หลังจากที่ดอนน่าและแองจี้เจอกับเหตุการณ์นี้ได้ประมาณ 1 เดือน ความน่ากลัวของตุ๊กตาแอนนาเบลล์นั้นก็ยิ่งมีมากขึ้น ทว่ามันไม่ได้ขยับที่อย่างเดียวแล้วสิ แต่ยังเขียนได้อีกด้วย!! ดอนน่าและแองจี้ก็เริ่มเจอกระดาษหนังที่มีข้อความเขียนด้วยดินสอว่า “ช่วยเราด้วย”  ลายมือนั้นดูเหมือนเป็นของเด็กเล็กๆ เรื่องสยองไม่ได้อยู่ที่ข้อความที่เขียน แต่เป็นวิธีที่มันเขียนต่างหาก ในตอนนั้น ดอนน่าไม่เคยมีกระดาษหนังที่มันใช้เขียนอยู่ในห้องมาก่อน แล้วมันมาจากไหนล่ะ?

–  คืนหนึ่ง ดอนน่ากลับมาที่ห้องแล้วพบว่าตุ๊กตาขยับอีกแล้ว คราวนี้มันขึ้นมาอยู่บนเตียงของเธอ ดอนน่านั้นคิดแต่ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของเจ้าตุ๊กตาไปเสียแล้ว แต่คราวนี้เธอเห็นบางอย่างผิดปกติ ความกลัวคืบคลานมาหา เมื่อเธอตรวจดูเจ้าตุ๊กตาแล้วพบว่ามีบางอย่างคล้ายเลือด หยดอยู่บนหลังมือและอกของมัน ของเหลวสีแดงนั้นไม่มีที่มา แต่มันน่ากลัวและดูอันตราย ดอนน่าและแองจี้จึงตัดสินใจว่าควรจะไปพบผู้เชี่ยวชาญ

–  เมื่อไม่รู้จะทำยังไง พวกเธอจึงไปติดต่อร่างทรง และก็มีการติดต่อกับวิญญาณเกิดขึ้น ดอนน่าได้รู้จักกับวิญญาณนามว่า แอนนาเบลล์ ฮิกกินส์ ร่างทรงเล่าเรื่องของแอนนาเบลล์ให้ดอนน่าและแองจี้ฟังว่า แอนนาเบลล์เป็นเด็กผู้หญิงที่เคยอยู่ตรงที่อพาร์ตเม้นต์ถูกสร้าง ซึ่งเป็นช่วงเวลาอันแสนสุขของเธอ เธอเป็นเด็กตัวน้อยๆ วัย 7 ขวบเท่านั้นตอนที่ถูกพบว่าไร้ชีวิตบริเวณทุ่งหญ้าที่ตอนนี้อพาร์ตเม้นต์ตั้งทับอยู่นั่นเอง

–  วิญญาณสาวน้อยได้บอกกับคนทรงว่าเธอรู้สึกดีกับดอนน่าและแองจี้ ทั้งยังอยากอยู่และอยากได้รับความรักจากพวกเธอด้วย เมื่อได้ฟังเรื่องของแอนนาเบลล์แล้ว ดอนน่าก็รู้สึกเห็นใจ จึงอนุญาตให้เด็กหญิงเข้ามาอยู่ในตุ๊กตาและอยู่ร่วมกับเธอได้ แต่ต่อมาไม่นาน พวกเธอก็พบว่าแอนนาเบลล์ไม่ใช่เด็กใสไร้เดียงสาแบบที่พวกเธอคิดว่าจะเป็น มันคือตุ๊กตาสยองที่มาพร้อมเรื่องเขย่าขวัญต่างหาก

เรื่องเล่าความน่ากลัว ตุ๊กตาแอนนาเบลล์
จากเพื่อนของ ดอนน่า

–  ลู เป็นเพื่อนกับดอนน่าและแองจี้ และรู้เรื่องของพวกเธอตั้งแต่วันที่ได้ตุ๊กตามา ลูไม่เคยรักใคร่เจ้าตุ๊กตานี้เลย แถมยังเตือนดอนน่าด้วยว่าเจ้าสิ่งนี้คือปีศาจและให้เอาไปทิ้งซะ แต่ดอนน่านั้นสงสารเจ้าตุ๊กตามาก และไม่เชื่อสิ่งที่ลูพูด จึงยังเก็บมันไว้ เมื่อตัดสินใจดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นความผิดพลาดมหันต์

–  ลูสะดุ้งตื่นขึ้นมาในคืนหนึ่ง และรู้สึกหวาดผวา เขาฝันร้ายอีกแล้ว แต่ครั้งนี้มีบางอย่างแปลกไป เขารู้สึกตัวเต็มตื่น แต่ขยับไม่ได้ เขามองไปรอบๆ ห้อง แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่เมื่อ เขามองลงไปที่ปลายเท้า และพบแอนนาเบลล์ มันค่อยๆ คืบคลานอย่างช้าๆ ขึ้นมาที่ขา เรื่อยมาจนถึงหน้าอกของเขา และหยุด… เสี้ยวนาทีต่อมา มันบีบคอเขาอย่างแรง ลูสิ้นเรี่ยวแรง อ้าปากพะงาบๆ เมื่อถึงจุดที่เขาไม่สามารถหายใจได้อีก เขาก็หมดสติ เขาตื่นขึ้นในเช้าวันต่อมา ไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความฝัน เขาเอาตัวออกห่างจากเจ้าตุ๊กตาและสิ่งชั่วร้ายที่สิงอยู่ในนั้นให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เผชิญกับเหตุการณ์สยองขวัญของแอนนาเบลล์เพียงครั้งเดียว

–  วันหนึ่งขณะที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวในวันต่อไป ลูกับแองจี้กำลังนั่งดูแผนที่กันอยู่ในอพาร์ตเมนท์ซึ่งสงบเงียบ ทันใดนั้น ก็มีเสียงของแตกเหมือนมีใครบุกรุก ดังมาจากห้องนอนของดอนน่า ลู เมื่อไปดูว่ามีใครหรืออะไรบุกเข้ามาหรือเปล่า เขารอจนเสียงในห้องเงียบ ก่อนจะเข้าไปแล้วเปิดไฟ ห้องนั้นว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเลย เว้นแต่แอนนาเบลล์ที่ถูกเหวี่ยงไปอยู่มุมห้อง

–  ลูตรวจดูรอบห้องแต่ก็ไม่เจออะไร แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้เจ้าตุ๊กตา เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอย่างชัดเจนว่ามีใครอยู่ข้างหลังเขา เขารีบหันกลับมาดูแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า พริบตาเดียวเขาก็รู้สึกถูกตะครุบที่หน้าอก ถึงสองครั้ง เป็นรอยข่วนและเลือดไหล เสื้อของเขาชุ่มไปด้วยเลือด เมื่อเปิดออกก็เห็นว่าอกของเขามีรอยกรงเล็บ 7 รอย 3 รอยในแนวตั้ง และ 4 รอยในแนวนอน เจ็บเหมือนเนื้อไหม้ แต่รอยเหล่านี้บรรเทาลงแทบจะในทันที เหลือเพียงครึ่งเดียวในวันต่อมา และหายไปอย่างไร้ร่องรอยในสองวัน

การสืบสวนเรื่องเหนือธรรมชาติ
ของ เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ก็เริ่มขึ้น

–  ดอนน่าเริ่มเชื่อแล้วว่า วิญญาณที่อยู่ในห้องกับเธอนั้นไม่ไช่เด็กน้อยไร้เดียงสา แต่เป็นปีศาจโดยสันดานมากกว่า หลังจากสิ่งที่ลูเผชิญ ดอนน่าก็รู้สึกว่าต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจริงๆ จังๆ สักที และได้ติดต่อบาทหลวงนามว่า คุณพ่อเฮแกน คุณพ่อเฮแกนรู้สึกได้ถึงอำนาจลี้ลับ และคิดว่าควรจะต้องหาคนที่แก่กล้ามากกว่าเขามาจัดการ จึงติดต่อไปยังคุณพ่อคุก ซึ่งเรียกหาครอบครัววอร์เรนแทบจะในทันที

–  เอ็ด และ ลอร์เรน วอร์เรน ก็ตอบรับงานในทันทีเช่นกัน และขอพบดอนน่าเพื่อเผชิญหน้ากับแอนนาเบลล์ หลังจากที่คุยกับดอนน่า แองจี้ และลู แล้ว วอร์เรนทั้งสองก็สรุปได้ว่า ตุ๊กตานั้นไม่ได้ถูกสิง แต่ถูกชักใยด้วยพลังงานชั่วร้าย วิญญาณจะไม่สิงอยู่ในสิ่งของอย่างของเล่นหรือบ้าน มันสิงคน แต่วิญญาณก็สามารถตรึงตัวเองไว้กับสิ่งของได้ เช่นในกรณีของแอนนาเบลล์ วิญญาณร้ายได้ควบคุมตุ๊กตา และสร้างภาพให้มีชีวิตเพื่อให้ได้รับการสนใจ จริงๆ แล้วมันไม่ได้อยากอยู่ในตุ๊กตา แต่มันอยากเข้าไปอยู่ในตัวคนต่างหาก

–  วิญญาณ หรือในกรณีนี้คือปีศาจชั่วร้ายจะรังควาญผู้คนเป็นหลัก แรกเริ่มก็เคลื่อนที่ตุ๊กตาไปมารอบๆ อพาร์ตเม้นต์เพื่อให้ผู้ที่อาศัยนั้นสงสัยในการมีอยู่ และได้รับความสนใจ จากนั้นก็เกิดความผิดพลาดที่ไม่คาดฝัน คือการนำคนทรงเข้ามาเกี่ยวข้อง ปีศาจร้ายจึงสร้างภาพเด็กผู้หญิงขึ้นมาติดต่อผ่านคนทรง และเด็กน้อยน่าเวทนานั้นก็ได้รับการยอมรับจากดอนน่าให้เข้ามาหลอกหลอนในอพาร์ตเม้นต์ได้อย่างเต็มที่ (เอ๋..ร่างทรงถูกหลอก) และเพราะมันเป็นปีศาจร้าย จึงเป็นที่มาของปรากฏการณ์เลวร้ายหลายอย่างที่ตามมา เริ่มด้วยท่าทางของตุ๊กตา เริ่มเขียนโน้ต ทำสัญลักษณ์โดยเอาเลือดหยดลงบนตุ๊กตา และโจมตีลูพร้อมทั้งทิ้งร่องรอยไว้ที่หน้าอก กระบวนการนี้จะดำเนินไปอีก 2-3 อาทิตย์ ก่อนจะทำการสิงสู่มนุษย์อย่างสมบูรณ์ หากไม่ทำร้าย ฆ่าใคร หรือฆ่าทุกคนในบ้านหมดเสียก่อน

–  เมื่อได้ข้อสรุปในการสืบสวนแล้ว ครอบครัววอร์เรนคิดว่า ควรจะมีการสวดเพื่อปัดเป่าวิญญาณในอพาร์ตเม้นต์ โดย คุณพ่อคุก บทสวดสำหรับบ้านนี้ มี 7 หน้า โดยจะพูดถึงแง่บวกของธรรมชาติ มากกว่าเจาะจงจะไปขับไล่ดวงวิญญาณ แต่จะเน้นไปในด้านเติมเต็มบ้านด้วยพลังที่ดีและพลังของพระเจ้า เอ็ด วอร์เรน กล่าว และตามคำขอร้องของดอนน่า ที่ไม่อยากให้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบ้านของเธออีก ครอบครัววอร์เรนจึงนำตุ๊กตาเปื่อยๆ นี้กลับไปด้วย

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน นำตุ๊กตาแอนนาเบล
กลับบ้านของพวกเขาด้วย

–  คุณพ่อคุกรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องมาไล่ผีด้วยบทสวด 7 หน้าแบบนี้ แต่เขาก็ทำงานสำเร็จ หลังจากครอบครัววอร์เรนยืนยันว่าไม่มีวิญญาณร้ายหลงเหลืออยู่ในอพาร์ตเม้นต์แล้ว พวกเขาก็พาตุ๊กตากลับไปด้วย ระหว่างกลับบ้าน เอ็ดนำตุ๊กตาไปวางไว้เบาะหลัง และลงความเห็นว่าจะไม่เดินทางไปมาระหว่างรัฐในขณะที่ยังมีวิญญาณอยู่ในตุ๊กตาแบบนี้

–  ความสงสัยของเขาไม่ผิดเลย ระหว่างทาง ครอบครัววอร์เรนรู้สึกได้ถึงความเกลียดชัง ทุกโค้งอันตรายที่ขับผ่าน เบรกและคันเร่งจะไม่ทำงาน รถหวุดหวิดจนเกือบอุบัติเหตุ เอ็ดรีบจอดรถและเปิดกระโปรงท้ายเพื่อเอาน้ำเสกศักดิ์สิทธิ์พรมตุ๊กตา ทำสัมพันธ์มหากางเขนเหนือมัน แล้วเหตุการณ์เลวร้ายก็หายไปทันที วอร์เรนทั้งสองถึงบ้านอย่างปลอดภัย

–  เมื่อถึงบ้าน เอ็ดเอาตุ๊กตาวางไว้บนเก้าอี้ ข้างโต๊ะทำงานของเขา ตุ๊กตาลอยขึ้นลงบนอากาศหลายครั้งในตอนแรก และตกลงมาเบาๆ หลายอาทิตย์ต่อมา มันเริ่มโผล่ไปห้องอื่นๆ ในบ้าน เวลาพวกวอร์เรนออกไปทำงาน พวกเขาจะล็อคมันไว้ในห้องทำงานข้างนอก เมื่อกลับมา บ่อยครั้งที่เปิดประตูบ้านแล้ว พบว่ามันนั่งอย่างสบายใจอยู่บนเก้าอี้ของเอ็ด และเจ้าตุ๊กตามักจะแสดงความเกลียดชัง เวลาที่มีบาทหลวงมาที่บ้าน

เช่น คุณพ่อเจสัน แบรดฟอร์ด นักไล่วิญญาณของคาธอลิคมาที่บ้าน เมื่อเห็นตุ๊กตานั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาก็หยิบมันขึ้นมา และพูดว่า แกมันก็แค่ตุ๊กตาเน่าๆ แอนนาเบลล์ แกทำอะไรใครไม่ได้หรอก แล้วก็โยนมันกลับไปที่เดิม ถึงจุดนี้ เอ็ดก็ร้องขึ้นมาว่า “คุณไม่ควรพูดอย่างนั้นเลย” ชั่วโมงต่อมา ก่อนเขาจะกลับ ลอร์เรนขอร้องให้บาทหลวงขับรถอย่างระมัดระวัง และโทรหาเธอทันทีที่ถึงบ้าน เธอหวาดหวั่นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระหนุ่ม แต่เขาก็จำเป็นต้องไป ชั่วโมงต่อมา คุณพ่อเจสันก็โทรกลับมาหาลอร์เรน และบอกว่า รถของเขาเบรคแตกขณะข้ามสี่แยกไฟแดง เขาเกือบตาย รถก็พังยับ นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่กี่ปีหลังจากที่นำแอนนาเบลล์มา

ตู้กระจกพิเศษเพื่อแอนนาเบลล์ !

–  ครอบครัววอร์เรนทำตู้พิเศษไว้ใส่แอนนาเบลล์ ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ออคคัลท์ (สะสมของจากเคสต่างๆ ที่เอด และ ลอร์เรน ได่เข้าไปช่วยเหลือ) ที่ซึ่งเธอพักพิงอยู่จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่เข้าไปอยู่ในตู้นี้ แอนนาเบลล์ก็ไม่ไปโผล่ที่ไหนอีกเลย แต่เธออาจเกี่ยวข้องกับการตายของชายคนหนึ่งที่ขับมอเตอร์ไซค์มาชมพิพิธภัณฑ์กับแฟนสาว หลังจากที่เอ็ดเล่าเรื่องของแอนนาเบลล์ให้ฟัง หนุ่มน้อยก็ตรงไปที่ตู้ เคาะกระจก แล้วบอกว่า ถ้าตุ๊กตาข่วนคนอื่นได้ เขาก็อยากมีรอยข่วนแบบนั้นบ้าง เอ็ดบอกกับเขาว่า ไอ้หนุ่ม ออกไปได้แล้ว และพาเขาออกไป

ระหว่างทางกลับบ้าน หนุ่มน้อยและแฟนสาวพากันหัวเราะเรื่องแอนนาเบลล์ ขณะที่เขาควบคุมรถไม่ได้ และชนเข้ากับต้นไม้ ชายหนุ่มตายทันที แฟนของเขารอดชีวิตมาได้แต่ก็ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นปีๆ เมื่อถามเธอถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอก็เล่าว่า พวกเธอกำลังขำกันเรื่องตุ๊กตา ตอนที่รถควบคุมไม่ได้ เอ็ดขอเตือนว่าอย่าแหยมกับปีศาจ ไม่มีมนุษย์หน้าไหนจะมีพลังยิ่งใหญ่กว่าซาตาน

–  หลายคนพอจะหายสงสัยกันบ้างรึยังว่า ทำไมถึงต้องนำ ตุ๊กตาผีสิง ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ใส่ไว้ในตู้ ทำไมไม่วางไว้เหมือนของอื่นๆ เหมือนของชิ้นอื่น ที่มาจากหลายๆ เคส ก็เพราะมันสร้างความปั่นป่วน น่ากลัว นำเหตุหารณ์ร้ายๆ มามากมายหน่ะสิ แถม! หน้าตู้ยังต้องเขียนป้ายกำกับด้วยว่า “ห้ามเปิด .. ด้วยความปราถนาดี” อีกทั้ง แอนนาเบลล์ยังเป็นเคสที่โด่งดังที่สุดเคสหนึ่งของ เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ในบรรดาวัตถุทางวิญญาณที่ทั้งสองทำการสืบสวนมาด้วย

“Frozen” (Disney’s) โฟรเซ่น – ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ”

อาณาจักรที่สวยงาม นามว่า “เอเรนเดลล์” พระราชา และพระราชินี มีลูกสาว 2 คน “แอลซ่า”(คนโต) และ “อันนา” คนเล็ก แอลซ่าเกิดมาพร้อมพรวิเศษที่สามารถเสกน้ำแข็งและหิมะได้ตามใจ คืนหนึ่งที่ทั้งสองได้เล่นกันท่ามกลางกองหิมะเสก แอลซ่า เผลอปล่อยมนต์ไปถูก อันนา ตรงหัว ทำให้ผมปอยหนึ่งของเธอเป็นสีขาว และตัวก็เย็นเป็นน้ำแข็ง พระราชาและพระราชินี นำลูกท้ังสองไปบนหุบเขาเพื่อหา ชาวเป่า “โทรลล์”(หินพูดได้) ผู้วิเศษ ผู้เฒ่าได้ช่วยเหลือ อันนาไว้ ด้วยการเปลี่ยนสมอง ความทรงจำเรื่องเวทมนต์ที่อันนาจำได้จะหายไป หลังจากนั้นเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายกับใครอีก… แอลซ่า และ อันนา ต้องแยกกันอยู่อย่างสิ้นเชิง อันนาไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ พี่จึงเปลี่ยนไปโดยไม่สุงสิงกับเธออีก… ส่วนแอลซ่าเองก็ต้อง ฝึกควบคุมพลังของตนให้ได้ เพื่อไม่ให้พลังนั้น ไปทำร้ายใครอีก (โดยมีถุงมือ1คู่ เพื่อฝึกสำหรับควบคุมพลังของตนได้ง่ายขึ้น)… และเพื่อไม่ให้ความลับดังกล่าว หลุดรั่วออกไป แม้กระทั่งคนในวัง และจนภายนอก….ประตู และหน้าต่างวังทุกบานถูกปิดมิดชิด… และพระราชวังก็ไม่เปิดรับใครอีก นับแต่นั้น

