ความเครียดของคุณแม่ ตั้งครรภ์ ..สามารถส่งต่อจากแม่สู่ลูกได้นะ!

ไม่ว่าคุณแม่คนไหนก็ไม่อยากเครียด  ตอน ตั้งครรภ์ แต่หากหลีกเลี่ยงสารพัดความกังวลไม่ได้ คุณแม่ทุกคนต้องรีบทำความเข้าใจ เรียนรู้ และยอมรับกับการเปลี่ยนแปลง หากิจกรรมคลายเครียดให้กับตัวเอง ที่สำคัญคือคนรอบข้าง ทั้งสามี ครอบครัว และเพื่อน ถือเป็นกำลังใจที่สำคัญ เพราะยิ่งคุณแม่คิดบวกมากเท่าไหร่…ก็ยิ่งดีต่อทารกในครรภ์มากเท่านั้น

ทำไมคุณแม่ ตั้งครรภ์…มักเกิดความเครียด
ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่มักมีความกังวลระหว่างตั้งครรภ์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทั้งในเรื่องของน้ำหนัก ความเป็นอยู่ การปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อาการคลื่นไส้ อาเจียน กินข้าวไม่ได้ และการดูแลตัวเองอย่างมาก เพื่อไม่ให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ ส่วนความกังวลหลังคลอด มักจะเป็นความกังวลที่ว่าจะสามารถดูแลลูกได้ดีหรือไม่

โดยสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คุณแม่ ตั้งครรภ์ มีอาการเครียด คือ
เป็นผลจากฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ ทำให้คุณแม่ความเครียดและความอ่อนไหวทางอารมณ์เพิ่มขึ้น

ความกังวลของคุณแม่ที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด
รู้ไหม? ความเครียดส่งต่อจากแม่สู่ลูก(ในครรภ์)ได้
เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์เครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน 2 ชนิด คือฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีน โดยผลกระทบที่เกิดจากความเครียดนั้น…แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือมารดาและทารกในครรภ์ ดังนี้…

ฝั่งมารดา – เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการเครียดจะทานอาหารไม่ได้ หรือทานได้มากกว่าปกติ นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลง จึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีน ทำให้หลอดเลือดตีบ ความดันสูง และหัวใจเต้นเร็วขึ้น

ฝั่งทารก – เริ่มแรก ถ้าคุณแม่เครียดมากๆ อาจทำให้แท้งได้ตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ หรือทำให้อาหารไปเลี้ยงลูกไม่พอ การเจริญเติบโตของเด็กจึงช้าและมีโอกาสคลอดก่อนกำหนด เมื่อคลอดแล้วยังส่งผลให้เด็กเลี้ยงยาก ขี้งอแง อ่อนไหวง่าย ขี้โมโห ไวต่อการกระตุ้น ในระยะยาวจะทำให้เด็กมีปัญหาด้านการปรับตัวทางสังคม อีกทั้งยังมีโอกาสเกิดโรคหัวใจ ความดัน และเบาหวาน เป็นต้น
เข้าใจ เรียนรู้ ยอมรับ คือ วิธีดีที่สุดสำหรับคุณแม่
ความเครียดของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก วิธีที่ง่ายที่สุด คือ เมื่อรู้ตัวว่าเครียด ต้องเริ่มทำความเข้าใจกับตัวเองว่าความเครียดเหล่านั้นเกิดขึ้นจากฮอร์โมนธรรมชาติและความกังวลของตัวเอง คุณแม่ทุกคนจึงควรทำความเข้าใจ เรียนรู้ และยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หรือหาวิธีรับมือไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น หาวิธีผ่อนคลาย ทำกิจกรรมคลายเครียด ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมที่ชอบทำอยู่แล้ว หรือกิจกรรมใหม่ๆ ที่อยากลอง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานศิลปะ จัดดอกไว้ วาดรูป ออกกำลังกายเบาๆ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ นั่งสมาธิ เปลี่ยนบรรยากาศด้วยการไปกินข้าวนอกบ้าน หรือออกไปพบปะเพื่อนๆ อ่านเพิ่มเติม