เรื่องยิ่งแย่ลง เมื่อ พระราชา และพระราชินี สิ้นพระชมน์กระทันหัน ด้วยอุบัติเหตุกลางทะเล
ทั้งสองคน จึงเติบโตมาอย่าง เดียวดาย ดูหนังออนไลน์ฟรี

สามปีต่อมา เมื่อ “แอลซ่า” เติบโต จนมีอายุครบ จึงจัดให้มีพิธีราชินีภิเษกขึ้น เป็นครั้งแรกที่มีงานฉลอง ประตู หน้าต่าง เปิดขึ้นเต็มที่เป็นครั้งแรกในตลอดหลายปี…. และเป็นอีกครั้งที่พระราชวังเปิดรับแขกจากต่างแดน…. ในพิธี แอลซ่าที่ยังควบคุมพลังของตนไม่ได้ดีนัก ก็กังวลจะเปิดเผยความลับต่อสาธารณะชน… และทุกอย่างจะผ่านไปได้ยาก แต่เธอก็ควบคุมมันได้…. และช่วงเวลานี้เอง… เป็นเวลาที่ “แอลซ่า” และ “อันนา” ได้พูดคุยกันในรอบหลายๆ ปี…. ในงานเลี้ยง อันนาได้พบกับ “เจ้าชายฮอน” ที่อยู่ในอาณาจักรทะเลใต้… ทั้งคู่สนิทสนมกัน จน อันนาตัดสินใจจะแต่งงานกับเขา…. (ทั้งที่เจอกันยังไม่ถึงวัน)

กลางดึกของงานเลี้ยง…อันนาพาฮอน มาพบกับ แอลซ่า เพื่อขอราชานุญาตแต่งงาน…. แอลซ่าไม่อนุญาตและเริ่มโกรธ จนควบคุมตัวเองไม่ได้…และนั่นเอง…ทำให้เธอเผยพลังที่ปกปิดมานานต่อทุกคน….
ทุกคนที่เห็น “ราชินี” ของเธอเสกน้ำแข็งได้ก็ตกใจ… ด้วยความที่กลัวทุกอย่างจะควบคุมไม่ได้ไปกันใหญ่ แอลซ่าตัดสินใจหนีออกจาก “เอเรนเดลล์” ในคืนนั้น… และด้วยอารมณ์ที่ไม่ปกติของเธอ ส่งผลให้ทั้งเมือง”เอเรนเดลล์” ปกคลุมไปด้วยหิมะ และฤดูหนาวไปตลอดกาล (ซึ่งนับวันจะยิ่งหนาวเหน็บขึ้นเรื่อยๆ)

แอลซ่า เดินทางจนถึงยอดเขาสูงทางเหนือ ในดินแดนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ…
สถานที่แห่งนี้เอง ที่เธอรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องระวังพลังวิเศษอะไร… เธอจึงเลือกภูเขาสูงแห่งหนึ่ง และสร้างปราสาทน้ำแข็งสวยงามวิจิตรไว้บนนั้น และเธอก็อยู่เพียงลำพัง

อันนา ตัดสินใจ จะตามตัว แอลซ่าพี่สาวของเธอกลับมา โดยได้มอบอำนาจการปกครอง เอเลนเดลล์ ไว้กับ​ “ฮอน”… เธอเดินทางได้ไม่ไกลนักม้าที่เธอใช้ก็พยศหนีไป ​โชคดีที่เธอไปเจอกับ “คริสติฟฟ์” ชายหนุ่มผู้ขายน้ำแข็ง และ “สเฟน” กว้างตัวใหญ่… ทั้งคู่ตกลงจะช่วยเหลือ อันนา…. ระหว่างการเดินทาง… อันนาได้พบกับมนุษย์หิมะที่มีชืวิตจริงๆ ชื่อ “โอลาฟ” พอเห็นก็รู้ทันทีว่า นี่คือ “โอลาฟ” เดียวกันกับที่ แอลซ่า และ อันน่า ร่วมกันปั้นในวัยเด็ก…. โอลาฟ เป็นผู้นำทางให้อันนา และ คริสติฟฟ์ มาพบกับปราสาทน้ำเข็งของ แอลซ่า ในที่สุด

แอลซ่าประหลาดใจ เมื่อเห็นอันนา มาถึงที่นี่… อันนาพยายามชักจูงให้พี่สาวกลับไปยังเอเลนเดลล์ และคลายมนต์ให้เมืองกลับมาอบอุ่นเหมือนเดิม… แอลซ่าปฏิเสธ ไม่ยังไม่รู้หนทางที่จะละลายน้ำแข็งและควบคุมเวทมนต์ของตนได้อย่างไร…. ทันใดนั้นเอง…แอลซ่า…เผลอปลอยมนต์ไปโดย อันนาโดยไม่ตั้งใจ…ซึ่งมนต์ครั้งนี้ ไปโดยตรง ตำแหน่ง “หัวใจ” ของอันนา พอดี….. ผลของเวทมนต์ทำจะให้ “หัวใจของอันนา จะถูกแช่แข็งทีละนิด และเสียชีวิตในที่สุด”

คริสตอฟฟ์ พาอันนามาหา “ชาวโทรลล์” อีกครั้งเพื่อหาทางช่วยเหลือ…ผู้เฒ่าบอกเพียงว่า “การกระทำแห่งรักแท้ จะช่วยละลายน้ำแข็งในใจได้”…. ทุกคนจึงตีความไปว่า “ต้องเป็นจูมพิศของรักแท้แน่นอน”
“คริสตอฟฟ์” จึงพาอันนากลับเข้าวังเพื่อมาหา “ฮอน”

ข้างฮอนเมื่อเห็นม้าที่อันนาใช้ตามหาพี่สาว กลับมาเพียงลำพัง… ก็ตัดสินใจออกจากวังไปตามหา…เขาเดินทางจนมาถึงปราสาทน้ำแข็งของ “แอลซ่า” เกิดการต่อสู่กันเล็กน้อย…เพราะมีทหาร2คนแอบแผงตัวเพื่อจะฆ่า แอลซ่า…. การต่อสู่ทำให้อุบัติเหตุเกิดขึ้น แอลซ่าโดนโคมระย้าหล่นทับ และเธอสลบไป

แอลซ่าตื่นมาอีกครั้ง และพบว่าเธอกลับมาอยู่ที่ เอเลนเดลล์ อีกครั้ง..และถูกขังอยู่ในคุก….
คริสตอฟฟ์ พน อันนา กลับมาถึงวังสำเร็จ, อันนาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฮอนฟัง และขอจูมพิศจากเขา
เขาเองได้เผยความจริงว่า เขานั้นไม่ได้รักอันนาเลย ที่ผ่านมาเพียงต้องการได้ปกครองเมืองเอเลนเดลล์
ไม่เพียงแต่เขาจะไม่จูมพิศอันนาเท่านั้น แต่ยังขังเธอไว้ในห้องที่เย็นเชียบ เพื่อให้เธอตายอย่างช้าๆ

ฮอนบอกทุกคนว่า “อันนา” ตายแล้วด้วยฝีมือของ “แอลซ่า” พี่สาวของเธอเอง
และก่อนตาย ทั้งสองได้สัญญาแต่งงานกัน ทำให้เขามีสิทธิปกครอง “เอเลนเดลล์” อย่างชอบธรรม และอย่างแรกที่เขาจะทำคือ…การประหาร แอลซ่าทิ้งเสีย

แอลซ่า หนีออกจากคุกได้สำเร็จ และอารมณ์แปรปรวนของเธอทำให้เมืองมีพายุหิมะร้ายแรงก่อตัวขึ้น
คริสตอฟฟ์ ที่เห็นว่าเมืองมีเค้าพายุหิมะ จึงคิดกลับเข้าเมืองเพื่อช่วยเหลือ อันนา
อันนา ตอนนี้รู้แล้วว่า ใครกัน คือรักแท้ของเธอ แม้ว่าร่างกายของเธอจะเริ่มกลายเป็นน้ำแข็งแล้ว
เธอยังตัดสินใจหนีออกจากวัง เพื่อตามหา คริสตอฟฟ์….
ท่ามหลางพายุหิมะร้าย… คริสตอฟฟ์ เจอกับ อันนาในระยะไกล….
ฮัน พบกับ แอลซ่า…และเล่าให้ฟังว่า อันนาตายแล้วจากฝีมือของเธอเอง…. ขณะที่แอลซ่าร้องไห้เสียใจ..
ฮันจะคิดจะใช้ดาบฟันให้เธอตายไปเสีย…
อันนาเห็นเหตุการณ์นั้นไกลๆ หล่อนต้องตัดสินใจว่า… เธอจะวิ่งไปหาคริสติฟฟ์ เพื่อจูมพิศของเธอเอง…หรือ ช่วยพี่สาวของเธอไว้

ขณะที่ฮัน เงื้อมดาบฟันไปที่ แอลซ่า… อันนาก็วิ่งเข้าไปขวางไว้…ร่างของเธอที่กลายเป็นน้ำแข็งในวินาทีนั้น เมื่อปะทะกับดาบ ทำให้ดาบของฮันดาบไป…. เหตุการณ์ทั้งหมด เกิดขึ้นท่ามกลางสายตาของ แอลซ่า คริสตอฟฟ์ และชาวเมืองทั้งหลาย

มนต์วิเศษเกิดขึ้นอีกครั้ง… เมื่อร่างที่เป็นน้ำแข็งของ อันนานั้น กลับกลายเป็นคนปกติอีกครั้ง
หัวใจที่ถูกแช่แข็ง… ได้ถูกละลายแล้ว ด้วย “การกระทำแห่งรักแท้”
โดยอันนาเอง ที่ช่วยพี่สาวไว้ โดยยอมแลกชีวิตของตนเอง

แอลซ่าเข้าใจทันทีแล้วว่า.. มนต์วิเศษของตน สามารถควบคุมได้ด้วยความรัก รักซึ่งละลายได้ทุกสิ่ง
เธอควบคุมพลัง และร่ายมนต์ให้น้ำแข็งละลาย และ เอเลนเดลล์ กลับมาอบอุ่นและงดงามดังเดิม…..

แอลซ่า ขึ้นปกครอง เอเลนเดลล์อีกครั้ง…. ฮอนถูกเนรเทศออกจากเมือง
คริสตอฟฟ์ได้รับบรรดาศักดิ์ให้ดูแลเรื่องการขายน้ำแข็งของอาณาจักร
และท้ายที่สุด ในฤดูหนาว… แอลซ่าได้เสกให้ลานกว้างหน้าพระราชวังเป็นลานน้ำแข็งที่สวยงาม
ชาวเมืองสเก็ทน้ำแข็งกันสนุกสนาน…..​และนับจากนี้ ประตูวัง จะไม่ถูกปิดอีกต่อไป

เรื่องราวคำทำนายที่ทำให้อาณาจักรหนึ่งต้องตกอยู่ภายใต้ฤดูหนาวอันเยือกเย็น และโหดร้ายตลอดกาล อันนา (พากย์เสียงโดย คริสเตน เบลล์) สาวน้อยช่างฝัน จึงร่วมมือกับ คริสตอฟ (พากย์เสียงโดย โจนาธาน กรอฟฟ์) มนุษย์ภูเขาผู้กล้าหาญ ในการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่เพื่อที่จะตามหา ราชินีหิมะ (พากย์เสียงโดย ไอดิน่า เมนเซล) และยุติคำสาปน้ำแข็งอันหนาวเหน็บที่ปกคลุมอาณาจักรแห่งนี้มาอย่างยาวนาน การผจญภัยสุดหฤโหดภายใต้สภาวะอากาศอันโหดร้ายดั่งเทือกเขาเอเวอร์เรส การเผชิญหน้ากับสัตว์ในตำนานและมนตราในทุกย่างก้าว อันนา และ คริสตอฟ ต้องฝ่าฟันและเอาชนะทุกอย่างที่มาขัดขวางการปกป้องอาณาจักรจากการล่มสลาย

ในการก้าวย่างไปสู่ดินแดนที่เราไม่รู้จัก แม้กระทั่งสำหรับราชินีผู้เข้มแข็งอย่างเอลซ่า ก็จำเป็นต้องอาศัยความกล้าหาญ ความกระตือรือร้น ความอดทน และเวทมนตร์เล็กๆ ก็ไม่เสียหายนะ แต่ก่อนที่เอลซ่าจะเริ่มออกเดินทาง ผู้กำกับคริส บัค, เจนนิเฟอร์ ลีและผู้อำนวยการสร้างปีเตอร์ เดล เวโค่ ต้องเริ่มออกเดินทางของตัวเอง หลังจากความสำเร็จที่คาดไม่ถึงของ Frozen ในปี 2013 ที่ทำให้เราได้รู้จักกับสองพี่น้องแสนน่ารัก ชาวเขามากเสน่ห์และมนุษย์หิมะที่น่าจดจำ ผู้ชื่นชอบอ้อมกอดอุ่น ๆ “เราตระหนักได้ว่ายังมีคำถามที่ยังค้างคาใจอยู่ในใจพวกเรา” ลี กล่าว “เราสงสัยว่าตอนนี้อันนาจะทำอะไรในเมื่อเธอมีทุกอย่างที่เธอต้องการแล้ว เรารู้สึกว่ามันยังมีคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบเกี่ยวกับพ่อแม่ของพวกเธอ ว่าเรือของพวกเขาแล่นไปที่ไหนในตอนที่มันล่ม และคำถามที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำไมเอลซ่าถึงเกิดมาพร้อมกับพลังเวทมนตร์”

           ทำไมเอลซ่าถึงเกิดมาพร้อมกับพลังวิเศษ ? คำตอบกำลังเรียกหาเธอและกำลังคุกคามอาณาจักรของเธอ เธอจึงเริ่มการเดินทางสุดอันตรายแต่แฝงไว้ด้วยความน่าพิศวง ไปกับ อันนา, คริสตอฟฟ์, โอลาฟ และสเฟน ใน โฟรเซ่น ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ เอลซ่ากลัวว่าพลังของเธอรุนแรงไปสำหรับโลกใบนี้  โฟรเซ่น 2 ผจญภัยปริศนาราชินีหิมะ เธอเพียงได้แค่หวังว่าพลังของเธอจะรุนแรงพอ
           Frozen ถือเป็นแอนิเมชั่นเจ้าหญิงดิสนีย์ในยุคหลังนี้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ทั้งในแง่ของคำวิจารณ์และรายได้ที่กวาดไปถล่มทลาย การสร้างปรากฎการณ์เปลี่ยนขนบที่เจ้าหญิงไม่จำเป็นต้องคู่กับเจ้าชาย หรือจุมพิตแห่งรักแท้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับชายหญิง แต่อาจเป็นพี่น้อง หรือใครก็ได้ที่มีรักอันบริสุทธิ์ นับได้ว่าเป็นก้าวใหม่ของดิสนีย์ที่พยายามฉีกขนบเดิม ๆ และปลูกฝังความคิดสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจ เพราะฉะนั้นใน Frozen 2 พวกเขาจึงไม่หยุดอยู่ที่จุดเก่า แต่อาจจะพัฒนาเนื้อเรื่องให้เปิดมุมมองใหม่ ๆ มากขึ้น

The Queen’s Gambit เกมกระดานแห่งชีวิต กับ 7 บทเรียน

The Queen’s Gambit  เกมกระดานแห่งชีวิต เป็นมินิซีรีส์ของทาง Netflix มีทั้งหมด 7 ตอน โดยทั้งหมดมีความยาวโดยประมาณ 7 ชั่วโมง เดินเรื่องโดยเน้นตัวละครเอก “เบธ ฮาร์มอน” แสดงโดย อันยา เทย์เลอร์-จอย

ในช่วงแรกที่เปิดตัว แอดมินได้ดูตัวอย่างของซีรีส์เรื่องนี้แบบผ่านๆ ก็คิดว่าน่าจะเหมือนหนังดราม่าทั่วๆ ไป ประมาณยุค 1960 แต่ก็มีความสังสัยอยู่เหมือนกันว่า หมากรุกมาเกี่ยวอะไรกับซีรีส์เรื่องนี้

หลังจากที่หนังซีรีส์ The Queen’s Gambit ได้ออกอากาศทาง ราวๆ ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2563 ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่หลายอย่าง อาทิเช่น ช่วงเดือนแรกหลังจากที่ซีรีส์นี้ออกฉายใหม่ๆ แค่ภายในเดือนแรก ก็สามารถดึงดูดผู้ชมได้สูงถึง 62 ล้านครอบครัว ยอดขาย Chess Set หรือ ชุดหมากรุก ก็ทำยอดขายได้ถึง 250% บน eBay นอกจากนี้ยังมีคนจำนวนมาก search หาคำว่า “How to play chess” ใน Google สูงสุดมากเป็นประวัติการณ์ และ จำนวนผู้เล่นหน้าใหม่ มีการสมัครเป็นสมาชิกของ chess.com เพิ่มสูงขึ้นกว่า 5 เท่าเลยทีเดียว

“ไม่ได้แล้วเราจะพลาดไม่ได้ จะตกเทรนไม่ได้” บวกกับความอยากรู้ว่า เรื่องนี้มันดีจริงอย่างที่เขาว่าไหม? ก็เลยทำให้แอดมินต้องไปหาเวลาดูมินิซีรีส์ The Queen’s Gambit กันแบบจริงจัง

“ตอนแรกกะว่าจะดูวันละตอน ในช่วงว่างๆ หลังเลิกงาน แต่หยุดไม่ได้” เพราะเรื่องราวมันน่าติดตามมาก ทำให้อยากดูต่อในตอนถัดไปในทันที เลยทำให้ดูเรื่องนี้จบภายใน 3 วันเท่านั้นเอง

เรื่องย่อ ซีรีส์อย่าง The Queen’s Gambit – เกมกระดานแห่งชีวิต
ที่เดินเรื่องราวผ่านเกมหมากรุก โดยมีตัวละครหลัก คือ เบธ ฮาร์มอน นักหมากรุกหญิงอัจฉริยะ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวของเรื่องนี้ คือ เบธ ฮาร์มอน ในวัยเด็กเธอเติบโตมาจากครอบครัวที่แตกร้าว  ดูหนังออนไลน์ฟรี ต่อมาก็ต้องมาสูญเสียคุณแม่ของเธอไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เธอไม่เหลือใคร และ ต้องถูกส่งไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

การที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เบธ ประสบปัญหาไม่สามารถเข้ากับเพื่อนๆ ได้ และ เมื่ออยู่ที่นี่ ทำให้เธอต้องได้รับยาตัวหนึ่งไปทาน (ยาระงับประสาท) ทุกวัน ซึ่งส่งผลทำให้เธอเสพติดยาตัวนี้จนโต จนวันนึง เธอได้รู้จัก “หมากรุก” เป็นครั้งแรก จากลุงภารโรงที่ชื่อว่า “คุณไชเบล” ในห้องใต้ดินของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น “คุณไชเบล” คือ ครูคนแรก และ ถือเป็นผู้สนับสนุนตัวจริง ที่ผลักดันให้เบธได้เข้าสู่วงจรของการเป็นนักกีฬาหมากรุก

และต่อมาก็มีครอบครัวนึง สนใจที่จะรับ เบธ ไปอุปการะ แต่เบธ ก็ยังไม่หยุดที่จะต่อยอดความฝันของเธอ จากเด็กที่เคยไร้เป้าหมาย กลายเป็นเด็กที่ค้นพบพรสวรรค์ของตนเองกับกีฬาหมากรุก กีฬาประเภทนี้ ถือว่าเป็นเส้นทางที่ถือว่ายากและโหดเอามากๆ ในสมัยนั้น เพราะมีแต่ผู้ชายเล่นซะเป็นส่วนใหญ่

ด้วยที่เบธ มีพรสวรรค์ด้านหมากรุกและ การแข่งหมากรุกสามารถทำเงินได้มาก ทำให้แม่ใหม่ของเธอ หลังจากที่รู้ว่า เกมกีฬาประเภทนี้ ทำเงินได้ ก็หันมาสนับสนุนเบธอย่างเต็มที่ และ กลายมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเธอ แต่ก็มาหักมุมอีก เบธ ต้องมาเสียแม่ใหม่ไปอีก จากปัญหาพิษสุราเรื้อรัง (แม่ใหติดเหล้าหนักมาก) ทำให้ช่วงชีวิตที่เหลือของเธอ เธอต้องลุยเดี่ยว แต่ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตคนเดียว เพราะยังมีเพื่อนสนิทในวัยเด็กที่คบกันที่บ้านเด็กกำพร้า และ ยังมีเพื่อนชายอีกหลายคนที่หวังดีต่อเธอ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเป็นคู่แข่งกันในเกมหมากรุก

หลายช่วงหลายตอนของซีรีส์เรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความเข้มแข็งของเบธ ที่ต้องการพิสูจน์ตนเอง ต้องการเอาชนะคู่แข่ง เบธ ค่อย ๆ สะสมชื่อเสียงและพัฒนาทักษะจากการเดินสายแข่งขันเวทีต่าง ๆ ในประเทศ จนได้เป็นแชมป์อเมริกาแทน และทำให้เบธ ได้ไปแข่ง THE CHESS WORLD CHAMPIONSHIP กับ มือหนึ่งของโลกที่ชื่อว่า “วาร์สิลี บอร์กอฟ” ชาวรัสเซีย

ในทางกลับกัน เบธ ก็ต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวังมากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัวที่ผ่านการสูญเสียแม่ถึงสองคน การเอาชนะกับอาการติดยาระงับประสาท ต้องเจอกับความผิดหวังพ่ายแพ้ให้กับเกมการแข่งขันครั้งสำคัญหลายครั้งเช่นกัน แต่ เบธ ก็สามารถผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาได้

อะไรที่ทำให้อดีตเด็กน้อยอย่างเบธ​ ที่ดูไม่มีอนาคตกลายเป็นนักกีฬาหมากรุกที่เก่งกาจเหนือผู้ชาย? และ อะไรที่ทำให้เบธสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้?

จุดจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร? เบธจะสามารถผ่านด่านสำคัญครั้งนี้ ได้หรือไม่? คงต้องไปลองติดตามชมดูนะครับ

“หลายๆ ครั้ง ที่เราได้ดูหนัง เราก็ได้เรียนรู้ส่ิงที่มีประโยชน์จากหนังเรื่องนั้นได้เช่นกัน”

สิ่งที่ได้ สำหรับเรื่อง The Queen’s Gambit หรือ เกมกระดานแห่งชีวิต มันไม่ใช่แค่หนัง หรือ มินิซีรีส์ ที่น่าดู หรือ น่าสนใจเท่านั้น แต่เรื่องนี้ ยังได้สอดแทรกแนวคิด และ บทเรียน ที่น่าสนใจหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องที่พวกเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงานได้

ดังนั้นในบทความนี้ แอดมิน จึงจะขอนำเสนอสิ่งที่แอดมินได้เรียนรู้ จากการได้ดูมินิซีรีส์ The Queen’s Gambit หรือ เกมกระดานแห่งชีวิต ซึ่งสรุปออกมาได้ 7 ประเด็น

“Get out of your comfort zone and Find your passions and purpose”
“บางทีเราต้องกล้าที่จะเปิดตาและเปิดใจ ลองทำในสิ่งที่แตกต่าง เพื่อที่จะมองหาสิ่งที่เหมาะสม หรือ สิ่งที่ใช่สำหรับตัวเราอย่างแท้จริง” ชีวิตของเบธ หากเธอยอมเดินตามรูปแบบชีวิตแบบเดิมๆ ของเด็กกำพร้าคนอื่นๆ ที่ในแต่ละวันก็ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบกติกาเดิมๆ ที่ถูกกำหนดเอาไว้ และรอคอยว่าวันนึงจะมีครอบครัวที่ดีที่จะมารับไปอุปถัมภ์ ก็จะไม่มี เบธ ฮาร์มอน นักหมากรุกหญิงอัจฉริยะ อย่างแน่นอน

ความสงสัย ความท้าทาย ความอยากลองสิ่งใหม่ ของเบธ นี่เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้เธอสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดได้ในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อที่ว่ากีฬาหมากรุกเป็นของผู้ชายเท่านั้น หรือ เด็ก ไม่สามารถลงแข่งขันในกีฬาประเภทนี้ได้ เป็นต้น

“You can chase your dreams at any age. You’re never too old” อายุ เพศ ไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการที่เราจะเดินหน้าตามล่าความฝันของตัวเราเอง แต่หลายคนกลับเอาเรื่องเหล่านี้เป็นตัวดับฝันของตนเอง ก็เหมือนกับชีวิตของเราในหลายๆ คน ที่อาจจะกลัว หรือ ไม่มั่นใจที่จะกล้าลอง หรือ กล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง ทำให้ต้องจำใจเลือกเดินทางตามรูปแบบที่ถูกคนอื่นหรือสังคมกำหนดเอาไว้

เมื่อต้องทำในงานที่ไม่ใช่ งานที่ไม่ได้ใช้ความสามารถหรือพรสวรรค์ที่ตนเองมีอย่างเต็มที่ จึงทำให้หลายคนไม่มีความสุขในการทำงาน เกิดความเบื่อหน่ายง่าย และ หากปล่อยให้เนิ่นนานไป ก็อาจจะทำให้กลายเป็นคนหมดความมั่นใจไปในที่สุด

“Don’t let people’s opinions get to you”
“บางทีเราต้องมองข้าม เลิกสนใจสายตาหรือคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่นๆ ไปซะบ้าง” เราไม่มีทางทำให้คนอื่นเข้าใจในตัวเรา หรือ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ได้อย่างแน่นอน เบธ เองก็เช่นกัน ในช่วงเข้าเรียน High School ด้วยความที่การแต่งตัวของเธอดูแตกต่าง ดูเชยในสายตาของคนหมู่มาก จึงถูกดูถูก ดูแคลนจากคนรอบข้าง เพราะเป็นเด็กถูกรับมาเลี้ยง เสื้อผ้าที่มีก็เลยเก่าและเชยมาก ถึงแม้ว่าต่อมาแม่ใหม่ได้เลือกซื้อเสื้อผ้าลดราคาให้เธอ (เพราะครอบครัวใหม่ ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร) ก็ยังไม่วายโดนดูถูกจากเพื่อนๆ ที่โรงเรียนอยู่ดี

แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอหวั่นไหวเลย ยิ่งทำให้เธอต้องหาหนทาง ที่จะทำให้ชีวิตของตนเองดีขึ้น ด้วยการพิสูจน์ตนเองบนเส้นทางที่เธอได้เลือกเองด้วยการเป็นนักหมากรุก เพราะเธอพบว่าอาชีพนี้ สามารถทำเงินได้ และ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีกฎหรือกติกาที่จำกัดอายุ หรือ จำกัดเพศในการลงแข่งขัน หลังจากที่เธอได้ลงแข่งไปเรื่อยๆ เธอก็เริ่มมีรายได้และมีชื่อเสียง เมื่อเบธ​มีเงิน เธอก็แบ่งเงินรางวัลเอามาซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ราคาแพงใส่ ทำให้คนที่เคยดูถูก ดูแคลนเธอ หันมาอยากคบหาสมาคมกับเธอ และ เธอก็กลายเป็นคนดัง ที่มีคนนิยมชมชอบไปในทันที

เรื่องการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจออยู่แล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนรับมือและมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร? หากเรามัวแต่จับจด สนใจสายตาของคนอื่นๆ และนำคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นมาคิดมากเกินไป รับรองได้ว่า สิ่งที่อยากทำและสิ่งที่อยากเป็น ไม่มีทางได้เกิดอย่างแน่นอน

เอาเป็นว่า ชีวิตของเรา เราควรกำหนดเอง ไม่ใช่ถูกกำหนดด้วย คำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น ดังนั้นอย่ากำหนดเงื่อนไขของความสุขของตัวเราเองด้วยสายตาของผู้อื่น

“Take your life into your own hands”
“เพราะชีวิตมีขึ้นและมีลงเสมอ เราต่างก็ต้องเจอกับความผิดหวังมากบ้างน้อยบ้าง ถือเป็นเรื่องธรรมดา” ชีวิตของเบธ ก็เช่นกัน ชีวิตของเธอเหมือนกับรถไฟเหาะตีลังกา มาจากจุดต่ำสุด พอถึงจุดพีค เธอก็ต้องเจอกับปัญหาและความสูญเสีย ทำให้ชีวิตก็ต้องตกต่ำลงมาอีกครา เช่น จากเป็นเด็กกำพร้า และ ได้ครอบครัวใหม่รับไปเลี้ยง แต่พอไม่นานก็ต้องมาสูญเสียแม่ใหม่ไปอีก หรือ เข้าชิงแชมป์ ก็พ่ายแพ้ เพราะด้วยความมั่นใจ (รวมไปถึงอีโก้) ที่เธอมีมากเกินไป ก็ต้องทำให้เธอต้องพบกับความผิดหว้งได้เช่นกัน

“เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ เราก็สามารถเรียนรู้ได้มากมายในวันที่เราแย่ที่สุด” เบธ ก็เช่นกันเธอได้รับบทเรียนราคาแพงจากทุกๆ การสูญเสีย และ ความผิดหวัง จนสามารถพาตัวเองกลับขึ้นมาประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง

เรื่องนี้ ก็ชี้ให้เห็นว่า ความผิดพลาดหรือความผิดหวัง ก็ถือเป็นบทเรียนของชีวิต หากเรายอมรับ เข้าใจ เราก็จะเห็นหนทางของการแก้ไข และ พัฒนาตนเอง เพื่อก้าวไปสู่ในุดที่ดีกว่าเดิมได้เสมอ แต่หากเรานำ ความผิดพลาดหรือความผิดหวัง มาเป็นตัวตีตราตนเองว่า “ตนเองเป็นคนไม่เอาไหน” หรือ โทษคนอื่นว่าเป็นต้นเหตุในเรื่องนี้ นั่นก็หมายความว่า เราได้ยอมรับและยอมแพ้ต่อโชคชะตาไปเรียบร้อยแล้ว

SPIDER MAN: INTO THE SPIDER-VERSE ภาคล่าสุดของโซนี่จะเป็นเรื่องราวของไมลส์

SPIDER MAN : INTO THE SPIDER-VERSE ภาคล่าสุดของโซนี่จะเป็นเรื่องราวของไมลส์ เด็กชายผิวสีที่ค้นพบว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในสไปเดอร์แมนอีกคน และพบว่าในจักรวาลนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่เป็นสไปเดอร์แมน เขาเริ่มออกช่วยเหลือผู้คนรวมถึงคนที่เขารักนั่นคือพ่อ ซึ่งเราจะได้เห็นสไปเดอร์แมนอีกหลายคน

นับเป็นยุคทองของสไปเดอร์แมนจริง ๆ เพราะนอกจากหนังฉบับ ทอม ฮอลแลนด์  จะไปได้ดีกับค่ายมาร์เวลจนมีภาคต่อเตรียมเข้าฉายปีหน้าในชื่อ Spider-Man: Far From Home และเกมที่ลงในเครื่อง PS4 ก็กระแสดี ยอดขายสูงจนอาจมีภาคต่อเช่นกัน แต่กระนั้นจะมาในรูปแบบไหนอีกเท่าไหร่ก็เชื่อว่าแฟน ๆ สไปดี้ก็คงยินดีที่จะอุดหนุนไม่มีทางเอียนไปง่าย ๆ เป็นดังนั้นแล้วค่ายโซนี่เลยจัดแอนิเมชั่นเข้ามาปลุกกระแสให้หนักขึ้นไปอีกในชื่อ Spider-Man: Into the Spider-Verse ซึ่งบ้านเราจะเข้าฉายหลังปีใหม่นี้เลย

ดูหนังพากไทย โดยจับความจากฉบับคอมิกส์ชื่อ Spider-Verse เมื่อปี 2014 เขียนเรื่องโดย แดน สลอตต์ ที่เนื้อหาเกี่ยวกับภัยคุกคามข้ามมิติจักรวาลของครอบครัวนักฆ่าแมงมุมของ มอร์ลัน ที่ตามล่าผู้ได้รับพลังแมงมุมในแต่ละจักรวาลมาสังเวยตามความเชื่อจนมาถึงโลกของเรา แต่สำหรับในฉบับหนังแอนิเมชั่นที่เราจะได้ดูนี้จะดัดแปลงเรื่องราวเป็นการทดลองของ วิลสัน ฟีสก์ หรือรู้จักกันดีในนาม คิงพิน มาเฟียตัวร้ายแห่งจักรวาลมาร์เวลคู่ปรับใหญ่ของสไปเดอร์แมน ที่พยายามลบความผิดพลาดในอดีตที่ทำให้สูญเสียลูกและเมียไป โดยการสร้างประตูมิติและหวังจะนำพาลูกกับเมียของตนในอีกจักรวาลหนึ่งกลับมา แต่ผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นคือจะทำให้โลกของเราเกิดการล่มสลายเพราะความทับซ้อนของต่างมิติ ทั้งยังส่งผลให้เหล่าสไปเดอร์แมนในมิติอื่นหลุดเข้ามายังโลกนี้ด้วย

ความเปลี่ยนแปลงอีกประการคือการยกตัวเอกที่ไม่ใช่ ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ในวัยผู้ใหญ่หรือเด็กมานำ  แต่เปลี่ยนมามองผ่านสายตาของ ไมลส์ โมราเลส  เด็กผิวสีที่บังเอิญได้รับพลังแมงมุมและยังหาวิธีจัดการกับพลังที่ได้รับมาอย่างยากลำบาก ซึ่งจะคล้ายกับปีเตอร์ตอนวัยรุ่นเลย สำหรับคอคอมิกส์หรือสื่ออื่นที่ไม่ใช่หนังน่าจะคุ้นเคยกับไมลส์มาพอสมควรเพราะเขาโลดแล่นในฐานะสไปเดอร์แมนแทน ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ มาได้พอสมควรแล้ว แต่สำหรับคอหนังนี่คือการตัวครั้งแรกและยังได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ของสไปเดอร์แมนที่มีมากกว่าหนึ่งคนเลยด้วย

แอนิเมชั่นนี้เป็นผลงานการกำกับของ บ๊อบ เพอซิเชตตี้ (มือเขียนบท The Little Prince (2015)ปีเตอร์ แรมซี่ย์ (ผู้กำกับ Rise of the Guardians (2012) และ ร็อดนี่ ร็อธแมน (มือเขียนบท 22 Jump Street (2014) โดยมี ฟิล ลอร์ด ที่เคยเขียนบทหนังอย่าง The Lego Movie (2014) มาดัดแปลงเรื่องราวด้วย ก็นับว่าลงตัวเมื่อมองโจทย์ว่าอยากทำแอนิเมชั่นที่มีความหลากหลายในการนำเสนอ (The Little Prince กับ Rise of the Guardians) มีมุกตลกเจือ (22 Jump Street) และสามารถผูกเรื่องราวมากมายหลายมิติหลายตัวละคร ที่ประหนึ่ง The Avengers ของจักรวาลสไปเดอร์แมนให้มารวมกันได้ลงตัว (The Lego Movie) คือมองขาดมาก

นอกจากนี้ยังมีดาราที่คาดไม่ถึงมาให้เสียงพากย์อีกทั้ง เฮลีย์ สไตน์เฟลด์ ที่กำลังร้อนแรงกับหนัง Bumblebee ก็มาให้เสียง เกวน สเตซี่ ในจักรวาลที่เธอโดนแมงมุมกัด มาเฮอร์ชาลา อาลี ดาราผิวสีที่มีลุ้นออสการ์อีกครั้งกับหนัง Green Book ที่แอบเชียร์อยู่เหมือนกันมาให้เสียง อารอน โมราเลส อาสุดรักของไมลส์ซึ่งสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตไมลส์ไม่ต่างกับลุงเบนในจักรวาลนี้เลยทีเดียว ดราหนุ่มจากหนัง Wonder Woman

อย่าง คริส ไพน์ มาให้เสียง ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ในมิติของไมลส์ซึ่งเขาสวมบทสไปเดอร์แมนมาก่อนหน้าไมลส์จะโดนแมงมุมกัด และคนที่ต้องกล่าวถึงอีกคนคือ นิโคลัส เคจ ที่ไม่เห็นชื่อแกในตารางหนังทำเงินมานานเหลือเกิน ก็มาแจมโดยให้เสียง สไปเดอร์แมนนัวร์ ฮีโร่สายดาร์กจากมิติที่ยังอยู่ในทศวรรษ 60 ด้วย

นอกจากนี้ยังมีคาแรกเตอร์เด่นอีกเพียบทั้ง เพนี ปาร์กเกอร์ เด็กสาวที่สื่อสารกับพ่อของตนเองซึ่งกลายเป็นแมงมุมอยู่ในร่างหุ่นยักษ์ ปีเตอร์ บี. ปาร์กเกอร์ สไปเดอร์แมนสุดอาภัพที่มาจากมิติซึ่งเขาล้มเหลวในชีวิตแทบทุกด้านจนหมดอาลัยตายอยากในการเป็นฮีโร่ และ สไปเดอร์แฮม หมูพลังสไปเดอร์หนึ่งเดียวในทุกมิติ ซึ่งแต่ละตัวก็มีการสร้างความแตกต่างได้อย่างน่าสนใจทั้งเพนีที่มาแบบอนิเมะ 2 มิติสไตล์อเมริกัน สไปเดอร์แฮมมาสไตล์การ์ตูนเน็ตเวิร์ค

สไปเดอร์แมนนัวร์ก็มาแบบแอนิเมชั่นขาวดำ ซึ่งล้อไปกับแนวคอมิกส์ของแต่ละตัว และยังมีการนำเสนอที่ซ้อนกันระหว่างแอนิเมชั่นและคอมิกส์ที่แปลกดี อย่างการใช้ช่องคำพูดช่องบรรยายแบบคอมิกส์มาแทนความคิดของตัวละครหลักอย่างไมลส์หลังจากได้พลัง หรือใช้ในการเล่าเรื่องเปิดตัวของสไปเดอร์แต่ละคนที่ขยี้ซ้ำ ๆ จนกลายเป็นมุกได้ฮาไปอีก และที่สำคัญซึ่งเราเล่าไม่ได้คือ ยังมีตัวละครที่แฟน ๆ สไปดี้จะต้องว้าวอีกหลายตัวเลย ซึ่งบางตัวต้องรอหลังเครดิตจบ และอยากบอกว่า สมการรอคอยมาก แบบไม่คิดว่าพี่แกจะเล่นมุกนี้จริง ๆ