โรคลมชัก (เรื่อง) ที่ต้องรู้ให้เท่าทัน

คุณรู้จักโรคลมชักดีแค่ไหน? โรคลมชัก ไม่ใช่แค่ ชัก กระตุก น้ำหลายไหล เหมือนที่หลายคนเข้าใจ เพราะอาการเกร็งมือ เกร็งเท้า แค่นาทีเดียวก็เป็นอาการของโรคลมชักได้…ดังนั้นเรามาทำความเข้าใจกับ “โรคลมชัก” ให้มากขึ้นดีกว่า

โรคลมชัก (Epilepsy) หรือที่คนโดยทั่วไปมักเรียกว่า “ลมบ้าหมู” โรคนี้เกิดจากที่คลื่นสมองที่ผิดปกติในสมองและกระตุ้นเซลล์สมอง จึงทำให้เกิดอาการชัก เกร็ง กระตุก น้ำลายไหล กัดลิ้น ไม่รู้สึกตัว ซึ่งโรคนี้พบได้บ่อย และกับทุกเพศทุกวัย

อาการแบบนี้แหละโรคลมชัก
สำหรับอาการชักนั้น สามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ โดยไม่ได้จำกัดแค่อาการ เกร็ง กระตุก กัดลิ้น เหมือนที่หลายคนเข้าใจ บางรายรู้ตัวดีแต่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ มีอาการเกร็งปลายมือ หรือปลายเท้าข้างเดียวหรือ 2 ข้าง บางรายมีอาการนิ่ง เหม่อลอย หรือล้มลงขณะเดิน บ้างมีอาการหัวเราะ อาการชักมักเป็นไม่นานประมาณ 1-2 นาที และขณะที่จะกลับมาเป็นปกติคนไข้มักจะมีอาการเบลอ จำอะไรไม่ค่อยได้ หรือบางคนหลับไปเลย และนอกจากการชักระยะสั้น บางคนอาจมีอาการชักต่อเนื่องติดต่อกัน ซึ่งยิ่งอันตรายและต้องระวังมากขึ้น

สาเหตุของโรคลมชัก
จริงๆ แล้วโรคลมชักเป็นโรคที่เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางพันธุกรรม, ภาวะสมองพิการแต่กำเนิด, เนื้องอกสมอง, เส้นเลือดที่ผิดปกติ เช่น เส้นเลือดขอดในสมอง เส้นเลือดแตก หรือ การติดเชื้อในสมอง ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคลมชักได้ทั้งสิ้น

รู้ก่อนรักษาก่อน
ซึ่งการวินิจฉัยโรคและความชัดเจนของลักษณะอาการชักมีความสำคัญกับการรักษา ดังนั้นหากสงสัยว่ามีอาการชัก ควรรีบไปพบแพทย์ทันท เพื่อให้แพทย์ได้เห็นอาการขณะที่กำลังเป็นถ้าเป็นไปได้ แต่ถ้าไม่ได้มีอาการขณะพบแพทย์ก็สามารถเล่าอาการที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดเมื่อแพทย์ทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายเบื้องต้น นอกจากนี้แพทย์จะส่งตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม อาทิ การตรวจคลื่นที่ผิดปกติในสมอง โดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ซึ่งอาจต้องทำมากกว่า 1 ครั้ง เพื่อความแน่ชัด หรือต้องตรวจอย่างละเอียดด้วยการตรวจเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) และตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) อ่านเพิ่มติม

อาหารเช้าเมนูไข่ตุ๋นใคร ๆ ก็ทำกัน กับ ไข่ตุ๋นงาดำ

ส่วนผสม ไข่ตุ๋นงาดำ
ไข่ไก่ 1 ฟอง
น้ำซุปไก่ 1/2 ถ้วยตวง
เนื้อหมูบด 2 ช้อนโต๊ะ
งาดำคั่ว โขลกละเอียด 1+1/2 ช้อนชา
งาดำคั่ว โขลกละเอียดสำหรับโรยหน้า 1/4 ช้อนชา
เกลือป่นหยาบ 1/8 ช้อนชา
พริกไทยป่นเล็กน้อย
ต้นหอมและผักชีซอย อ่านเพิ่มเติม

ปัญหาสุดกลุ้มใจ รู้ลึกเรื่อง ” ฝ้า ” สาเหตุและวิธีการรักษาที่ได้ผล

“ฝ้า ” ปัญหาสุดกลุ้มใจ ของ หลายคน เพราะเมื่อเกิดขึ้นบนใบหน้าแล้ว ก็ยากที่จะรักษาให้หายขาด บ่อยครั้งการรักษาอาจเป็นการเร่งให้เกิดฝ้าขึ้นตามมาด้วย ดังนั้นเรื่อง “ฝ้า” จึงเป็นเรื่องที่เซ็นซิทีฟมากๆ ในปัญหาผิวหน้าทั้งหมด เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้านั้น เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และวิธีการป้องกันหรือรักษาด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดด ก็ทำได้ยากเสียเหลือเกิน ปัญหาสุดกลุ้มใจ วันนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับ “ฝ้า” มาฝากทุกคน ตั้งแต่ฝ้าคืออะไร? ฝ้ามีกี่ชนิด? ฝ้าเกิดจากอะไร? และวิธีการป้องกันและรักษาฝ้า รวมไปถึงสมุนไพรรักษาฝ้า อีกหนึ่งทางเลือกที่สาวๆ ไม่ควรมองข้าม ซึ่งอาจจะใช้เวลานานสักหน่อย แต่รับรองเห็นผลแน่นอน ไปดูเรื่องราวแบบเจาะลึกเกี่ยวกับเรื่อง “ฝ้า” พร้อมๆ กัน

ฝ้า คืออะไร?
“ฝ้า” หรือ “Melasma” คือปัญหาผิวหน้าชนิดหนึ่งที่เกิดจากการที่เซลล์เม็ดสีใต้ชั้นผิวหนัง หรือเม็ดสีเมลานินทำงานผิดปกติ โดยสาเหตุที่ทำให้เซลล์เม็ดสีทำงานผิดปกตินั้น ส่วนใหญ่มาจากการที่ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตจาก “แสงแดด” ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เนื่องจากเม็ดสีเมลานินมีหน้าที่กรองรังสี UV เมื่อผิวได้รับแสงแดดมากขึ้น เมลานินก็จะถูกผลิตออกมามากขึ้นตามไปด้วย จึงเกิดเป็น “ฝ้า” ซึ่งมีลักษณะเป็นสีดำอมน้ำตาล หรือเข้มกว่าสีผิว จะขึ้นเป็นแถบหรือปื้นบริเวณใบหน้า ที่หน้าผาก จมูก เหนือคิ้ว เหนือริมฝีปาก และโดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้ม สำหรับปัญหาเรื่องฝ้าจะเกิดกับผู้หญิงวัยกลางคนอายุประมาณ 30-40 ปี ซึ่งผู้หญิงมีโอกาสเป็นฝ้ามากกว่าผู้ชายถึง 9 เท่า

สาเหตุที่ทำให้เกิด “ฝ้า”
“แสงแดด” คือ สาเหตุแรกที่ทำให้เกิด “ฝ้า” แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้าได้นั้น เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย โดยเริ่มตั้งแต่ความเครียด ฮอร์โมน การตั้งครรภ์ ยาคุมกำเนิด เครื่องสำอาง แสงจากจอคอมพิวเตอร์ หลอดไฟ และโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ และการไม่ดูแลตัวเองด้วย

“ฝ้า” มีกี่ชนิด?
“ฝ้า” ที่ขึ้นบริเวณใบหน้า สามารถแบ่งประเภทได้ถึง 4 ชนิดหลักๆ ดังนี้

1. ฝ้าตื้น เกิดจากความผิดปกติบริเวณชั้นหนังกำพร้า หรือผิวชั้นนอก มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้ม ขอบชัด มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ก็รักษาได้ง่ายเช่นกัน โดยใช้เวลารักษาไม่นานนัก
2. ฝ้าลึก เกิดบริเวณชั้นหนังแท้ ผื่นสีน้ำตาลผสมสีเทาเข้ม ขอบไม่ชัดเจน เนื่องจากอยู่ในระดับที่ลึกมาก การรักษาจึงค่อนข้างยาก
3. ฝ้าผสม คือ มีทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึก เกิดขึ้นที่ผิวหน้า เป็นชนิดที่พบมากที่สุดในผู้ที่ประสบปัญหาเรื่องฝ้า
4. ฝ้าที่ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าเป็นฝ้าชนิดใด มักพบในผู้ที่สีผิวเข้มมาก อย่างชาวแอฟริกัน เป็นต้น