โดยเฉพาะการปรากฏตัวของคนที่คุณก็รู้ว่าใครซึ่งได้มาให้เสียงเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายก่อนจากไป ก็เป็นฉากที่ทรงคุณค่ามาก ๆ (และแอบฮาด้วย)

นอกจากความสนุกและทีมงานคับคั่งที่น่าชื่นชมแล้ว ส่วนของข้อคิดและดราม่าก็เยี่ยมด้วย โดยเฉพาะการสอนกันและกันให้บทเรียนผ่านจุดบกพร่องของแต่ละตัวละคร เฉพาะอย่างยิ่ง ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ผู้สมบูรณ์แบบ ปีเตอร์ บี. ปาร์กเกอร์ผู้ล้มเหลว และ ไมลส์ โมราเลส เด็กธรรมดาซึ่งได้รับพลังแบบไม่ตั้งใจและได้มองเห็นชีวิตทั้งสองแบบจากฮีโร่หลาย ๆ คนทั้งที่เป็นตัวอย่างและบทเรียน เป็นการส่ง-รับความเข้าใจต่อคำว่า ฮีโร่ ได้อย่างเปรียบเปรยและคมคายมาก

จุดด้อยเดียวแต่อาจมีปัญหากับผู้ใหญ่ที่วัยสูงสักหน่อย คือ ความมีเอกลักษณ์ด้านภาพสูง เรียกว่าอินดี้เลยล่ะ การผสผสานแนวแอนิเมชั่นหลากหลายทั้งสองมิติสามมิติ สไตล์จัดจ้านสีสันสดใสแสบซ่าน และพร็อพเพียบทั้งกล่องข้อความเอฟเฟ็กต์คอมิกส์ ภาพแอนิเมทที่เหลื่อมเหมือนเฟรมเรตต่ำแต่ดูเป็นความจงใจที่จะสร้างสไตล์ ตลอดจนการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ววุ่นวายมาก ๆ คือต้องเป็นคนเปิดใจหรือชอบอะไรแบบนี้หน่อย บางฉากเรียกว่าเก็บรายละเอียดไม่ทันจริง ๆ แต่โดยรวมดูสนุกเมามันมาก ทว่าคนที่มีปัญหาด้านการมองภาพโมชั่นเหลื่อม ๆ อาจมีอาการเมาได้จึงต้องเตือนกันไว้ก่อน

5 Centimeters Per Second ยามซากุระร่วงโรย ” อนิเมะที่คนห่างไกลแฟนห้ามดู

ถึงแม้ใครจะบอกหรือตั้งให้ ชินไค เป็น “ที่สอง” หรือ “มายาซากิคนต่อไป” แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ชินไค ก็คือ “ชินไค – มาโคโตะ ชินไค” ที่ไม่เหมือนกับใครหรือแทนที่ใครได้ ด้วยความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผลงานกับการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกผ่านภาพและท่วงทำนองของบทเพลงได้อย่างลึกซึ้งกินใจ จนสามารถพูดได้เลยว่าในทุกองค์ประกอบของชินไคล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตและความรู้สึกที่แสนงดงาม

เป็นการเกริ่นนำถึงเรื่องราวความรักของ “ทากากิ โทโนะ” และ “ทากากิ โทโนะ” เด็กชายและเด็กหญิงที่ผูกพันธ์กันตั้งแต่สมัยประถม จนกลายเป็นรักแรกของกันและกันแต่แล้วเมื่ออาการิต้องย้ายโรงเรียนไปต่างที่ ในช่วงขึ้นมัธยมศึกษาตอนต้น ทำให้ความสัมพันธ์ของเขาและเธอต้องห่างไกลกัน มีเพียงจดหมายจากฝ่ายอาการิที่มักส่งมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ทากากิฟังเสมอ โดยที่เขาไม่เคยตอบกลับจดหมายเธอสักครั้ง

 

 

จนเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ทากากิจึงตัดสินใจนัดพบกัน และตั้งใจส่งจดหมายแทนความรู้สึกทั้งหมดที่เขามีต่อเธอ แต่แล้วระหว่างการเรอคอยที่แสนเนิ่นนานภายในชานชรารถไฟที่ไม่สามารถให้บริการได้ท่ามกลางพายุหิมะ เขาก็ได้ทำจดหมายปลิวหายไป การพบกันครั้งสุดท้ายของเขาและเธอครั้งนี้จึงมีเพียงจูบแรกอันหอมหวาน และคำมั่นสัญญาที่ผูกทั้งสองไว้ด้วยกันใต้ต้นซากุระ

Cosmonaut “นักท่องอวกาศ”

-5-Centimeters-Per-Second-(35)

 

ทากากิก้าวสู่ชีวิตนักเรียนมัยมปลาย หลังจากต้องย้ายโรงเรียนเช่นเดียวกับอาการิไปยังอีกจังหวัดหนึ่ง ที่นั่นเขาได้พบกับเพื่อนใหม่ หนึ่งในนั้นก็คือ “คานาเอะ ซุมิดะ” เด็กสาวนักโต้คลื่น ซึ่งเขาไม่เคยรู้เลยว่าเธอแอบหลงรักเขาอยู่ แม้ซุมิดะจะไม่เคยสารภาพความในใจและทำได้เพียงหาโอกาสอยู่ใกล้ๆ เขาเป็นครั้งคราว ดูหนังออนไลน์พากย์ไทย แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างในเด็กหนุ่มที่แสนใจดีสำหรับเธอคนนี้ว่า ในใจของเขานั้น ไม่มีพื้นที่เหลือให้เธอเข้าไปได้ และแม้เธอจะใกล้กับเขาเท่าไร ก็ไม่เคยสามารถเข้าถึงเด็กหนุ่มปิดใจคนนี้ได้เลยสักครั้ง

 

ทากากิยังคงติดอยู่กับคำมั่นสัญญาระหว่างเขาและอาการิ และยังคงใช้ชีวิตโดยคาดหวังว่าสักวันหนึ่งเขาและเธอจะได้กลับมาพบกัน แม้ข้อความที่เขียนพิมพ์ถึงเธอจะไม่เคยถูกส่งออกไปให้เธอรับรู้เลยสักครั้ง

ในตอนนี้จึงเป็นการเปรียบเทียบการเดินทางที่แสนโดดเดี่ยวของทากากิเหมือนกับจรวดที่กำลังทะยานสู่ความความมืดมิดในห้วงอวกาศ และทำได้เพียงเชื่อมั่นว่าจะได้เข้าใกล้ปลายทางสักวัน

Centimeters Per Second “5 เซนติเมตรต่อวินาที”

1388584342-5centimete-o

เป็นการเล่าเรื่องถึงช่วงชีวิตวัยทำงานของทากากิ ซึ่งกลายชายหนุ่มหัวใจด้านชา จมอยู่กับการทำงานที่เหมือนทำไปเพื่อต้องการไขว่คว้าอะไรสักอย่างที่ไร้ตัวจน ทั้งที่ความรู้สึกภายในกลับเต็มไปด้วยความเศร้าจากการติดอยู่แค่เพียงเรื่องราวในอดีตที่เขาไม่สามารถก้าวผ่านมาได้ ขณะที่ในฝ่ายของอาการิ เธอกำลังจะแต่งงานกับชายอีกคน เหลือทิ้งไว้เพียงความเชื่อมั่นในคำสัญญาที่ไม่มีวันเป็นจริงของเขาทั้งสอง

ทากากิ โทโนะ (遠野 貴樹 – Tōno Takaki )

ตัวละครหลัก ที่เล่าเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่วัยเยาว์ของเขาจนกระทั่งถึงตอนเมื่อเขาเติบใหญ่ ชายหนุ่มที่ยึดติดอยู่แต่เพียงเรื่องราวในอดีต จนไม่สามารถมีความสุขหรือก้าวผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเศร้าไปได้ ในวัยเด็กของเขา จำเป็นต้องย้ายที่อยู่บ่อย เนื่องจากพ่อแม่ย้ายงานบ่อย จนเมื่อได้พบอะกะริ เพื่อนผู้หญิงคนสนิทตั้งแต่สมัยประถมจนถึงมัธยมต้น จนพัฒนาจากสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนระหว่างเด็กหญิงและเด็กชาย สู่เรื่องราวความรักหญิงชาย ที่สุดท้ายทั้งสองต้องไม่ได้ลงเอยกัน หลังจากทั้งคู่ต้องเข้าศึกษาต่างที่กัน ในบทที่สองปรากฏว่า ทะกะกิเป็นสมาชิกชมรมยิงธนูที่โรงเรียน และมีฝีมือดีด้วย

อาการิ ชิโนะฮาระ (篠原 明里 Shinohara Akari )

เป็นเพื่อนผู้หญิงคนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กของทากากิ รักแรกของเขา และทั้งสองต่างมีความรู้สึกดีต่อกัน ด้วยความคล้ายคลึงกันหลายๆเรื่อง ทั้งความชอบและต่างก็มีชีวิตที่ต้องย้ายบ้านบ่อยๆ โดยเมื่อจบมัธยมต้น ครอบครัวของอาการิต้องย้ายจากกรุงโตเกียวไปจังหวัดโทะชิงิ ทำให้เธอกับทากากิต้องอยู่ไกลกัน และทำได้เพียงการเขียนจดหมายหรือโทรศัพท์ติดต่อกัน แต่สุดท้ายก็ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก้ต้องจบลง เพราะพ่ายแพ้ให้กับระยะห่างและกาารเวลา

คานาเอะ ซุมิดะ (澄田 花苗 – Sumida Kanae)

เด็กสาวเพื่อนร่วมห้องของทากากิ หลังจากเขาย้ายไปเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่จังหวัดคะโงะชิมะ เธอเป็นสาวนักโต้คลื่น มีพี่สาวเป็นครูที่โรงเรียน เธอที่ไม่มีจุดหมายปลายทางในชีวิตการเรียน และแอบชอบทากากิข้างเดียว  ความรักของเธอจึงเป็นเรื่องค่อนข้างน่าเจ็บปวด เนื่องจากแม้เธอจะใกล้กับทากากิเท่าไร เธอก็ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในสายตาของเขาได้เลย เธอจึงตัดสินใจไม่ได้บอกความในใจออกไป  ด้วยเพราะเธอสัมผัสได้ว่าเขาไม่มีพื้นที่เผื่อไว้ให้กับเธอได้ แต่สุดท้ายเธอก็ไม่อาจลืมเลือนความรักของเธอที่มีต่อทากากิได้เช่นกัน

Anime Rank A+ คะแนน 99.5/100

5 Centimeters Per Second นี่คือ ผลงานอนิเมชั่นที่สามารถถ่ายทอดงดงามของความรู้สึกเหงาอย่างลึกซึ้งกินใจที่สุด เป็นการเรียงร้อยเรื่องราวที่ทำให้รู้สึกเศร้าและอบอุ่นไปในเวลาเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยถ้อยคำบรรยายความรู้สึกซับซ้อนอะไรมากมาย แต่จะอาศัยการเปรียบเทียบเชิงวิทยาศาตร์ที่เหมือนจะไกลตัว แต่กลับสื่อออกมาได้อย่างไม่ไกลเกินกว่าใจของทุกคน และด้วยความลงตัวในทุกๆ องค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น ความความงดงามของภาพ ฉาก และทัศนยภาพต่างๆ ภายในเรื่อง ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียดและมนต์สเน่ห์สุดโรแมนติก หรือในส่วนของเพลงประกอบที่ถูกเรียงร้อยออกมากกว่า 11 เพลงที่ล้วนแล้วแต่ไพเราะจับใจและสอดคล้องไปกับอารมณ์ของภาพและเรื่องราวของอนิเมชั่นในเรื่องนี้

ทำให้… อนิเมชั่นเรื่องนี้ คือที่สุดของที่สุดของอนิเมชั่นคุณภาพเลยทีเดียว ซุึ่งหากจะให้พูดถึงข้อเดียวของอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็อาจจะเป็นในส่วนของ character ที่อาจไม่ถูกใจสำหรับแฟนๆ อนิเมชั่นที่ชอบตัวละครสวยๆ รายละเอียดเยอะๆ สักหน่อย แต่ด้วยข้อเสียเพียงจุดเดียวนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความงดงามของนิเมชั่นเรื่องนี้ลดลงเลยแม้สักนิด

โดยนอกจากเรื่องอารมณ์ของอนิเมะเรื่องนี้ที่ถือได้ว่าเป็น Best of the best แล้ว หากมองดูในรายละเอียดของผลงานของชินไคเรื่องนี้ คุณจะเห็นได้ถึงความใส่ใจในรายละเอียดสุดพิถีพิถัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของฉากและทัศนยภาพต่างๆ  ที่ชินไคยังได้รังสรรค์ออกมาได้อย่างงดงามจากสถานที่จริงที่ของในญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด

ถึงแม้ใครจะบอกหรือตั้งให้ชินไคเป็น “ที่สอง” หรือ “มายาซากิคนต่อไป” แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว… ชินไค ก็คือ “ชินไค – มาโคโตะ ชินไค” ที่ไม่เหมือนกับใครหรือแทนที่ใครได้ ด้วยความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผลงานกับการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกผ่านภาพและท่วงทำนองของบทเพลงได้อย่างลึกซึ้งกินใจ จนสามารถพูดได้เลยว่าในทุกองค์ประกอบของชินไคล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตและความรู้สึกที่แสนงดงาม

5 Centimeters Per Second ยามซากุระร่วงโรย เป็นอนิเมะของมาโกโตะ ชินไค ผู้กำกับ Your Name ซึ่งอนิเมะเรื่องนี้สร้างปรากฎการณ์ไปทั่วญี่ปุ่นและได้รับคำชื่นชมจากแฟนๆว่าเป็นอนิเมะที่มีงานภาพงดงามและให้อารมณ์หน่วงจับจิตมากที่สุดของชินไค เรื่องราวของ 5 Centimeters Per Second  เกี่ยวกับชีวิตของชายหนุ่มชื่อ โทโนะ ทากะกิ ที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่นและต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การย้ายโรงเรียนของเพื่อนสาวคนสนิท การย้ายโรงเรียนของตัวเขาเอง และการก้าวสู่ชีวิตวัยทำงาน แบ่งการเล่าเรื่องเป็น 3 พาร์ท

พาร์ท1 โทโนะ กับ อากะริ ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกันในวัยเรียน แต่แล้วอากะริต้องย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่อื่น ทั้งคู่ติดต่อกันผ่านจดหมายและนัดเจอกันในคืนหนึ่งที่สถานีรถไฟ ท่ามกลางหิมะตกหนัก ทำให้ขบวนรถไฟล่าช้า การรอคอยในขบวนรถไฟของโทโนะทำให้เขาทรมานและเป็นห่วงว่าอากะริจะเฝ้ารอ ระหว่างนั้นเอง จดหมายที่โทโนะตั้งใจเขียนเพื่อสารภาพรักได้หลุดลอยปลิวไปตามลม เมื่อถึงสถานีรถไฟ โทโนะ พบว่าอากะริ ยังคงรอเขาอยู่ ทั้งคู่ได้ออกไปเดินเล่นด้วยกันและพักค้างคืนในกระท่อมจนรุ่งสาง ที่นั่นความรักของสองคนได้เริ่มต้นขึ้น และโทโนะคิดว่า แม้เขาจะไม่ได้บอกรักออกไปในตอนนั้น แต่ทั้งคู่ก็สัมผัสความรักที่มีต่อกันได้

พาร์ท 2 โทโนะย้ายไปอยู่เมืองใหม่ โรงเรียนใหม่ โดยมี คะนะเอะ เพื่อนร่วมรุ่นที่คอยแอบชอบเขาอยู่ คอยเฝ้าติดตามอยู่ห่างๆ โดยในพาร์ทนี้จะเน้นไปที่การตัดสินใจสารภาพรักของคะนะเอะ และจุดหมายปลายทางในอนาคตของตัวละคร ว่าหลังจากจบชีวิตช่วงวัยเรียนแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป ในตอนท้ายของเรื่อง คะนะเอะ พยายามบอกกับโทโนะว่าเธอแอบชอบเขา แต่ก็พบว่า โทโนะมีใครบางคนอยู่ในใจแล้ว และได้แต่เฝ้าเหม่อลอยคิดถึงคนๆนั้นๆ

พาร์ท 3 เป็นช่วงของโทโนะ วัยทำงาน และเล่าถึงความสัมพันธ์ช่วงที่ผ่านมาระหว่างเขากับอากะริ ความสัมพันธ์กับหญิงสาวคนใหม่ที่ความรักเดินไปไม่สุดทาง เขาได้แต่หมดอาลัยตายอยาก ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่เป็นอันทำงาน จมปลักอยู่กับความทุกข์ ในขณะที่อาการิ เลือกเดินหน้าไปสู่ชีวิตรักใหม่แล้ว ในตอนท้ายเรื่อง โทโนะ และ อาการิ เดินสวนกันที่ทางรถไฟ ระหว่างนั้นขบวนรถไฟได้วิ่งผ่านไป โทโนะหันกลับมามองอีกครั้งที่ฝั่งตรงข้าม เขาไม่พบอาการิยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว โทโนะได้ยิ้มที่ริมฝีปาก และเลือกที่จะก้าวเดินจากไป

โทโนะคือผู้ชายที่ติดค้างอยู่กับอดีตที่ยังค้างคา เขาไม่ได้พูด ไม่ได้บอกรัก เพราะกลัวว่าด้วยระยะทางที่ห่างไกลกันจะทำให้อากะริจะต้องทุกข์ใจกับการรอคอย ที่แม้ว่าจะส่งข้อความหากันกี่ร้อยกี่พันครั้ง ใจของเขาทั้งสองก็ยังมีระยะห่างกันเท่าเดิม ในตอนท้ายโทโนะ ได้เห็นแล้วว่า อากะริ เลือกที่จะเดินก้าวต่อไป ไม่ได้ติดค้างกับอดีต ในขณะที่เขาก็ต้องก้าวต่อไปและปล่อยอดีตไว้เบื้องหลังได้แล้ว

การได้พบเจอใครสักคนที่ทำให้เรามีความสุขและเสียงหัวเราะ ทำให้เรายิ้มได้ และร้องไห้ได้ด้วยเช่นกัน มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป ถึงแม้คน ๆ นั้นจะทำให้คุณเสียน้ำตา แต่เชื่อว่าคุณก็ยอม เพราะคำหนึ่งคำที่คุณได้รับจากเขาคนนั้น นั่นก็คือ “ รัก ” ว้าว!!!! เปิดตัวมาแบบโรแมนติกนิดหนึ่งนะคะเพื่อน ๆ เพราะว่าเรากำลังอินมาก ๆ หลังจากได้ดูอนิเมะเรื่อง “ 5 Centimeters Per Second ยามซากุระร่วงโรย ” มันทำให้หวนคิดถึงวันวานเก่า ๆ ดีแท้แน่นอน

วันวานเก่า ๆ ที่ว่าก็คือ การที่เราได้คบใครสักคนแต่ด้วยระยะทาง ความที่ต้องได้ห่างไกลกัน จึงทำให้ต้องเลิกลากันไปในที่สุด ทั้ง ๆ ที่ถามว่ายังรักกันอยู่ไหม! ก็คงตอบได้คำเดียวเช่นเดิมว่า “ รัก ” แต่ด้วยเวลาที่นำเราออกเดินทาง ทำให้ผ่านไปไม่นานเราก็จะทำใจได้เองจ้า!  แล้วเราก็จะได้พบรักครั้งใหม่

เรื่องราวของ “ 5 Centimeters Per Second ยามซากุระร่วงโรย ” หลัก ๆ แล้วจะแบ่งออกเป็นสามช่วง มีดังนี้จ้า  ช่วงแรกจะเป็นเรื่องราวของพระเอกและนางเอกที่ได้พบกัน คือเรียนที่เดียวกันในช่วง ม.ต้น แต่แล้วต่างคนก็จะต้องได้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ปกติทั้งสองคนนี้คือย้ายไปนั่นนี่ตามครอบครัวเป็นปกติ เมื่อพระเอกนางเอกรู้ว่าตัวเองกำลังจะจากกัน จึงต่างเขียนจดหมายที่จะบอกความรู้สึกของตนแก่อีกฝ่าย และได้ทำการนัดเจอกัน แต่ในช่วงที่นัดเจอกัน โดยที่พระเอกต้องนั่งรถไฟไปหานางเอก แต่ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่หิมะได้ตกอย่างหนัก จึงทำให้ไปช้ากว่าเวลาที่นัด ทางด้านของพระเอกก็คิดว่านางเอกคงจะกลับไปแล้ว เกิดความกังวลใจตลอดทาง รวมทั้งในระหว่างที่เดินทางนั้น จดหมายที่พระเอกเขียนเอาไว้เพื่อบอกความรู้สึกกับนางเอก ก็ได้หล่นหายไปต่อหน้าต่อตาของพระเอก แต่พระเอกก็ต้องรีบไปหานางเอกเขาจึงทำได้แค่มองจดหมายที่ปลิวไป แต่เมื่อมาถึงที่นัดหมาย นางเอกก็รออยู่ แม้จะเลยเวลานัดมาหลายชั่วโมง อากาศทั้งเย็นและหนาวมาก ในช่วงที่อากาศเป็นใจนี้ จึงทำให้พระเอกได้ตัดสินใจ จูบนางเอกที่ใต้ต้นซากุระ ก่อนที่พวกเขาจะหาที่หลบความหนาวและพูดคุยกันจนถึงเช้า และนางเอกก็ได้ส่งพระเอกกลับบ้าน โดยที่นางเอกก็ไม่ได้ให้จดหมายของตนกับพระเอกแต่อย่างใด

ยิปมัน ปรมาจารย์ กังฟูสะท้านโลก

หนึ่งในตำนานที่ถูกกล่าวขาน สุดยอด ปรมาจารย์กังฟู ที่ถ่ายทอดเรื่องราวสู่ภาพยนตร์ ” ยิปมัน ปรมาจารย์ กังฟูสะท้านโลก” ที่เรารู้จักกันในชื่อ ยิปมัน ปรมาจารย์มวยหย่งชุน อาจารย์มวยของนักแสดงหนังบู๊ ตำนานฮอลลีวู้ด บรู๊ซ ลี สู่เรื่องราวที่ย้อนกลับไปในช่วงก่อนการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1949

โดยในภาคนี้ได้ “เดนนิส โต” หรือ ตู้หยี่หัง มารับบทเป็น อาจารย์ยิปมัน ที่เรื่องราวเริ่มต้นจากการให้ออกจากราชการตำรวจด้วยเหตุฆาตกรรมผู้มีอิทธิพล และยังมีการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่นเข้ามาแทรกแซง ดูหนัง ยิปมัน ปรมจารย์กังฟู ความสนุกสนานตามแบบฉบับกำลังภายในที่เราคุ้นเคยและชื่นชอบที่สนุกจึงเริ่มต้นขึ้น

“ยิปมัน ปรมาจารย์กังฟูสะท้านโลก” พร้อมให้ชมแล้วที่ทรูไอดีทีวี พิเศษเช่าชมได้ในราคาโปรโมชั่นเพียง 59 บาท ลูกค้าทรูใช้ทรูพอยต์แลกรับชมได้

เรื่องราวของอาจารย์กังฟูที่มีตัวตนอยู่จริงอย่าง อ.ยิปมัน ที่เรื่องราวของเขาเป็นที่รู้จักในฐานะ อาจารย์ผู้ฝึกสอนของราชานักบู๊ผู้ล่วงลับอย่าง บรู๊ซ ลี จนมีชื่อเสียงถึงทุกวันนี้ ทำให้มีเหล่าเสือปืนไวของวงการบันเทิงฮ่องกง ต่างหยิบเรื่องราวมาสร้างทั้งรูปแบบ ละคร และ ภาพยนตร์ ซึ่งบางเรื่องก็มีการอ้างอิงเรื่องจริงหรือแต่งเติมจินตนาการเพื่อความสนุกแก่ผู้ชม

แต่ถ้าจะพูดถึงหนังชุด อ.ยิปมัน ที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักมากที่สุด ก็คือหนังชุดที่มี ดอนนี่ เยน หรือ เจิน จื่อตัน ที่ฉายครั้งแรกในปี 2008 ซึ่งนอกจากจะประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์แล้ว ทำให้ชื่อของ ดอนนี่ เยน กลายเป็นดาวบู๊ที่โด่งดังในไทย ก่อนจะมีภาคต่ออีก 3 ภาค โดยที่ ภาคที่4 กำลังจะเข้าฉายในปีนี้

ณ เมืองฝอซาน มณฑลกว้างตุ้ง เมืองที่มีสำนักกังฟูเกิดขึ้นมากมาย ขณะที่ ยิปมัน กลับเลือกที่จะใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะ แตกต่างจากครูฝึกคนอื่นๆ แม้ว่าเขาจะมีฝีมือในวิชาเพลงมวยหย่งชุนอันเก่งกาจ เขาอาศัยอยู่กับ อาเจิน ภรรยา และ อาชุน ลูกชาย (ชีวิตจริงเขาคือผู้สืบทอดวิชาเพลงมวยหย่งชุนต่อจากพ่อ) ทุกๆวันจะมีครูมวยมาขอคำแนะนำและจบลงที่ต้องประลอง ทำให้ภรรยาไม่ค่อยพอใจเท่าไรนักในบางครั้ง

วันหนึ่ง นักเลงต่างถิ่นนามว่า จินไท่หยวนและพรรคพวกเดินทางมายังเมืองฝอซาน เพื่อประลองยุทธกับครูมวย ซึ่ง จินไท่หยวน สามารถล้มครูมวยเมืองฝอซานแทบทั้งเมือง แต่เมื่อมีคนหนึ่งบอกว่า พวกเขาจะไม่สามารถเอาชนะและพิชิตเมืองนี้ ถ้าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะ ยิปมัน ได้ ทำให้ เขาและสมัครพรรคพวกบุกไปยังบ้านของยิปมัน โดยมีมหาชนเป็นสักขีพยาน

เมื่อมาถึงบ้าน เขาจึงแสดงความจำนงว่าอยากประมือกับยิปมันเพื่อเป็นเกียรติยศกับตัวเอง แต่ยิปมันบอกว่า ไม่จำเป็นต้องมาสู้กับเขา แต่ด้วยความห้าวเป้งของ จินไท่หยวน จึงดูถูกต่างๆนาๆ ทำให้อาเจิน ยอมให้ครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษ (ภรรยาสั่งลุย ฮ่า) ในที่สุด ทั้งสองก็ประลองยุทธกัน แม้ว่าจะทำข้าวของเสียหาย ก่อนที่ ยิปมันจะปิดเกมให้เร็วที่สุดและสามารถใช้วิชามวยหย่งชุน ที่หลายคนปรามาสว่าเป็นวิชามวยของอิสตรี เอาชนะ จินไท่หยวน ดับซ่าจนออกจากเมืองในที่สุด ชัยชนะของยิปมันทำให้ชื่อเสียงเมืองฝอซาน กลับมารุ่งเรื่อง และมีหลายคนที่อยากจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของยิปมัน รวมถึง โจวชิงฉวน ที่อยากให้ลูกชายเป็นลูกศิษย์ แต่ยิปมันก็ยังคงเลือกที่จะใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนคนทั่วๆไป

วันหนึ่งเกิดเหตุสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่สอง เมื่อเหล่ากองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าโจมตีประเทศจีน ซึ่งเมืองฝอซานก็ถูกยึดทำให้หลายคนมีชีวิตยากลำบาก รวมถึงยิปมันกับครอบครัว แต่ก็ยังคงเคียงข้างไปด้วยกันอยู่เสมอ วันหนึ่งขณะที่ยิปมันทำงานอยู่ร่วมกับอดีตอาจารย์กังฟูคนอื่นๆ กองทัพญี่ปุ่นเดินทางมาที่นี่เพื่อนำสารจาก นายพลมิอูระ ที่ต้องการคนมีฝีมือในวิชากังฟู มาประลองแลกเปลี่ยนวิชา โดยไม่ว่าแพ้หรือชนะก็จะได้ข้าวสาร 1 ถุง เป็นรางวัล ซึ่งทำให้ อาจารย์เลี่ยว อดีตหนึ่งในครูมวยผู้เก่งกาจที่ล้มคนแล้วคนเล่า กลับถูก นายพลซาโต้ นายทหารคนสนิทของนายพลอิมูระยิงหลังพ่ายแพ้ในแบบการต่อสู่ สามรุมหนึ่ง ทำให้ยิปมันขอสู้เพื่อล้างแค้นในแบบ 10 ต่อ 1 ก่อนที่ยิปมันจะสยบทหารญี่ปุ่นได้

นายพลมิอูระชื่นชอบในฝีมือและอยากให้ยิปมันมาถ่ายทอดวิชาเพลงมวยให้กองทัพ แต่เขาปฏิเสธนั่นทำให้นายพลมูระทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ยิปมันมาสู้กับเขาให้ได้ ขณะเดียวกันยิปมันก็วางแผนกับครอบครัวว่าจะลี้ภัยไปตั้งต้นชีวิตใหม่ที่ฮ่องกง

อีกฟากหนึ่ง จินไท่หยวนและพรรคพวก ได้กลายเป็นโจรปล้นสะดมทำการปล้นและเรียกค่าคุ้มครอง ก่อนจะมาอาละวาดที่โรงงานของ โจวชิงฉวน ซึ่งเมื่อยิปมันได้มาถึง เขาขอให้ยิปมันช่วยฝึกมวยหย่งชุนไว้ใช้ยามป้องกันตัว ซึ่งยิปมันตัดสินใจช่วยเพื่อนและฝึกวิชามวยให้คนในโรงงานจนสามารถปราบเหล่ากองโจรได้สำเร็จ หลังจากนั้นเหล่ากองทัพญี่ปุ่นจึงบุกมายังโรงงานและจับ โจวชิงฉวน เป็นตัวประกัน ก่อนที่ยิปมันจะไปช่วยแต่ถูกกองทัพญี่ปุ่นจับได้ นายพลมิอุระ จึงยื่นข้อเสนอว่าถ้ายิปมันฝึกมวยให้กับคนญี่ปุ่นเขาจะไม่ทำร้ายตัวประกันทั้งหมด แต่ยิปมันยังยืนกรานว่าเขาจะไม่สอนวิชามวยให้ แต่จะขอสู้กับนายพลมิอูระแทน ท้ายสุดนายพลมิอุระจึงให้ทหารจับตัวไป ก่อนจะตกลง แต่จะเป็นการสู้ต่อหน้าคนนับหมื่นเพื่อเป็นประจักษ์พยานว่าวิชาวรยุทธของญี่ปุ่นเหนือกว่ามวยจีน

เมื่อถึงวันประลอง ยิปมันสามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีชาวจีนได้สำเร็จ เมื่อเอาชนะนายพลอิมามูระได้สำเร็จ แต่ก็ถูกนายพลซาโต้ยิงได้รับบาดเจ็บ จนเกิดจลาจล แต่ โจวชิงฉวน สามารถพายิปมันและครอบครัวหลบหนีออกจากเมืองฝอซานได้สำเร็จ

หลังจากหลบหนีจากเมืองฝอซานออกมาได้ ยิปมันได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กับครอบครัวที่ฮ่องกง ในปี1950 โดยได้รับความช่วยเหลือจาก อาเกา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์รุ่นน้อง ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน คอยเป็นธุระในเรื่องหาสถานที่เพื่อจะเปิดโรงเรียนฝึกมวยหย่งชุน หวังเป็นรายได้เพื่อจุนเจือครอบครัว แต่ในช่วงแรกยังไม่มีใครมาสมัครเรียน ทำให้ต้องใช้ชีวิตลำบาก จนกระทั่ง อาเหลิง เด็กหนุ่มเลือดร้อน ขอมาประลองวิชา ก่อนที่ยิปมันจะสอนประวัติศาสตร์มวยหย่งชุน จนอาเหลิง แพ้ราบก่อนจะเรียกพรรคพวกมาสู้กับยิปมันอีกครั้ง แล้วคราวนี้ยิปมันไม่ออมมือ ก่อนจะสอนบทเรียนให้พรรคพวกอาเหลิง ก่อนที่พวกเขาเลือมใสศรัทธาและขอฝากตัวเป็นศิษย์ และนับตั้งแต่นั้นมา ยิปมันก็มีลูกศิษย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพอมีรายได้จุนเจือครอบครัวในระดับหนึ่ง แล้วเขายังได้เจอ โจวชิงฉวน ที่บัดนี้กลายเป็นคนจรจัดและสติเลอะเลือน ซึ่งมาจากเหตุการณ์ที่เขากลับไปยังฝอซาน แต่ถูกทหารญี่ปุ่นยิงที่หัวนั่นเอง และเมื่อได้ฟังเรื่องเล่าจากลูกชายของเขา ยิปมันจึงฝากให้ไปทำงานกับอาเกาที่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์

วันหนึ่ง อาเหลิง ดันไปมีเรื่องกับลูกศิษย์ของอาจารย์หง เจ้าของ หมัดเพลงมวยหงกวน เดือดร้อนถึง ยิปมันต้องตามไปช่วยถึงตลาดปลา จนเกิดเรื่องราววุ่นวาย แล้วทำให้เขาได้เจอ จินไท่หยวน ที่บัดนี้กลายเป็นพ่อคน ก่อนที่อาจารย์หง จะเข้ามาดูเหตุการณ์ ก่อนจะบอกยิปมันว่า ถ้าจะตั้งสำนักมวยในฮ่องกงจะต้องได้รับการยอมรับจากครูมวยแห่งนี้ ด้วยการประลอง ก่อนที่จะถูกตำรวจจับแล้วได้รับการประกันตัว

ในวันถัดมา ยิปมันจึงไปยังโรงน้ำชาที่ซึ่งเป็นที่ชุมนุมครูมวยทั่วประเทศ โดยมีอาจารย์หงเป็นพี่ใหญ่ โดยกติกาคือ ยิปมัน ต้องสู้กับครูมวยคนไหนก็ได้ที่เสนอตัวท้าสู้ แล้วต้องชนะ ถ้าแพ้หรือตกจากโต๊ะก็จะแพ้ไป แต่ถ้าชนะก็จะได้รับการรับรองให้เปิดสำนักได้ ยิปมันต้องสู้กับครูมวยถึงสองคน ก่อนจะเอาชนะไปสบายๆ

จนเมื่อถึงคิวอาจารย์หง ทำให้การต่อสู้เต็มไปด้วยความดุเดือดชนิดไม่มีการอ่อนข้อ จนจบลงที่เสมอและให้ยิปมันเป็นสมาชิก และขอให้เก็บค่าคุ้มครอง แต่ยิปมันกลับไม่ยอมในข้อนี้ ขณะเดียวกันลูกศิษย์อาจารย์หง ไปหาเรื่องกับลูกศิษย์ของยิปมันจนทำให้ เขาต้องถูกไล่ที่ ก่อนจะไปเคลียร์ปัญหากับอาจารย์หงแบบรู้ผลกันไปข้างหนึ่ง ซึ่งอาจารย์หงเกือบทำร้ายลูกชายคนเล็ก ยิปมันช่วยไว้ได้ทันพอดี ก่อนที่จะแยกย้ายกลับบ้าน

ต่อมาอาจารย์หง ได้เจอยิปมันพร้อมกับส่งตั๋วรายการมวยสากลอาชีพ โดยมีทางอังกฤษเป็นเจ้าภาพในช่วงที่ฮ่องกงถูกปกครองโดยอังกฤษ และทำให้พวกเขากดขี่และดูถูกคนจีน วันนั้นมีแชมป์มวยสากลอาชีพ นาม ทวิสเตอร์ เขาขึ้นเวทีและเยาะเย้ย ก่อนจะทำร้ายลูกศิษย์อาจารย์หง พร้อมกับดูถูกมวยจีน  ยิปมัน ปรมาจารย์

ทำให้แต่ละสำนักของขึ้น จนเกิดวิวาทระหว่างเหล่าสำนักกับทีมงานของทวิสเตอร์ ทำให้อาจารย์หงตัดสินใจขอประมือกับทวิสเตอร์ เขาสู้จนพ่ายไปและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เพราะการเสียชีวิตของอาจารย์หง เท่ากับศักดิ์ศรีมวยจีนถูกทำลาย ยิปมันตัดสินใจบุกงานแถลงข่าว ก่อนจะขอท้าทวิสเตอร์สู้แบบตัวต่อตัว จนกลายเป็นข่าวดังข้ามคืน ขณะเดียวกันเหล่าตำรวจที่ถูกดขี่จากหัวหน้าตำรวจผู้ฉ้อฉล ก็ตัดสินใจบอกข้อมูลสำคัญให้ อาเกา ตีแผ่ความจริงที่กี่ยวข้องกับศึกมวยครั้งนี้

เมื่อวันประลองมาถึง ยิปมัน เกือบจะสิ้นท่า แต่ในยกที่สองก็สามารถแก้เกมได้ จนยกที่สาม เหล่ากรรมการเข้ามาตักเตือนว่าห้ามยิปมันใช้เท้าให้ใช้หมัดอย่างเดียว ซึ่งตอนนั้นยิปมันเกือบจะพ่ายแพ้ไปแล้วแต่เพราะเหตุการณ์อาจารย์หง ที่ทำให้ยิปมันลุกขึ้นแล้วสู้แบบไม่มีอะไรจะเสีย ก่อนจะใช้เพลงมวยสำเร็จโทษทำให้ทวิสเตอร์ไม่สามารถลุกขึ้นจนกรรมการนับ 10 ยิปมันสามารถกู้ชื่อเสียงให้กับมวยจีนได้อีกครั้ง

ใน End Credit หลังการประลองจบลง วันหนึ่งลูกชายของโจว์ชิงฉวน ได้พาคนๆหนึ่งมาให้ยิปมันได้รู้จัก เขาเป็นเด็กชายมาดกวน แล้วบอกว่าอยากเรียนวิชามวยหย่งชุนกับเขา และแนะนำตัวว่า “หลี่เสี่ยวหลง” หรือที่รู้จักในเวลาต่อมาในนาม “บรูซ ลี” นั่นเอง แต่ อ.ยิปไล่กลับบ้าน รอให้โตแล้วมาใหม่

เรื่องราวของ ผีแม่ชี (The Nun)