ทั้งนี้ในทางการแพทย์ผิวหนัง ยังสามารถแบ่ง “ฝ้า” ตามลักษณะการเกิดได้ 2 ประเภท คือ
1. ฝ้าแดด เกิดจากรังสียูวีเอและยูวีบีจากแสงแดด หลอดไฟ แสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน
2. ฝ้าเลือด เกิดจากความผิดปกติของเลือดลมและฮอร์โมน เกิดเป็นลักษณะผิวแดงง่ายเมื่อโดนความร้อนหรือแสงแดด อ่านเพิ่มเติม

อยากหน้าสวยไม่ยากเลย ” สครับหน้า ” มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

ถ้าพูดถึงขั้นตอนการดูแลผิวหน้าในแต่ละวันเชื่อว่าการ ” สครับหน้า ” ไม่ใช่ขั้นตอนที่จะนึกถึงเป็นสิ่งแรกๆ อย่างแน่นอน สาวๆ ส่วนใหญ่น่าจะให้ความสำคัญกับการล้างหน้าและการบำรุงผิวมากกว่า โดยมักจะมองข้ามหรือไม่แคร์กับขั้นตอนของการขัดหน้า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันมีประโยชน์และสำคัญพอๆ กับขั้นตอนอื่นๆ เลยก็ว่าได้ แต่รู้ว่าการพูดแค่นี้คงไม่ทำให้คล้อยตามและหันมาใส่ใจกับการสครับหน้าอย่างจริงจังแน่ๆ เพราะฉะนั้นของัดหลักฐานมาโน้มน้าวสาวๆ ให้เห็นถึงความจำเป็นของการสครับหน้า ไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง (5 “สูตรสครับหน้า” สวยง่ายๆ แบบใสปิ๊ง)

1. ลดการอุดตันของรูขุมขนซึ่งเป็นสาเหตุของสิว
การ ” สครับหน้า ” เป็นการทำความสะอาดรูขุมขนอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการกำจัดเซลล์ผิวที่แห้ง หรือสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่บนผิวหลังจากการทำความสะอาดช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน และลดโอกาสการเกิดสิวชนิดต่างๆ เพราะเซลล์ผิวที่ตายแล้วจะบล็อกไม่ให้น้ำมันที่ถูกผลิตจากต่อมไขมันได้ซึมผ่านออกมาสู่ชั้นผิว และเมื่อไม่มีที่ไป นำ้มันเหล่านั้นจึงเกิดการอุดตันซึ่งเป็นที่มาของสิว ซึ่งเป็นปัญหาผิวที่แก้ไขได้ยากและทำให้คุณสาวๆ ต้องปวดหัวกันมานักต่อนัก จะดีกว่ามั้ยถ้าเราสามารถป้องกันการเกิดสิวโดยการตัดไฟแต่ต้นลม คืออย่าให้สิวมีโอกาสได้เกิดตั้งแต่แรกด้วยการขัดหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้รูขุมขนอุดตันฝากไว้นิดนึงว่าถึงแม้การขัดผิวจะช่วยลดการเกิดสิว แต่ก็ไม่ควรขัดผิวบ่อยจนเกินไป เพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ ผลิตภัณฑ์ขัดผิวที่มีเม็ดสครับขนาดเล็กเหมาะที่จะใช้ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ อาทิเช่น Lactic Acid ควรใช้ในการขัดผิวแค่ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของกรดด้วยนะ หลักการง่ายๆ ก็คือให้ลองสังเกตผิวหน้าของตัวเอง หากเกิดการระคายเคืองหรือมีรอยแดง แสดงว่าถึงเวลาที่ควรจะลดความถี่ของการขัดผิวลงได้แล้ว (ไอเทมปราบสิว เครียดแค่ไหนก็เอาอยู่!)