The Nun เป็นภาพยนต์สยองขวัญกำกับโดย Corin Hardy เขียนบทโดย Gary Dauberman เป็นเนื้อเรื่อง spin-off มาจากภาพยนต์เรื่อง The Conjuring 2 เป็นเรื่องราวยองขวัญเกิดขึ้นในโรมาเนีย ปี 1952 ตัวฉายเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2018 โดย Warner Bros. Pictures ทำรายได้มากถึง 361 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของด้านกระแสวิจารณ์ถือว่าพอรับได้ โดยส่วนใหญ่แล้วหลายคนบอกกันเป็นเสียงเดียวว่าหนังเน้นฉาก Jump Scares มากเกินไป เป็นรูปแบบของฉากที่ถ่ายทำมาให้ผู้ชมตกใจ จากการโผล่มาแบบกระทันหันของตัวละคร

ตัวหนังได้รับอิทธพลมาจากคดีสืบสวนของ Ed and Lorraine Warren โดยต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหนือธรรมชาติในคราบปีศาจที่เรียกกว่า Valak ปรากฎตัวครั้งแรกในภาพยนต์ The Conjuring 2 รวมถึงในโผล่มาให้เราตกใจในตอนจบของ Annabelle: Creation ตัว Valak นั้นมีประวัติย้อนกลับไปได้หลายร้อยปีก่อน ในสมัยก่อนตัวจริงของ Valak ไม่ได้ปรากฎให้เห็นเป็นแม่ชี แต่แม้แต่ในคราบผู้หญิงเลยด้วยซ้ำ ตามในบันทึกของ The Lesser Key of Solomon เป็นหนังสือที่กรีมั่วร์เก่าแก่ทีเต็มไปด้วยเรื่องราวเหนือธรรมชาติ เช่นการอัญเชิญปีศาจ Gary Dauberman การสร้างเครื่องราง ของขลังที่ถูกนำมาแปลโดย S.L MacGregor Mathers ในปี 1904

ในบางส่วนของหนังสือพาเราย้อนกลับไปไกลกว่าถึง King Solomon  ดูหนังออนไลน์ฟรี เขาเป็นคนที่ได้ติดต่อกับ Valak และปีศาจนับไม่ถ้วน เราสามารถสะกดชื่อเป็นอย่างอื่นได้อีกไม่ว่าจะเป็น Valac Ualac Lau หรือ Volac ขึ้นอยู่กับตามสถานที่ แต่ยังคงความหมายถึงปีศาจตนเดียวกัน กล่าวว่าตัวตนของ Valak

มักจะปรากฎให้เป็นในคราบของเด็กไร้เดียงสา ที่มาพร้อมกับมังกรสองหัว ครอบครองความรู้ที่มากเกินจินตนาการ สามารถสั่งการกองทัพปีศาจ 30 กองซึ่งมีทหารนับล้านที่อยู่ภายใต้อาณัติ แต่ไม่เคยมีคำใดของหนังสือเล่มนั้น ที่จะกล่าวถึงการที่ Valak ปรากฎตัวในคราบของแม่ชีเลยแม้แต่น้อย

การที่ได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของ Valak อาจจะทำให้เรามองดูไม่ค่อยสมเหตุผลเลยเมื่อกลับไปดูหนังใน The Nun ซึ่งตัวปีสาจ Valak เป็นถึงผู้บัญชาการกองทัพปีศาจของนรก ต้องมาดูมันมานั่งหลอกหลอนคนในวัดเหมือนกับผีธรรมดาทั่วไป การที่มันปรากฎตัวเป็นแม่ชี คาดกันว่ามันต้องการทดสอบความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าของ Lorraine Warren แต่มันก็ไม่สมเหตุผลอยู่ดี เพราะที่ผ่านมาเราได้เห็นใบหนาของมันภายใต้หน้ากากแม่ชีมาก่อนหน้านี้แล้ว แถมยังมีความสามารถในการบดการมองเห็น ทำให้มันกลายเป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของคู่หู Warren ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ยังมีกล่าวว่ามันมีส่วนในเหตุการณ์ Annabelle แต่ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ด้วยความสำเร็จอย่างล้นหลาม ซึ่งถูกกล่าวขานถึงความน่าสะพรึงกลัวของตัวละครปีศาจ ‘Valak’ ในภาพยนตร์สยองขวัญเหนือธรรมชาติ ‘เรื่อง The Conjuring 2’ จนกระทั่งนำมาสู่เนื้อเรื่องแยกของตัวเอง ‘The Nun’ หากแต่ผีแม่ชีที่หลายๆ เรียกกันนั้นความจริงแล้วไม่ใช่ผี หากแต่เป็นอีกร่างหนึ่งของปีศาจ นาม ‘Valak’ ซึ่งมีเรื่องราวเป็นของตัวเองในคัมภีร์ทูตผีจากอดีตด้วย

ถ้าอ้างอิงจากตำราโบราณ Valak มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ?

ปีศาจ Valak ได้เลือกใช้ร่างของแม่ชีใน The Nan หากในส่วนเนื้อหา ซึ่งปรากฏอยู่ตามตำราต่างๆ ไม่เคยมีตำราเรื่องใดกล่าวอ้างว่า Valak ปรากฏตัวในร่างของแม่ชี หากแต่จะมาในร่างของเด็กมีปีกเทวดาและขี่มังกร 2 หัว เชี่ยวชาญทางค้นหาขุมทรัพย์ และมีบริวารปีศาจอีก 30 ตน หนึ่งในตำนาน มีการกล่าวขานถึงปีศาจ Valak ซึ่งชัดเจนมากที่สุด คือ The Lesser Key of Solomon ซึ่งเป็นตำรามนต์ดำที่มีความลึกลับและน่ากลัวอัดแน่นอยู่มากมาย

ปีศาจ Valak ในภาพยนตร์ The Nun ได้รับอิทธิพลมาจากตำนานขนาดไหน ?

James Wan ผู้กำกับชื่อดัง ได้ออกมากล่าวว่าไว้ว่าตัวละครปิศาจแม่ชีในภาพยนตร์นั้น ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจาก Lorraine Warren นักมารวิทยา ซึ่งเธอสามารถสัมผัสได้ถึงแรงหลอนของปีศาจตนนี้ ซึ่งเข้ามาวนเวียนอยู่ภายในเคหะสถานของเธอ และมันมาในรูปแบบเงา อันน่าสะพรึงกลัว คล้ายกับพายุหมุนอันดำมืดที่มีความรุนแรง ซึ่งมาพร้อมกับผ้าคลุมอันแสนลึกลับ

ทำให้ปีศาจ Valak ที่ปรากฏตัวอยู่ในตำนานต่างๆ มีค่อยเกี่ยวกับการสิงสู่ร่างแม่ชี Valak ในภาพยนตร์เท่าไหร่ ทั้งนี้ก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำ ผู้กำกับคิดการณ์ว่าอาจจะต้องมีการใช้ CGI เข้ามาช่วยสร้างปีศาจตนนี้ ให้มีความสะพรึงมากยิ่งขึ้น หากแต่ด้วยความรู้สึกเพียงอย่างเดียวอาจไม่น่ากลัวเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เข้าถึงความกลัวถึงขีดสุดสุด เขาจึงเลือกที่จะใช้นักแสดงจริงๆ มาแสดงเป็นปีศาจร้ายแทน

The Nun มีส่วนมาจากเรื่องจริงหรือไม่ ?

สำหรับ The Nun นี้ไม่ได้อ้างอิงเหมือนดังเช่น Conjuring และ Annabelle แม้แต่นามของ Valak เองก็ได้มาจากตำนานที่กล่าวขานกันมาเท่านั้น

สำหรับเนื้อเรื่องภาพยนตร์นี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Name of the Rose ปี ค.ศ. 1986 ซึ่งมีการเล่าเรื่องราวของนักบวชกับลูกศิษย์ ออกเดินทางไปสืบเรื่องราวการตายของนักบวชที่เสียชีวิตอย่างปริศนา ซึ่งพวกเขาเชื่อว่ามีปีศาจตนหนึ่งเป็นเบื้องหลังของเหตุทั้งหมดนี้ โดยเนื้อหาที่มีความแตกต่างกัน ก็คือตัวร้ายที่แท้จริงใน The Name of The Rose เป็นมนุษย์ หากแต่ใน The Nun จะเป็นปิศาจนั่นเอง

แม่ชีสาวจากโบสถ์เงียบแห่งหนึ่งในโรมาเนีย ได้ปลิดชีวิตตนเองลง นักบวชผู้ที่ถูกอดีตตามหลอกหลอน และแม่ชีฝึกหัดจากวาติกัน จึงถูกส่งไปเพื่อสืบหาสาเหตุ พวกเขาค้นพบสาสน์ลับจากปีศาจ ไม่เพียงชีวิตที่ตกอยู่ในอันตราย ทว่ายังรวมไปถึงชะตากรรม และจิตวิญญาณของพวกเขาเอง พวกเขาต้องเผชิญกับพลังงานที่มุ่งร้ายในรูปลักษณ์แม่ชีปีศาจ ที่เคยสร้างความสยดสยองแก่ผู้ชมทั่วโลกมาแล้วใน The Conjuring 2 เช่นเดียวกับโบสถ์ที่ต้องกลายมาเป็นสถานที่ต่อสู้อันน่าสยดสยองระหว่างผู้มีชีวิตและวิญญาณร้าย

หลังจากปรากฎตัวให้เราสะพรึงกันไปแล้วใน The Conjuring 2 กับปีศาจสุดร้ายกาจ วาลัค ที่จำแลงร่างมาในรูปลักษณ์ของตัวแทนแห่งพระผู้เป็นเจ้า อย่าง แม่ชี ในปีนี้ได้เวลาที่จักรวาลผีสิง จะมาเล่าเรื่องราวย้อนกลับสู๋จุดกำเนิดของความน่ากลัวทั้งหมดใน The Nun เรื่องราวเริ่มต้นก่อนเกิดทุกเหตุการณ์ใน The Conjuring เริ่มต้นก่อนหน้าแม้กระทั่ง Annabelle: Creation ในยุคที่ไฟสงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งจะมอดดับไปได้ไม่นานในปี 1952

เหตุการณ์เกิดขึ้นในวิหารในประเทศโรมาเนีย ที่ตั้งของสำนักแม่ชีเงียบ สถานที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม แต่ในคืนหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น เมื่อมีแม่ชีคนหนึ่งได้ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคออย่างเป็นปริศนา ทำให้สำนักวาติกันต้องส่งนักบวช ‘คุณพ่อเบิร์ก’ และแม่ชีฝึกหัด ‘ซิสเตอร์ไอรีน’ มาสืบหาความจริงเบื้องหลังการฆ่าตัวตายครั้งนี้ ยิ่งสืบสวน ยิ่งมองเห็นความดำมืดของวิหารศักดิ์สิทธิ์หลังนี้ ความเป็นมาของมันเต็มไปด้วยอาถรรพ์ซึ่งจะพาทุกคนย้อนไปสู่จุดเริ่มต้นที่ทำให้ วาลัค ออกมาอาละวาดได้

เรื่องที่น่ารู้เกี่ยวกับ “เพนนีไวซ์” ปีศาจตัวตลกจาก IT

ขึ้นแท่นหนึ่งในอสุรกายที่น่ากลัวที่สุดใน หนังฮอลลีวู้ด ไปตั้งแต่ออกมาปรากฏโฉมใน IT : Chapter one (2017) ไปแล้ว ด้วยความที่ เพนนีไวซ์ เป็นอสุรกายที่มากไปด้วยอิทธิฤทธิ์และอภินิหารมากมาย แต่ความโหดดุก็ไม่ได้น้อยไปกว่าปีศาจรายอื่น จึงทำให้ IT ถูกพูดถึงในฐานะหนังสยองขวัญที่มีความสยองมากในยุคหลังนี้ ส่งผลให้หนังทำรายได้ถล่มทลายไปกว่า 700 ล้านเหรียญ ขึ้นตำแหน่งแชมป์ หนังสยองขวัญ ที่ทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาล

เพนนีไวซ์ เป็นหนึ่งในปีศาจที่ สตีเฟน คิง ปรมาจารย์นิยายสยองขวัญเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นมา ให้มีภาพลักษณ์เป็นตัวตลกผมแดง จมูกแดง หน้าขาวอย่างที่เราคุ้นเคยกัน และคนแรกที่ถ่ายทอดภาพลักษณ์ความสยองของเพนนีไวซ์จากตัวหนังสือให้ออกมาเป็นภาพก็คือ ทิม เคอร์รี เขารับบทเป็น “เพนนีไวซ์” ใน IT เวอร์ชันมินิซีรีส์ 2 ตอนจบเมื่อปี 1990 ฝีมือของทิม เคอร์รี ได้รับการสรรเสริญว่าทำให้เพนนีไวซ์ดูน่าขนพองสยองเกล้ามาก และอยู่ในความทรงจำผู้คนมาเกือบ 30 ปี จนกระทั่ง IT ถูกหยิบมาสร้างอีกครั้งในรูปแบบภาพยนตร์ ทำให้ บิลล์ สการ์สการ์ด นักแสดงหนุ่มผู้ได้รับมอบหมายให้เป็น “เพนนีไวซ์” คนใหม่ ต้องได้รับความกดดันอย่างสูงที่จะต้องสร้างภาพลักษณ์ให้กับเพนนีไวซ์ที่จะต้องน่ากลัวไม่แพ้เวอร์ชันของทิม เคอร์รี และจะต้องไม่ยึดถือแนวทางการตีความของทิมมากเกินไป ซึ่งบิลล์ ก็ทำออกมาได้ดีและเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้ IT : Chapter one ประสบความสำเร็จ ดูหนังออนไลน์ไทย

5 กันยายน นี้ เพนนีไวซ์จะกลับมาอีกครั้งด้วยความแค้นต่อ “แก๊งขี้แพ้” ที่กำราบมันลงได้เมื่อ 27 ปีก่อน เพนนีไวซ์ในรอบนี้จะกลับมาพร้อมความอาฆาตพยาบาท และพัฒนาทักษะในการเล่นกับความกลัวของเหยื่อมากขึ้น เพราะ”แก๊งขี้แพ้”ทำให้มันได้สัมผัสความกลัวเป็นครั้งแรกตั้งแต่ถือกำเนิดมา แต่ก่อนที่จะไปสัมผัสกับความสยองครั้งใหม่ของเพนนีไวซ์ มาทำความรู้จักกับเจ้าปีศาจตัวตลกรายนี้ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มอรรรถรสในการชม IT : Chapter Two และนี่คือ 10 เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับเพนนีไวซ์ ที่บางเรื่องคุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้

เพนนีไวซ์ อยู่มาก่อนจักรวาลถือกำเนิดเสียอีก

IT เป็นนิยายลำดับที่ 18 ของสตีเฟน คิง ชื่อเรื่อง IT นั้น สตีเฟน คิง ตั้งใจแทนตัวตนของ “เพนนีไวซ์” อสูรร้ายของเรื่อง ที่ไม่ใช่ชื่อว่า “เพนนีไวซ์” ก็เพราะว่าร่างเพนนีไวซ์เป็นเพียงร่างหนึ่งที่มันโปรดปรานเท่านั้น “มัน” ในที่นี้ไม่มีตัวตนภาพลักษณ์ที่แน่นอน ไม่มีเพศ ไม่มีอายุที่แน่ชัด สตีเฟน คิง ได้บรรยายที่มาของ “มัน” ไว้ว่า มันถือกำเนิดในมิติที่ชื่อว่า “มาโครเวอร์ส” มันอยู่ที่นั่นมาก่อนที่จะจักรวาลของเราจะถือกำเนิดเสียอีก แล้วมันก็เข้าโลดแล่นในจักรวาลของเรา แล้วก็มาตกลงบนโลกในยุคดึกดำบรรพ์ “มัน”เลือกที่จะจำศีลเป็นเวลายาวนานนับแต่นั้น มาตื่นขึ้นในศตรวรรษที่ 18 ในเมืองเดอร์รี ที่มันยังคงเลือกอยู่ในเมืองนี้มานับแต่นั้น หลังจากตื่นขึ้นมา มันก็เริ่มสร้างวัฏจักรการดำรงชีพของมัน ด้วยการบริโภคความกลัวของมนุษย์เป็นอาหารหลัก แล้วก็กลับไปจำศีลเป็นเวลา 27 ปี แล้วก็ตื่นขึ้นมาล่าเด็ก ๆ ในเมืองเดอร์รีอีกครั้ง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา “มัน”อยู่เบื้องหลังการหายสาบสูญของชาวเมืองเดอร์รีแล้วกว่า 300 ชีวิต

มันคือมนุษย์ต่างดาวที่มาพร้อมพลังพิเศษ

เพราะถือกำเนิดมาจากโลกต่างมิติ เพนนีไวซ์จึงมาพร้อมพลังพิเศษที่เหนือกว่ามนุษย์โลกมากมาย ในฉบับนิยายนั้น สตีเฟน คิง ได้บรรยายพลังและความสามารถของเพนนีไวซ์ไว้มากมาย หลัก ๆ ที่ยังคงถ่ายทอดมาให้เห็นในหนังด้วยก็เช่นการเล่นสนุกกับความกลัวของเหยื่อ เพนนีไวซ์จะอ่านเข้าไปในจิตของเหยื่อได้ จนรู้ว่าเหยื่อกลัวอะไร แล้วมันก็จะแปลงร่างเป็นตัวที่เหยื่อกลัว ในฉบับนิยายมันเคยแปลงร่างเป็น แดรกคูลา และ มัมมี่ มาแล้ว

อีกความสามารถพิเศษที่น่ากลัวของเพนนีไวซ์คือการควบคุมจิตใจของเหยื่อให้เห็นภาพตามที่มันต้องการได้ อย่างตอนที่มันจะล่อเด็กให้มาเป็นเหยื่อ มันจะเสกลูกโป่งสีแดงออกมาล่อให้เด็กวิ่งตามไปจนถึงที่กบดานของมัน ไม่เพียงแค่สร้างภาพมายาเท่านั้น เพนนีไวซ์ยังสามารถสร้างเสียงและกลิ่นที่เจาะจงเฉพาะเหยื่อของมันเท่านั้นที่สัมผัสได้ พลังของมันเคยแก่กล้าถึงขั้นควบคุมสภาพอากาศ สร้างพายุและฟ้าผ่าได้อีกด้วย ความชั่วร้ายของมันถึงขนาดที่ว่าใช้มือสัมผัสต้นไม้แล้วต้นไม้ก็จะเหี่ยวเฉา

มีความสามารถคล้ายกับ เฟรดดี้ ครูเกอร์

เฟรดดี้ ครูเกอร์ จากแฟรนไชส์ Nightmare on Elm.Street หนึ่งในปีศาจอมตะจากฮอลลีวู้ด ที่แฟนหนังคุ้นเคยกันดีกับเอกลักษณ์ปีศาจหน้าเละ ใส่หมวกปีกกว้างและเสื้อลายขวาง ผู้มีถุงมือกรงเล็บเป็นอาวุธ เฟรดดี้ ครูเกอร์ จะไม่ปรากฏตัวจริงออกมาเป็นรูปกายที่จับต้องได้ แต่จะสังหารเหยื่อในความฝันเท่านั้น และในความฝันนั้นคือดินแดนของเฟรดดี้ ครูเกอร์ ที่มันจะควบคุมจิตการรับรู้ของเหยื่อได้ทั้งหมด มันจะลงลึกไปถึงจิตใจเหยื่อเพื่อค้นหาว่าเหยื่อกลัวอะไรมากที่สุด แล้วเฟรดดี้ก็จะพาจิตใจของเหยื่อให้ไปเจอกับสิ่งนั้น