2. ช่วยให้สกินแคร์อื่นๆ ซึมเข้าสู่ผิวได้ลึกล้ำยิ่งขึ้น

เมื่อรูขุมขนของสะอาดสะอ้านปราศจากราคีใดๆ ไม่มีเซลล์ผิวที่ตายแล้วหรือผิวหนังที่แห้งมาอุดตันเหมือนเป็นกำแพงปิดกั้นบนชั้นผิว สกินแคร์ชนิดอื่นๆ ที่เราทาก็สามารถซึมผ่านเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ลึกล้ำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หากผิวของเราสามารถดูดซึมไม่ว่าจะเป็นเซรั่ม หรือมอยส์เจอไรเซอร์ได้ดี นั่นหมายความว่าส่วนผสมที่มีประโยชน์ต่างๆ ก็จะทำหน้าที่ในการบำรุงผิวหน้าของเราได้อย่างเต็มที่นั่นเอง เห็นมั้ยล่ะว่าการสครับหน้านับเป็นขั้นตอนแรกๆ ที่สำคัญในการดูแลผิวพรรณเลยทีเดียว

3. ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน
สาวๆ ที่มีปัญหาจุดด่างดำ รอยแผลเป็นจากสิว ผิวหน้าหมองคล้ำ มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ หรือผิวสัมผัสไม่เรียบเนียนคงจะรู้ว่าปัญหาเหล่านี้ช่างเป็นหนามยอกอกที่คอยทิ่มแทงใจอยู่ทุกครั้งที่ส่องกระจก แต่รู้หรือไม่ว่าการสครับหน้าอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยกำจัดเสี้ยนหนามเหล่านี้ให้ได้ เพราะเม็ดสครับเล็กๆ นอกจากจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป มันยังช่วยเกลี่ยสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ และผิวสัมผัสก็ดูเรียบเนียนและนุ่มขึ้น แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา สาวๆ อย่าเพิ่งถอดใจหากไม่เห็นผลลัพธ์ทันที อาจต้องใช้ความอดทนสักหน่อย รับรองว่าจะเห็นผลภายในช่วง 3-4 สัปดาห์

4. ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและการระบายน้ำเหลือง
การสครับหน้าด้วยการนวดผิวหน้าโดยวนเป็นวงกลมเล็กๆ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้เลือดมีออกซิเจนเพียงพอที่จะไปหล่อเลี้ยงและบำรุงผิวพรรณของเรา ทำให้ผิวหน้าดูมีเลือดฝาดเปล่งปลั่งจากภายในสู่ภายนอก และยิ่งไปกว่านั้นการสครับหน้ายังช่วยกระตุ้นการระบายน้ำเหลืองให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกายเพราะเหมือนเป็นการช่วยให้ได้ทำ Detox แบบย่อมๆ ไปในตัวเลยทีเดียว

5. ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้สดใส
ผิวหน้าที่ได้รับการสครับอย่างถูกวิธีและทำอย่างเป็นประจำ จะเป็นการช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลัดเซลล์ผิวใหม่ที่มีสุขภาพดีและดูสดใสขึ้นมาแทนที่เซลล์ผิวที่ตายแล้วหรือเซลล์ผิวที่กำลังจะเสื่อมสภาพ ทำให้ผิวชั้นบนสุดของผิวหน้าดูกระจ่างใส มีออร่า แลดูอ่อนกว่าวัยแบบที่ใครๆ ก็อยากเป็นเจ้าของ อาจเริ่มจากการใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวหน้าที่อ่อนโยนก่อนเพื่อให้ผิวได้มีเวลาค่อยๆ ปรับสภาพให้คุ้นเคยกับส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง ซึ่งส่วนผสมที่นิยมใช้กันก็คือ Retinol และ Glycolic Acid ที่ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว แนะนำให้ใช้ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วงแรก และค่อยๆ เพิ่มความถี่ขึ้นในภายหลัง อ่านเพิ่มเติม

ขากระตุก ” อาการที่ทำให้คุณภาพการ “นอนหลับ” แย่ลง

คุณภาพการ “นอนหลับ” มีผลต่อการใช้ชีวิตในวันรุ่งขึ้นจริงๆ คนไหนที่รู้สึกนอนไม่หลับเพราะอาการ ” ขากระตุก ” หรือขาอยู่ไม่สุขบ้าง วันนี้มีเรื่องราวนี้มาเล่าสู่กันฟัง ถือเป็นเรื่องเบาๆ ที่เราจะส่งมอบให้แก่กันในวันหยุดแบบนี้ แต่รับรองว่าได้ความรู้เรื่อง “สุขภาพ” อย่างแน่นอน

ทั้งนี้อาการ “ขากระตุก” ขาอยู่ไม่สุข รู้สึกเหมือนกับว่า มีอะไรมาไต่ที่ขา หรือบางทีก็เกิดการกระตุกที่แขน ซึ่งมักเกิดขึ้นเฉพาะเวลากลางคืน ทำให้ต้องขยับขา ลุกเดิน นอนไม่หลับ คุณภาพการ “นอนหลับ” แย่ลง สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ระบุว่า อาการเหล่านี้ควรได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์

“ขากระตุก” พบมากในผู้หญิงและผู้ป่วยโรคไต
ความรุนแรงของโรค RLS จะไม่แตกต่างระหว่างคนหนุ่มสาวและผู้สูงอายุ และส่วนใหญ่จะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังพบในผู้ที่เป็นโรคไตและผู้ที่มีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก

“ขากระตุก” เกิดจาก…?
ด้านนายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา ยังได้ระบุถึงสาเหตุของโรค Restless Leg Syndrome (RLS) หรือ “ขากระตุก” เกิดจากสารเคมีที่สมองสร้าง ที่เรียกว่า “โดพามีน” มีปริมาณน้อยลง โดยอาจเป็นจากภาวะความเจ็บป่วยบางอย่าง เช่น โรคพาร์กินสัน หรือการได้รับยาที่ทำให้โดพามีนในร่างกายลดลง หรือระบบรักษาสมดุลของธาตุเหล็กในร่างกายผิดปกติ อ่านเพิ่มเติม

ใครก็อยากมีฟันที่สวย ยิ้มสวยให้มั่นใจ รู้ วิธีการแปรงฟัน

วิธีการแปรงฟัน อย่างถูกวิธีเป็นอย่างไร
วิธีการแปรงฟัน ที่ถูกต้องควรใช้เวลาอย่างน้อย 2 นาที หรือ 120 วินาทีนั่นเอง คนส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ใช้เวลากับการแปรงฟันนานขนาดนั้น เพื่อที่จะควบคุมเวลา ควรจะใช้นาฬิกาจับเวลามาช่วย และเพื่อการแปรงฟันที่ถูกต้อง ควรสะบัดข้อมืออย่างสั้นๆ เป็นจังหวะ และอ่อนโยน โดยให้ความเอาใจใส่กับแนวเหงือก ฟันซี่ในที่แปรงยาก และบริเวณรอบๆ ฟันที่อุดหรือครอบ การทำความสะอาดแต่ละส่วนควรเป็นดังต่อไปนี้:

ทำความสะอาดด้านนอกของฟันบนจากนั้นต่อด้วยฟันล่าง
ทำความสะอาดด้านในของ ฟันบนจากนั้นต่อด้วยฟันล่าง
ทำความสะอาดบริเวณที่ใช้บดเขี้ยวอาหาร
เพื่อให้มีลมหายใจที่สดชื่น อย่าลืมทำความสะอาดลิ้นด้วย

ประเภทของแปรงสีฟันที่เลือกใช้ควรเป็นอย่างไร
ทันตแพทย์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า แปรงที่มีขนแปรงอ่อนนุ่มดีที่สุดต่อการขจัดคราบหินปูนและเศษอาหารจากฟัน หัวแปรงที่เล็กก็จะช่วยได้เช่นกันเนื่องจากสามารถเข้าถึงทุกบริเวณในปากได้ดีกว่า รวมทั้งบริเวณที่เข้าถึงได้ยากด้วย สำหรับหลาย ๆ คน แปรงสีฟันไฟฟ้าอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะจะช่วยทำความสะอาดได้ดีกว่า โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาในการแปรงฟัน คลิกที่นี่ เพื่อดูว่าแปรงสีฟันคอลเกตแบบไหนที่เหมาะกับคุณ