ด้วยวิธีการสนุกกับความกลัวของเหยื่อนี้ เป็นแนวทางเดียวกับที่เพนนีไวซ์ก็ชื่นชอบที่จะทำให้เหยื่อกลัวจนถึงขีดสุดก่อนจัดการเหยื่อ แล้วทั้งคู่ก็ยังมีความสามารถในการแปลงร่างเป็นใครก็ได้ เพียงแต่เพนนีไวซ์จะเหนือกว่าตรงที่สามารถสร้างภาพมายาให้เหยื่อเห็นได้บนโลกจริง แต่เฟรดดี้ ครูเกอร์ ถูกกำหนดขอบเขตไว้แค่ในโลกความฝัน

เชื่อมโยงกับนิยาย The dark Towers

ทั้ง IT และ The Dark Towers ต่างเป็นนิยายชื่อดังของสตีเฟน คิง แล้วทั้งคู่ก็ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แล้วยังออกฉายห่างกันแค่เดือนเดียว แม้ The Dark Towers จะไม่ได้ไปต่อ แต่ก็ยังดีที่ IT กลับได้รับเสียงชื่นชมและทำรายได้ดี ก็ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่ว่านิยายทั้ง 2 เรื่องนี้ ออกฉายไล่ ๆ กัน แล้วเวอร์ชันนิยายก็ยังมีเนื้อหาบางส่วนอ้างอิงถึงกัน อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้

ถึงถิ่นกำเนิดของเพนนีไวซ์นั้นมาจาก “มาโครเวอร์ส” จักรวาลต่างมิติ และไม่ได้มีเพียงเพนนีไวซ์ที่มาจากมิตินั้น ยังมีเต่ายักษ์นามว่า “มาตูริน” ที่ตาม ออกมาด้วย กลายเป็นว่าเจ้าเต่ามาตูริน คือคู่ปรับตลอดกาลของเพนนีไวซ์

และเป็นศัตรูรายเดียวที่เพนนีไวซ์รู้สึกขยาด แล้วเจ้าเต่ามาตูรินนี่แหละที่ข้ามไปมีบทบาทใน The Dark Towers อีกด้วย มันถูกพูดถึงในฐานะ 1 ใน 12 ผู้พิทักษ์แห่งแสงที่ช่วยค้ำจุนการคงอยู่ของ The Dark Towers

ส่วนในหนัง The Dark Towers ก็มีอีสเตอร์ เอ้ก ที่อ้างอิงถึงเพนนีไวซ์ด้วย เป็นฉากสวนสนุกร้าง แล้วก็มีซากปรักหักพังเครื่องเล่นที่แสดงป้ายชื่อว่า “PENNYWISE”

เพนนีไวซ์ อยู่ในอันดับที่ 8 ของ รายชื่อตัวละครสยองขวัญที่น่ากลัวที่สุด

ในปี 2014 นิตยสาร โรลลิง สโตน เปิดให้ผู้อ่านได้เข้ามาโหวตรายชื่อตัวละครสยองขวัญที่น่ากลัวที่สุด และ”เพนนีไวซ์” ก็ติดอยู่ในอันดับที่ 8 ดูเหมือนว่าจะอยู่อันดับล่าง ๆ แต่ถ้าพิจารณาในฐานะที่ว่า “เพนนีไวซ์”

เป็นปีศาจตัวเดียวในรายชื่อนี้ ที่ปรากฏตัวออกมาแค่ในมินิซีรีส์ 2 ตอนจบแค่นั้น วันที่จัดโหวตนั้นยังไม่ได้สร้างออกมาเป็นภาพยนตร์ด้วยซ้ำ ในขณะที่ตัวละครสยองในอันดับ 1 – 7 นั้นต่างมีหนังออกมาหลายภาคแล้ว

อย่างเช่นอันดับ 1 นั้นคือ ไมเคิล มายเออร์ จาก Halloween ก็มีหนังออกมาแล้วถึง 9 ภาค , อันดับ 2 เฟรดดี้ ครูเกอร์ จาก Nightmare on Elm.Street ก็มีหนัง 9 ภาคแล้วเช่นกัน อันดับที่ตามมาก็เช่น เจสัน วอร์ฮี , ฮันนิบาล และ พินเฮด

ต่างก็มีหนังเกินกว่า 1 ภาคทั้งนั้น ความน่ากลัวของเพนนีไวซ์ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในนิยายและจอทีวีเท่านัน แต่มันยังสร้างกระแสให้ผู้คนรู้สึก “กลัวตัวตลก” กันไปทั่วโลก

เพนนีไวซ์ตัวแทนของตัวตลกสยองขวัญทั่วทุกมุมโลก

จุดเริ่มต้นในปี 2013 ชาวบ้านในเมืองนอร์ธแฮมป์ตัน ประเทศอังกฤษ ได้ร้องเรียนกับทางตำรวจว่าพวกเขาโดน “ตัวตลกน่ากลัว” ที่หน้าตาเหมือน เพนนีไวซ์มาคุกคามอยู่นานนับเดือนแล้ว เมื่อตำรวจตามหาต้นตอก็เจอว่า ตัวตลก เหล่านั้นเป็นฝีมือของกลุ่มผู้สร้างหนังท้องถิ่น ที่เอาตัวตลกมาหลอกคนแล้วก็แอบถ่ายวิดีโอทำเป็นเรียลลิตี้โชว์ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของกระแสตัวตลกสยองขวัญ

หลังจากนั้นก็เกิดเหตุคุกคามจากตัวตลกอีกหลายประเทศ อิตาลี, แคนาดา, ออสเตรเลีย กลายเป็นปรากฏการณ์ในวงกว้างช่วงปลายปี 2016 มีผู้พบเห็นตัวตลกน่ากลัว และถูกคุกคามในอีกหลายรัฐในอเมริกา ทำให้บรรดาตัวตลกกลายเป็นสัญลักษณ์ของความน่ากลัว บรรดาเด็ก ๆ จากที่เคยชื่นชอบตัวตลกก็กลายเป็นกลัวตัวตลกกันไปหมด ส่งผลให้บรรดานักแสดงตัวตลกต่างไม่มีงานจ้าง พวกเขาจึงชี้นิ้วโทษไปที่สตีเฟน คิง ผู้ริเริ่มสร้างภาพลักษณ์ความน่ากลัวให้กับตัวตลก

อีเรียมซิ่ง รีวิว อาหารธรรมดาทว่าใช้วัตถุดิบชั้นดีและชูรสด้วยความฮาสุดต้าน!

ซิ่งแรงไปทั่วประเทศแล้วจ้า! สำหรับภาพยนตร์แอดเวนเจอร์คอมเมดี้เรื่องล่าสุดของ เอ็ม พิคเจอร์ส เวิร์คพ้อยท์ และรฤก โปรดั๊กชั่น อย่าง อีเรียมซิ่ง ฝีมือของผู้กำกับ พฤกษ์ เอมะรุจิ ที่เพิ่งจะลงโรงฉายให้ได้ออกซิ่งเป็นวันแรก ก็มาแรงแซงแรงทางโค้ง รายได้ทะลุ 12 ล้านสวย ๆ ไปเลย

ทั้งติดอันดับ 1 ในคำค้นหาของกูเกิ้ล (Google Search) และได้คำชมอย่างท่วมท้นว่าสนุกฮาน้ำตาเล็ด โดยเฉพาะอีเรียมที่นำแสดงโดย เบลล่า ราณี ที่เปิดมิติใหม่ของนางเอกไทยที่ทำได้ทุกอย่าง ดูหนังไทย รวมทั้งความฮาของนักแสดง อย่าง แพท ณปภา, โอ๊ต ปราโมทย์ ,ค่อม ชวนชื่น, บอล เชิญยิ้ม, เดียริส สุภัทรภณ ที่พอมารวมตัวกันบอกได้เลยว่าสุดจะบันเทิงจริง!

อีเรียมซิ่ง ภาพยนตร์ Adventure-Comedy ว่าด้วยเรื่องของ เรียม (เบลล่า ราณี) เจ้าแม่ตัวอิจฉาประจำหมู่บ้านบางน้ำกร่อย ซึ่งคนที่เรียมอิจฉาก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล เป็น แรม (แพท ณปภา) พี่สาวของเธอนั่นเอง นั่นก็เพราะแรมนั้นทั้งสวยงาม กิริยามารยาทอ่อนหวาน แถมยังทำขนมอร่อยเป็นเลิศ ผิดกับเรียมที่

วันๆเอาแต่เที่ยวเล่นอยู่กับ “ฟักทอง” ผู้เป็นทั้งเพื่อนและญาติสนิท แล้วยังชอบไปฝึกวิชาการต่อสู้จากกลุ่มเพื่อนซี้ต่างวัยอย่าง ศร (ค่อม ชวนชื่น) โต (โรเบิร์ต สายควัน) และ หมอ (บอล เชิญยิ้ม) อีกต่างหาก

ความต่างราวฟ้ากับเหวของเรียมกับแรมทำให้ชาวบ้านต่างเอาเรียมไปเปรียบเทียบกับแรมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และทำให้เรียมยิ่งอิจฉาและหาเรื่องแกล้งพี่สาวอยู่ตลอด จนทำให้ “แม่จันทร์” ต้องด่าต้องตีอยู่บ่อยๆ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะการมาถึงของโจรโฉดนาม “แก็งค์โจรฟันแดง” โจรฟันแดง เป็นกลุ่มโจร 3 คนที่มีคาถาอาคมอันร้ายกาจ ที่มาจับตัวของแรมและแม่ไป

การผจญภัยของ “แก็งค์เรียมซิ่ง” จึงได้เริ่มต้นขึ้น แก็งค์เรียมซิ่งจะพาคนบ้านเรียมให้หนีรอดจากเงื้อมมือโจรร้ายได้หรือไม่? แล้วทั้งหมดจะมีชีวิตรอดปลอดภัยกลับบางน้ำกร่อยได้อย่างไร? ไปบันเทิงฮากระจายกันได้แล้ววันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

อีเรียมซิ่ง เป็นภาพยนตร์ไทยซึ่งอันที่จริงต้องเข้าฉายไปแล้วตั้งแต่ช่วงต้นๆ แต่เพราะพิษ Covid-19 ทำให้ต้องเลื่อนฉายมาจนป่านนี้ และกลายเป็นงานภาพยนตร์ลำดับสุดท้ายของพี่โรเบิร์ต สายควัน ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ และหากใครกำลังมองหางานที่จะรับชมเพื่อ Tribute ให้แก อีเรียมซิ่งก็สามารถเป็น 1 ในตัวเลือกนั้นได้อย่างไม่ยากไม่เย็น แต่ถ้าจะไปดูเอาสนุก เอาบันเทิงตามที่หน้าหนังได้โฆษณาไว้… อีเรียมซิ่งก็ยังเป็นคำตอบที่ใช่อยู่ดี เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยฮาจัดส่งท้ายปีที่สามารถไปดูกันได้โดยไม่ติดขิดตะขวงใดๆ

อีเรียมซิ่ง เป็นผลงานกำกับลำดับที่ 4 ของผู้กำกับ “ตุ๋ย” พฤกษ์ เอมะรุจิ ถัดจาก ป้าแฮปปี้ She ท่าเยอะ และ ไบค์แมนทั้ง 2 ภาค ซึ่งส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าแกเป็นเหมือน Legacy ของ “ยอร์ช” ฤกษ์ชัย พวงเพชร อดีตผู้กำกับดังที่ตอนนี้ก็นั่งแท่นเป็นโปรดิวเซอร์ค่าย “รฤกษ์” ซึ่งทำหนังเรื่องนี้นี่แหละ เนื่องจากพวกจังหวะยิงมุกหรือการคัทฉากเพื่อให้เกิดเป็นซีนลั่นๆ ขึ้นมานี่คล้ายสไตล์ของคุณยาร์ชสมัยทำหนังซีรีส์ “ส่ายหน้า” มากๆ และด้วยความที่ผมค่อนข้างซื้อมุกสไตล์นี้อยู่พอสมควร เลยค่อนข้างไฮป์ตอนไบค์แมนภาคแรกมากๆ แม้ภาค 2 จะดรอปมาหน่อยแต่ในภาพรวมผู้กำกับพฤกษืก็ยังไม่สิ้นเครดิตในสายตาผมนัก และผมยินดีจริงๆ ที่อีเรียมซิ่งเหมือนเป็นงานคืนฟอร์มเบาๆ ของแกอีกครั้ง แม้เนื้อเรื่องกับพล็อตจะธรรมดาไปหน่อย แต่การเล่าเรื่องที่จงใจให้คอนทราสต์กับยุคสมัยและการรัวมุกจากดาวตลกและดาราสายฮาระดับแถวหน้าของเมืองไทย ก็ช่วยให้อีเรียมซิ่งกลายเป็นเมนูธรรมดาที่อิ่มอร่อยไปโดยปริยาย

ตัวหนังเล่าเรื่องของ “อีเรียม” (เบลล่า) หญิงสาวห้าวเป้งตัวแสบผู้อิจฉาพี่สาวที่เพียบพร้อมความเป็นกุลสตรีจนทำให้เป็นที่นิยมในหมู่บ้าน ทว่าวันหนึ่งก็มีโจรร้ายมาล่าตัวเธอเพื่อไปทำพิธีกรรมชีวิตอมตะ พี่สาวและครอบครัวเสียสละให้เธอหนีไป แต่อีเรียมผู้ไม่เคยหนีปัญหาก็เลือกทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม การผจญภัยสุดอันตรายของเธอและชาวแก๊งค์จึงเริ่มต้นขึ้น

ถึงผมจะเฉยๆ ค่อนไปทางหน่ายๆ พล็อตหลัก รวมไปถึงจริตความเป็นหนังแบบไทยๆ อยู่บ้าง แต่ต้องยอมรับว่าเซ็ตติ้งตัวละครของอีเรียมและพี่สาว “อีแรม” ทำออกมาได้เป็นอย่างดี ทั้ง 2 ตัวละครมีด้านคอนทราสต์ของความเป็นมนุษย์ รายแรกแม้จะขี้อิจฉาแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดี ส่วนรายหลังถึงจะเป็นคนเรียบร้อยราวผ้าพับไว้ แต่เวลาที่น้องสาวขอให้ทำอะไรก็เต็มที่กับมันเสมอแม้ว่าจะขัดกับภาพลักษณ์ก็ตาม

ตัวผู้แสดงอย่าง เบลล่า และ แพท เองก็ทำได้ดีกับบทบาทตัวละคร โดยเฉพาะรายแรกคือไปสุดมากๆ แม้ว่าจะเป็นหนังตลก แต่ก็ได้โชว์พลังความเป็นนักแสดงคุณภาพอยู่หลายฉากเลย มีทั้งฉากที่ต้องรั่ว ฉากที่ต้องสวย สักพักต้องเล่นให้เป็นมีม คือมาทุกบทบาทจนคนดูก็รู้สึกว่าเออ “นักแสดง” มันต้องแบบนี้ เข้าถึงในทุกบทบาทที่แท้ทรู ถ้าเบลล่าได้เข้าชิงรางวัลจากบทบาทอีเรียมนี่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เอาจริงๆ

ขณะที่สมทบหลักของเรื่องอย่างแก๊งค์ 3 ดาวดำ พี่โรเบิร์ต, พี่บอล และ น้าค่อม ก็ปล่อยพลังกันอย่างเต็มที่ บอกเลยว่าไม่มี 3 คนนี้เรื่องจะกร่อยจัดๆ ทุกฉากที่โผล่มาจะต้องมีอย่างน้อย 1 ฮา นอกจากนี้ทั้ง 3 คนยังถูกเซ็ตคาแรคเตอร์มาพาโรดี้ภาพยนตร์ฮีโร่มาร์เวลชัดเจน คนหนึ่งถือค้อน คนหนึ่งถือโล่ อีกคนเป็นหมอ ทำให้หลายๆ ครั้งแค่เห็นเข้าฉากก็ขำแล้ว ยังไม่รวมมุขแซวตัวละครต้นตำรับที่รู้แหละว่าจะเล่นแน่ๆ แต่ก็หัวเราะลั่นอยู่ดี

ในส่วนของพี่โรเบิร์ตกับบทบาทเรื่องนี้คือจะมาแนวตัวตบมุขท้ายสุด เห็นแล้วก็คิดถึงความเฮฮา และความตลกธรรมชาติที่แค่พูดประโยคธรรมดาก็สามารถฮาได้ ในหมู่ตัวละครสบทบต้องบอกว่าโด่นเด่นมากๆ ถึงได้บอกว่าหากใครอยากจะมาดูภาพยนตร์เพื่อ Tribute แกก็โอเคมาก Remind ถึงบทบาทแกในวงการได้เป็นอย่างดีเลย แฟนๆ น่าจะคิดถึงกัน

อีกเรื่องที่ช่วยยกระดับความธรรมดาให้ดูมีคลาสขึ้นอีกขั้นคือการเลือกจะเล่าเรื่องด้วยบริบทที่เป็นปัจจุบัน อันเป็นการจงใจให้ตัวหนังดูมีความคอนทราสต์เพิ่มความน่าสนใจ กล่าวคือตัวหนังดำเนินเรื่องในยุคเก่าๆ ทั้งยังมีความเป็นต่างจังหวัดและภูธรสูง แต่การพูดการจากลับเป็นประโยคที่จงใจให้ดูไม่เก่า รวมถึงการล้อศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่าง มโหรีบีทบ็อกซ์ หรือ ค้อนของตัวละครน้าค่อม เป็นต้น

อีเรียมซิ่ง จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการคัด Cast ได้ถูกต้อง พุท อะ ไรต์ แมน ออน อะ ไรต์ จ็อบ แล้วคุณจะ พุท ยัวร์ แฮนด์ส อัพ เพราะทีม Cast ที่ยอดเยี่ยมและเข้าขา เมื่อมาผนวกกับสไตล์การเล่าเรื่องที่แปลกต่างและการคัทมุกที่มีลายเซ็นต์ชัดเจนก็สามารถช่วยยกระดับให้หนังพล็อตธรรมดาๆ ดูมีจุดขายและความโดดเด่นได้ แม้จะมีบางช่วงที่ดรอปไปบ้างจนดูไม่ลื่นไหลนัก แต่คือโดยรวมแล้วหนังมันสนุกมันตลกไง แถมยังมีเซอร์ไพรส์พล็อตทวิสต์เล็กๆ ตอนท้ายให้ได้ฮือฮากันอีก เท่านี้ก็พอตอบสนองความเป็นหนังเพื่อความบันเทิงได้แล้ว

ในเรื่องของตัวบท คือมันเบาไปหน่อย แทบไม่ค่อยมีอะไรเลย มีเพียงพล็อตง่ายๆ เส้นเรื่องบางๆ ที่ใช้ดำเนินเรื่อง เน้นขายขำเป็นหลัก แต่บทมันก็ไม่ได้แย่ หรือติดขัดอะไรนะ
ดูแล้วลื่นไหนดี แต่มันดูเบา ธรรมดา ไม่มีอะไร และเดาทางง่ายสุดๆ แต่คือมันฮาไง เลยทำให้มองข้ามตัวบทไปได้