แปรงสีฟันที่ใช้อยู่มีความสำคัญมากแค่ไหน
การใช้แปรงสีฟันที่เหมาะกับตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ทุกวันนี้ มีแปรงสีฟันหลากหลายชนิดที่ถูกออกแบบมาเพื่อความต้องการต่าง ๆ เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ คราบบนฟัน และอาการเสียวฟัน ควรปรึกษาทันตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูว่าแปรงสีฟันชนิดไหนที่เหมาะกับคุณ คลิกที่นี่ เพื่อดูว่าแปรงสีฟันคอลเกตแบบไหนที่เหมาะกับคุณ อ่านเพิ่มเติม

” โรคเนื้อเน่า -แบคทีเรียกินเนื้อคน” ระบาดหน้าฝน เสี่ยงเสียอวัยวะ-ชีวิต

สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ชี้ โรคเนื้อเน่า (Necrotizing fasciitis) หรือแบคทีเรียกินเนื้อคน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ส่วนใหญ่จะระบาดในฤดูฝน ช่วงเกษตรกรลงดำนา ลุยโคลน การติดเชื้อมักมีอาการรวดเร็ว และรุนแรง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและถูกต้อง อาจนำมาซึ่งการสูญเสียอวัยวะและอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

โรคเนื้อเน่า คืออะไร ?

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคเนื้อเน่าเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียว หรืออาจเป็นจากการติดเชื้อแบคทีเรียหลาย ๆ ชนิดพร้อมกัน พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีประวัติไปดำนา ลุยโคลน และโดนหอย หรือเศษแก้วบาด เศษไม้ตำเท้า และไม่ได้ทำแผลหรือรักษาใด ๆ เนื่องจากต้องทำนาให้เสร็จ ทำให้เชื้อโรคเข้าไปในบาดแผล และเพิ่มจำนวนจนเกิดอาการรุนแรงได้ ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะเข้าสู่ผิวหนังผ่านทางบาดแผล หรือรอยแตกของผิวหนัง และเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะสามารถสร้างเอนไซด์มาย่อยสลายเนื้อเยื่อในร่างกายของผู้ที่ได้รับเชื้อเข้าไป ทำให้มีการกระจายของเชื้อไปได้อย่างรวดเร็วในชั้นใต้ผิวหนังภายในระยะเวลาไม่นานนัก

กลุ่มเสี่ยงโรคเนื้อเน่า

โรคเนื้อเน่าพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่คนที่มีโรคประจำตัวบางชนิดพบมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งโรคดังกล่าวได้แก่
โรคเบาหวาน
โรคหัวใจ
โรคตับแข็ง
โรคมะเร็ง
โรคไตวาย
คนที่มีภาวะกดภูมิจากการใช้สารสเตียรอยด์
คนที่ใช้สารเสพติดฉีดเข้าเส้น
คนที่มีปัญหาของหลอดเลือดบริเวณขา
คนอ้วน
คนสูบบุหรี่
คนที่ติดแอลกอฮอล์ อ่านเพิ่มเติม

ข้อควรปฏิบัติเพื่อลดเสี่ยง “โควิด-19″ สำหรับ ” คาเฟ่หมา-แมว “

ศบค.กทม. กำหนดข้อพึงปฏิบัติสำหรับ คาเฟ่หมา-แมว และคาเฟ่สัตว์เลี้ยงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากคนสู่คน และคนสู่สัตว์ หรือจากสัตว์สู่คน ตามมาตรการผ่อนปรนมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
เนื่องจาก ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กรุงเทพมหานคร (ศบค.กทม.) ได้กำหนดข้อพึงปฏิบัติสำหรับคาเฟ่สุนัข คาเฟ่แมว และคาเฟ่สัตว์เลี้ยงประเภทอื่นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามมาตรการผ่อนปรนมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากคนสู่คน และคนสู่สัตว์ หรือจากสัตว์สู่คน ซึ่งแม้จะยังไม่เคยมีปรากฏการณ์ดังกล่าวมาก่อน แต่เพื่อความไม่ประมาทจำเป็นต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในสถานประกอบการค่าเฟ่สัตว์เลี้ยง

ข้อควรปฏิบัติเพื่อลดเสี่ยง “โควิด-19″ สำหรับ ” คาเฟ่หมา-แมว “
การแยกบริเวณรับประทานอาหารและบริเวณชมสัตว์ให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน
ก่อนและหลังเข้าบริเวณชมสัตว์ให้ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล
สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากอนามัยผ้า Face Sheild และชุดหรือเสื้อคลุมตลอดเวลาที่อยู่ในบริเวณชมสัตว์
ปิดทำความสะอาดและระบายอากาศทุก 2 ชั่วโมง
ไม่อนุญาตให้ผู้ใช้บริการสัมผัสสัตว์โดยตรง
ใช้ระบบการจองเพื่อใช้บริการและบันทึกข้อมูลเพื่อการติดตามสอบสวนโรค
ระหว่างการชมสัตว์ ผู้ให้บริการต้องมีการควบคุมให้มีการเว้นระยะห่าง ลดการพูดคุย ไม่ใช้เสียงดัง ไม่ตะโกน เพื่อลดการเกิดละอองฝอยจากน้ำลาย อ่านเพิ่มเติม

เด็ก แพ้นมวัว ศึกษาสาเหตุก่อนรับมือ พ่อเเม่รู้หรือป่าว ว่าทำไม

สาเหตุที่เด็ก แพ้นมวัว หรืออาการแพ้โปรตีนนมวัวนั้น เกิดจากระบบภูมิต้านทานและระบบทางเดินอาหารของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้ย่อยโปรตีนในนมวัวได้ไม่ดีนัก จึงมีโปรตีนเข้าสู่ร่างกาย และร่างกายของทารกคิดว่าโปรตีนเหล่านั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม ภูมิต้านทานมีการทำงานเพื่อขจัดโปรตีนนั้น จึงแสดงอาการแพ้ทางระบบต่างๆ ของร่างกาย เด็กที่แพ้นมวัวจึงท้องเสีย หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการแพ้โปรตีนนมวัวนี้จะหายไปได้เมื่อเด็กโตขึ้น

อาการเด็กแพ้นมวัวเป็นอย่างไร
อาการเด็ก แพ้นมวัว อาจเกิดขึ้นทันทีหรือเกิดหลังจากกินนมไปแล้วหลายชั่วโมง หรืออาจจะนานเป็น 7-10 วันก็ได้ โดยอาการจะเกิดขึ้นกับ 3 ระบบ ได้แก่
ระบบทางเดินอาหาร มีอาการปวดท้อง ท้องเดิน อาเจียน มีเลือดปนมากับอุจจาระ
ระบบทางเดินหายใจ มีน้ำมูกไหล คัดจมูก หลอดลมอักเสบ เป็นหวัดบ่อย หายใจมีเสียงวี้ด
ระบบผิวหนัง มีผื่นแดง ผื่นคัน ลมพิษ ผิวหนังอักเสบเป็นตุ่มพอง ตกสะเก็ด หรือแสบคัน

อาการแพ้อาจแสดงออกทางระบบร่างกายเพียงระบบเดียวหรือหลายระบบพร้อมกันก็ได้ อีกทั้ง เด็กอาจจะน้ำหนักไม่ขึ้น เนื่องจากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการแพ้นมวัวนี้ จะส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก

คุณแม่ควรหมั่นสังเกตอาการของลูกหลังดื่มนมว่ามีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ เพื่อจะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม อาการเด็กแพ้นมวัวจะสามารถหายไปได้เมื่อเด็กโตขึ้น โดยมีงานวิจัยพบว่า เด็กประมาณ 50 % หายจากอาการนี้ภายในช่วงขวบปีแรก เด็กกว่า 75% หายจากอาการนี้เมื่ออายุ 3 ขวบ เด็กประมาณ 90% หายจากอาการนี้ภายในอายุ 6 ปี อ่านเพิ่มเติม