ถ้าใครเคยดูหนังค่ายนี้ ตั้งแต่M39 รฤก คือค่ายนี้ เอกลักษณ์จะชัดเจน มีความเป็นตัวเองสูง ตั้งแต่ สุดเขต ส.ค.ส. แล้ว คือจะเป็นหนังแมส ที่อินดี้พอสมควร อยากจะทำไรก็ทำ ประมาณนี้ ก็รู้ๆกันอยู่ ไม่เน้นบท เบาสมอง
ไปดูหนังค่าย รฤก คือไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องเอาสมองไปก็ดูได้ ไม่เน้นบท เน้นฮา
ซึ่งเมื่อก่อนก็ฮาจริงนะ ไม่แปลกที่หลายๆเรื่องได้100ล้าน แต่หลังๆ เหมือนหมดมุข
หลายๆเรื่องคือไม่รอด ถึงจะใช้นักแสดงแม่เหล็กก็ตาม ขนาดไบก์แมน ที่ว่าตลก ส่วนตัวเราว่า ขำแค่ฉากน้าค่อมเมายา โดดน้ำ ส่วนฉากอื่นไม่ฮาอะ

แต่อีเรียมซิ่ง คือยอมรับนะ ว่าฮาจริง ขำแทบทั้งเรื่อง ถ้าความเป็นหนังตลก ต้องขำ100% เราว่า อิเรียม ก็ทำให้เขาได้ ประมาณ75%
คือเป็นหนังตลก ที่ได้หัวเราะ ได้ตลก และขำ
สมเป็นหนังตลก ไม่ใช่ดูแล้วเครียด เพราะมุขฝืดๆ ฮาเยอะมากเรื่องนี้ แทบทั้งเรื่อง

มาพูดถึงส่วนที่ไม่ชอบ และข้อด้อยกันบ้าง นอกจากบท ที่ธรรมดา ง่ายๆ ไปหน่อย แล้ว
ส่วนตัวคิดว่า CG มันยังไม่เนียน เท่าที่ควร คือดูลอยๆ แต่ก็ไม่ได้ดูแย่นะ แค่ไม่เนียนแค่นั้น สถานที่ถ่ายทำ ธรรมดาไปหน่อย แบบเหมือนไปถ่ายในสวนอะไแบบนี้ น่าจะหาโลเคชั่นสวยๆหน่อย
ดนตรีประกอบ คือใส่มาเยอะไป แล้วมาตรียมอิสาน ซึ่งก็ฟังลื่นหูอยู่นะ แต่บางทีก็รู้สึกว่ามันไม่เข้ากับหนัง ซึ่งมาแนวไทยๆ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะ บางคนอาจจะชอบก็ได้

สำหรับคะแนนความชอบ ส่วนตัวให้ 7.8/10 คะแนน
ใครที่อยากดูหนังตลกๆ ฮาๆ เบาสมอง คลายเครียด จากเหตุการณ์บลาๆๆในปัจจุบัน แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ไปขำอย่างเดียว ก็สนุก และฮาเยอะมากๆ ไม่ผิดหวังแน่นอน คุ้มค่าตั๋วอยู่ นานๆทีจะมีหนังไทย หนังตลก ที่ไปฮา แล้วได้ฮา ไม่ใช่หลายๆเรื่องที่ผ่านมาจนทำให้หมดศรัทธา เรื่องนี้ตอบโจทย์แน่นอน
สนุกกว่าที่คิดไว้ เกินคาดมาก

ไม่แปลกที่เรื่องนี้ รายได้เปิดตัวเยอะ และรายได้แรง เยอะอยู่ น่าจะไปจบได้ไกลเลย
รอบที่ไปดูคนเยอะมาก และขำกันทั้งโรง

“อย่าว่าคนไทย ไม่ค่อยอุดหนุนหนังไทย
ต้องถามว่า ทำหนังยังไง ให้คนดูหมดศรัทธา”

ถ้าทำหนังออกมาดี สนุก คนก็จะดูเอง บอกต่อปากต่อปาก ถ้าทำไม่ดี ก็คนไม่ดู ขาดทุนอะถูกแล้ว

ปล. ตอนจบมีเซอร์ไพร์สด้วยนะ ตอนอ่านรีวิวก่อนดู มีคนบอกตอนจบมีเซอร์ไพรส์ เราคิดอย่างเดียว ว่าเซอร์ไพรส์ คืออะไร
ต้องใช่แน่ๆ แล้วก็ใช่จริงๆด้วย หลังดูจบ

LUCA เงือกหนุ่มใจเกเรแห่ง PIXAR กับก้าวแรกแฝงประเด็น LGBTQ

LUCA เงือกหนุ่มใจเกเรแห่ง หลัง ดิสนีย์พลัส (Disney) ประกาศเปิดตัวในประเทศไทยเราเชื่อว่าหลายคนคงอดตั้งความหวังกับคอนเทนต์แอนิเมชันในฐานะเจ้าตลาดระดับโลกอย่างดิสนีย์ และหนึ่งในโปรเจกต์ที่พะยี่ห้อพิกซาร์ (Pixar) อย่าง ‘LUCA’ แอนิเมชันเงือกหนุ่มใจเกเรที่ขอหนีไปตามฝันยังเกาะปอร์โตรอสโซ่แห่งอิตาลีอันงดงามก็ไม่ต่างกับโปรเจกต์ความหวังของหมู่บ้านเพราะด้วยผลงานในอดีตของค่ายที่แบกศรัทธาของแฟน ๆ จนหนักอึ้งก็ชวนให้พิสูจน์ฝีมือผู้กำกับแอนิเมชันหน้าใหม่อย่าง เอ็นริโก คาซาโรซา (Enrico Casarosa) ไม่น้อยเลยทีเดียว

โดยเนื้อเรื่องแล้ว ‘LUCA’ แทบจะเป็นภาพซ้อนทับกับแอนิเมชันระดับตำนานอย่าง ‘The Little Mermaid’ เพราะว่าด้วยสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลที่ได้ขึ้นมาเมืองมนุษย์เพื่อออกล่าตามหาความฝัน เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนจากเงือกมาเป็นสัตว์ประหลาดจากท้องทะเล โดยหนังจะไปโฟกัสที่ตัวละครเจ้าของชื่อเรื่องอย่างลูก้า (เจคอบ เทรมบลีย์ – Jacob Tremblay) ที่ถูกพ่อและแม่ฟูมฟักอย่างกับไข่ในหินสั่งห้ามไม่ให้โผล่พ้นน้ำไปเมืองมนุษย์ที่มีแต่คนใจร้ายจ้องจะฆ่าสัตว์ประหลาดอย่างพวกเขา

แต่ตามฟอร์มว่าเจ้าหนูลูก้าก็จะต้อง “ใจเกเร”  ดูหนังออนไลน์ เป็นธรรมดายิ่งพอได้มาเจอกับ อัลเบอร์โต (แจ็ก ดีแลน เกรเซอร์ -Jack Dylan Grazer) สหายสัตว์ประหลาดลูกกำพร้าที่พาลูก้าออกเดินทางไปยังเมืองมนุษย์อย่าง ปอร์โตรอสโซ (Portorosso) เพื่อให้ได้ขี่มอเตอร์ไซค์เวสป้าสักครั้ง และทางเดียวที่ฝันจะเป็นจริงคือต้องแข่งขันไตรกีฬาสุดโหดร่วมกับจิวเลีย (เอมมา เบอร์แมน – Emma Berman) ลูกสาวชาวประมง

โดยพวกเขาต้องต่อกรกับ เออร์โคล (ซาเวอริโอ ไรมอนโด – Saverio RaImondO) นักปั่นแชมป์เก่าจอมบูลลีและต้องคอยหลบสายตาของเหล่่ามนุษย์ที่มองพวกเขาไม่ต่างจากอสูรกาย ในขณะที่แดเนียลา (มายา รูดอล์ฟ – Maya Rudolph) กับ ลอเรนโซ (จิม กาฟฟิแกน – Jim Gaffigan) ก็เฝ้าตามหาลูกชายอย่างลูกาอย่างไม่ลดละ

นอกเหนือจากพลอตเรื่อง Disney ที่เหมือนเอา ‘Finding Nemo’ มาผสมโรงกับ ‘The Little Mermaid’ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว เรายังต้องชื่นชมพิกซาร์ (Pixar) ไม่น้อยที่คราวนี้กล้าหยิบประเด็นของแสลงอย่างการใส่ความสัมพันธ์ที่แทนภาพ LGBTQ เจือลงไปในความสัมพันธ์ของลูกากับอัลเบอร์โต แม้หนังจะไม่ได้บอกตรง ๆ แต่การกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มในช่วงวัยเริ่มแตกพานเองก็มีเหตุผลด้านจิตวิทยารองรับสำหรับช่วงค้นหารสนิยมทางเพศตัวเองได้เป็นอย่างดี

ยิ่งสถานการณ์ในหนังถูกเซ็ตให้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ประหลาดก็ยิ่งทำให้ภาพของการต่อสู้เพื่อการยอมรับของ LGBTQ ดูเด่นชัดขึ้นรวมถึงฉากชวนช็อกที่อาจทำให้คนดูถึงกับใจหายใจคว่ำในช่วงวิกฤติของเรื่อง (Crisis) ก็ยิ่งทำให้บทภาพยนตร์ของ ‘Luca’ สำรวจเรื่องการยอมรับใน LGBTQ ทั้งในระดับมหภาคอย่างสังคมรวมไปถึงปัจเจกบุคคลได้อย่างสมบูรณ์พร้อมทีเดียว

และไม่กล่าวถึงไม่ได้คือฉากหลังของเรื่องที่เป็นเมืองปอร์โตรอสโซอันแสนสวยงามและวัฒนธรรมของชาวอิตาเลียนที่ ‘Luca’ เสิร์ฟเราได้อย่างอร่อยตลอดทั้งเรื่องทั้งการพาเราไปชมวิวทิวทัศน์เมืองทะเลโอบล้อมด้วยภูเขาหรือจะเป็นตึกรามบ้านช่องสีสันสดใสและวัฒนธรรมการกินการใช้ชีวิตอาชีพชาวประมงซึ่งก็ถือว่าคาซาโรซาในฐานะผู้กำกับและเขียนบทได้ถ่ายทอดความเป็นอิตาลีได้อย่างลึกซึ้งและน่าตื่นตาตื่นใจจนทำให้ ‘Luca’ ขึ้นแท่นเป็นแอนิเมชันที่น่าประทับใจของพิกซาร์อีกเรื่องได้อย่างไร้ข้อกังขา

จุดเด่น
เป็นแอนิเมชันที่รุ่มรวยการนำเสนอวัฒนธรรมอิตาลี
สามารถนำเสนอประเด็น LGBTQ แฝงในปริมาณกำลังดี
คาแรกเตอร์มีเสน่ห์มาก
จุดสังเกต
หากเทียบกับหนังพิกซาร์ยุคหลังเรื่อง Inside Out ก็อาจจะดูด้อยในเชิงความลึกซึ้งและปรัชญาชีวิตไปนิดนึง

หลังจากที่วันนี้ทาง DisneyPlus Hotstar ได้เปิดตัวให้ใช้งานในประเทศไทยเป็นวันแรกแน่นอนว่ามีหลายๆเรื่องที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นหนัง ซีรีย์ต่างๆจากทั้ง FOX – DISNEY – MARVEL มากันครบเลยทีเดียวครับ แต่เรื่องนึงที่น่าสนใจนั้นคือ อนิเมชั่น LUCA ที่เป็นหนังเรื่องที่ตอนแรกนั้นจะเข้าในโรง แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ทำให้หลายๆเรื่องต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นการฉายบน DisneyPlus แทนนั้นเอง ตัวหนังเองจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ Sea Monster ที่แอบเที่ยวบนบก จนมีเรื่องราวต่างๆมากมายเกิดขึ้นจะเล่าเรื่องในเมืองโซน Italian Riviera ซึ่งเราจะเห็นตัวเมือง ภาษา วัฒนธรรมของ อิตาลีหลายๆอย่างเลยทีเดียวครับ เป็นแนวดูเพลินๆ อบอุ่น และ ทำได้ดีตามแบบฉบับ Pixar

เนื้อเรื่องนั้นเล่าเรื่องได้ค่อนข้างสูตรสำเร็จนิดหน่อย และอาจจะไม่ได้ลึกหรือซึ้งแบบที่เราเคยเห็นในหลายๆเรื่องซักเท่าไร แต่ก็ดูเพลินๆเป็นหนัง เบาสมอง ฮาๆซะมากกว่าถ้าเทียบกับเรื่องพวก Coco – Soul ก่อนหน้าบอกเลยว่าพวกนั้นลึกกว่าเยอะมาก แต่ที่เด่นคงจะหนีไม่พ้นทั้ง วัฒนธรรม งานภาพต่างๆ หรือจะเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนั้นๆ การพูดภาษา ประโยคติดปาก หรือว่าจะเป็นการกินอาหารทั้งหมดล้วนใส่ใจรายละเอียดได้ดีเลยแหละ เล่าเรื่องแบบตรงๆไม่ได้มีมุมหักหรือดราม่าอะไรเยอะแยะ ส่วนตัวคิดว่าเป็นหนังที่เบาสมองมากๆเรื่องนึง ดูแก้เบื่อได้ดีมากๆ เสพงานภาพต่างๆสวยงาม และ ตัวละครก็มีความน่ารัก วัยเด็กซนต่างๆได้ดีเลยแหละ มีทั้งตัวละครหลัก Luca Paguro และ Alberto Scorfano รวมถึง Giulia Marcovaldo ที่จะมีภารกิจที่จะแข่งขัน ไตรกีฬา Portorosso Cup และก่อนจะถึงการแข่งขันต่างๆนั้นก็มีเรื่องราวเกิดขึ้น ทั้งครอบครัว การแข่งขัน และการปิดเรื่องราวของคู่ Sea Monster ส่วนตัวเนื้อเรื่อง บทอะไรไม่ได้เด่น แต่จะเน้นความกวนๆ เบาสมอง สายฮา และ เรื่องราวของเด็กๆวันซนซะมากกว่า

งานภาพและเสียงนั้นต้องบอกว่าเป็นจุดที่ดีมากๆในเรื่องนี้ งานภาพยังคงโดดเด่นตามสไตล์ของ Disney Pixar ทั้งเรื่องของความเนียนที่ทำได้ดีเช่นเดิม หรือจะเป็นโทนสีที่สดใสเหมาะสมกับแนวชายฝั่ง Mediterranean มากๆ และดูสดใส รวมถึงการเล่าเรื่องใต้ทะเลก็ทำได้สวยงามแม้จะไม่ได้มีการเล่าเรื่ออะไรเยอะก็ตาม จะเน้นไปบนบกล้วนๆเลยครับ แต่ก็มีโทนภาพอะไรที่แตกต่างกันอยู่ รวมถึงในช่วงเริ่มต้นของหนังเช่นกัน ส่วนความเนียนงานภาพ CG บอกเลยว่าระดับเทพอยู่แล้วครับ อยากจะเสพในโรงหนังน่าจะโหดไปมากกว่านี้ ส่วนเพลงนั้นมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ค่อนข้างเพลิน และ แนวอิตาลีเล็กน้อยครับถือว่าเสริมตัวหนังได้ดี ซึ่งทาง PIXAR เองนั้นเก่งในเรื่องนี้อยู่แล้วเช่นกันครับ

ภาพรวมนั้นต้องบอกว่าเป็น อนิเมชั่นที่ดูเพลิน เนื้อหาไม่หนักอะไรมากนัก เล่าเรื่องตามสูตรสำเร็จของบรรดาหนังที่เราเห็นในหลายๆเรื่องของ PIXAR ครับ รวมถึงงานภาพ เสียงยังคงทำได้น่าประทับใจ แม้ว่าเรื่องนี้จะค่อนข้างสั้น และ ไม่ได้มีดราม่าเรียกน้ำตาอะไรเท่าไร แต่ก็เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การดูอีกเรื่อง ค่อนข้างชอบเรื่องการสื่อถึง วัฒนธรรมของชาวอิตาลีได้ดีมากๆ ทั้งการกินไอติม ภาษา ท่าทางต่างๆนั้นสื่อออกมาได้น่าสนใจเลยทีเดียวครับในเรื่องนี้

Luca (ลูก้า) ภาพยนตร์อนิเมชั่น 3 มิติแนว แฟนตาซี และ ข้าม ผ่านวัย (Fantasy and Coming of Age) ผลิตโดย Pixar Animation Studios และจัดจำหน่ายโดย Walt Disney Studios Motion Pictures ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย เอนรีโก คาซาโรซา กับการกำกับงานอนิเมชั่นเรื่องยาวครั้งแรกหลังจากผลงาน La Luna อนิเมชั่น สั้น ฉายปะหน้า อนิเมชั่น ยาว BRAVE ในปี 2011 ได้ชนะใจผู้ชม จนเข้าชิงรางวัลอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 84 ปี 2012 เขียนบทโดย เจสซี แอนดรูวส์ และ ไมค์ โจนส์ โดยทั้งสองคนนี้มีเครดิตที่น่าจับตามองมากอย่างคนแรก เจสซี แอนดรูวส์ เคยดัดแปลงบทภาพยนตร์จากนิยายวัยรุ่นเยาวชนเคล้าน้ำตาที่เขาเขียนเอง เรื่อง Me and Earl and the Dying Girl ที่ได้รับคะแนนวิจารณ์อย่างท่วมท้น ส่วนอีกคน ไมค์ โจนส์ เคยดัดแปลงบทพากย์ภาษาอังกฤษของอนิเมชั่นจิบลิอย่าง The Wind Rises ปีกแห่งฝัน วันแห่งรัก อนิเมชั่นทิ้งทวนของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้กำกับอนิเมะระดับตำนานของญี่ปุ่นที่สร้างความประทับใจมาแล้วทั่วโลกในปี 2013 และแน่นอนว่าส่วนประกอบที่ลงตัวแบบนี้ต้องมาพร้อมด้วยเสียงพากย์คุณภาพโดย เจคอบ เทรมเบลย์ หนูน้อยน่ารักจากของบทบาทเด็กน้อยหน้าตาอัปลักษณ์สุดน่ารักใน WONDER ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์ (2017) มาให้เสียงพากย์ลูก้า ตัวละครเจ้าของชื่อเรื่อง และ แจ็ค ดีแลน เกรเซอร์ เด็กหนุ่มมากความสามารถจากบท เอ็ดดี้ เด็กขี้กลัวจาก IT อิท โผล่จากนรกทั้งสองภาค มาให้เสียงพากย์อัลเบอโต้ คู่หูของลูก้าที่จะมาพาเขาไปผจญภัย โดยภาพยนตร์อีกเรื่องที่โดนพิษโควิดจนต้องย้ายจากโรงภาพยนตร์มาลงที่ Disney+Hotstar จนทีมงานผู้สร้างแอนิเมชันจาก Pixar หลายคนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แน่นอนว่าในไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันหลังจากที่ปล่อยตัวอย่างว่าจะฉายโรง สุดท้ายโควิดก็ระบาดหนักจนกลายเป็นหนังที่ฉายรับดิสนีย์พลัสฮอทสตาร์ บริการสตรีมมิ่งของดิสนีย์พลัสในประเทศไทยที่เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ภาพยนตร์ เรื่อง นี้ได้รับคำชมโดย สื่อ จาก ต่างประเทศ ถึงเสน่ห์และมนต์ขลังของอิตาลี และงานภาพที่มีเสน่ห์ แต่สำหรับผมมันจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า มาอ่านรีวิวผมกันดีกว่า