เมล็ดเจีย ได้ประโยชน์มากจากแหล่งวัตถุดิบจากธรรมชาติบำดับของไทย

เมล็ดเจีย หรือ เมล็ดเชีย ธัญพืชตัวจิ๋วแต่มากด้วยประโยชน์ ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวช่วยลดน้ำหนัก แต่รู้ไหมว่า เมล็ดเจียไม่ได้มีดีแค่ช่วยลดน้ำหนักนะ ยังป้องกันโรคและบำรุงสุขภาพของเราได้อีกด้วย

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักเมล็ดเจีย (Chia Seed) กันมาบ้างแล้ว จากสรรพคุณหลายข้อของเมล็ดเจียที่ดีต่อสุขภาพทั้งช่วยป้องกันโรคและดูแลสุขภาพของเราให้แข็งแรง โดยเฉพาะเรื่องการลดน้ำหนัก แต่อาจยังไม่รู้กันว่าเมล็ดเจียตัวจิ๋วที่เราชอบทานนั้นมีประโยชน์แอบซ่อนอยู่อีกมาก เรียกว่าประโยชน์คับเมล็ดเลยก็ว่าได้ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขออาสาพาทุกคนมาทำความรู้จักเจ้าเมล็ดเจียตัวจิ๋วนี้กันให้มากขึ้นว่าทำไมเมล็ดเจียจึงเป็นธัญพืชมากประโยชน์ที่เรากินได้ทุกวัน

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

เตรียมตัวรับมือฤดูหนาว กับ 7 ข้อปฏิบัติที่สาว ๆ ห้ามพลาด

เข้าสู่ช่วงปลายปีทีไร ลมหนาวก็เข้ามาเยือนทุกที เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็ควรจะเตรียมตัวรับมือกับ ฤดูหนาว ให้พร้อมนะ สาว ๆ เพื่อให้ร่างกายของเราสามารถที่จะต่อสู้กับลมหนาวและมีสุขภาพดี ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บได้ตลอดรอดฝั่ง ดังนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้นำ 7 ข้อปฏิบัติดี ๆ ที่สาว ๆ ควรทำในหนาวนี้มาฝากกัน ดูสิว่าเราจะสามารถรับมือกับลมหนาวด้วยวิธีไหนได้บ้าง มาดูกันเลย

1. ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ
จะหนาวแค่ไหนก็ต้องฟิต แอนด์ เฟิร์มเอาไว้ก่อน สาว ๆ อย่าลืมออกกำลังกายกันด้วยนะ แค่ออกมาวิ่งในตอนเช้า ๆ ให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แค่นี้สาว ๆ ก็จะสดชื่นไปทั้งวันแล้วค่ะ เพราะถึงแม้จะหนาวแค่ไหนการออกกำลังจะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นได้เสมอ แถมสุขภาพก็จะแข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัยที่จะมากับอากาศหนาว ๆ อีกด้วยจ้า

2. มือเท้าต้องอุ่นไว้ก่อน
อากาศหนาว ๆ ต่อให้ร่างกายจะแข็งแรงแค่ไหน สาว ๆ ก็ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นเอาไว้ก่อน นอกจากเสื้อกันหนาวและกางเกงขายาวที่ต้องใส่เพื่อความอบอุ่นแล้ว สิ่งสำคัญสาว ๆ อย่าลืมใส่ถุงมือและถุงเท้าเพื่อให้เกิดความอบอุ่นกันด้วยนะ เพราะเนื่องจากมือและเท้านั้นเป็นแหล่งรวมเส้นประสาทนับร้อย หากปล่อยให้เย็นจนแข็งก็อาจทำให้เป็นหวัดเอาได้ง่าย ๆ ค่ะ

3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
เมื่อเข้าหน้าหนาว คนส่วนใหญ่มักจะเป็นไข้หวัด ดังนั้นสาว ๆ จึงควรป้องกันตัวเองไว้ก่อนโดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะนี่จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้อย่างดีเลยค่ะ โดยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทานผัก-ผลไม้ และเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเนื้อสัตว์ ธัญพืช เต้าหู้ และไข่ ซึ่งธาตุเหล็กจะช่วยป้องกันหวัดและเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี

4. ทานวิตามิน
สำหรับสาว ๆ คนไหนที่มีร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว หากเจออากาศหนาวจัด ๆ ก็อาจทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิมได้ ดังนั้นควรจะป้องกันเอาไว้ก่อนด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่กับวิตามิน เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย อย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินซี ซึ่งวิตามินเหล่านี้จำเป็นอย่างมากที่จะช่วยให้สาว ๆ ห่างไกลจากไข้หวัดได้

5. อย่าอาบน้ำอุ่นจัด
ในหน้าหนาว สาว ๆ ไม่ควรอาบน้ำอุ่นจัดและนานจนเกินไป โดยเฉพาะการล้างหน้า เพราะน้ำอุ่นจะทำให้ความชุ่มชื้นของผิวหายไป นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีฟองมาก ๆ เพราะจะดึงความชุ่มชื้นไปจากผิว และไม่ควรเช็ดถูผิวแรง ๆ เพราะจะยิ่งทำให้ผิวลอกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ก็ไม่จำเป็นต้องสระผมบ่อย ๆ เพราะอาจทำให้หนังศีรษะแห้งเกินไปจนเกิดรังแคได้นั่นเอง

6. บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ
หน้าหนาวแบบนี้สาว ๆ จำเป็นอย่างมากที่ต้องทาโลชั่นบำรุงผิวหลังอาบน้ำขณะที่ตัวยังหมาด ๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันผิวแห้ง แตก ลอก ใน ฤดูหนาว ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญการทาครีมไม่ใช่ทาเพียงเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ควรทาให้ทั่วร่างกาย เพราะอาจทำให้ผิวแห้งลอกเฉพาะจุดเอาได้ ระวังผิวจะไม่สวยนะ สาว ๆ นอกจากนี้อย่าลืมเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปากของคุณด้วยการพกลิปบาล์มติดตัวไว้ตลอดเวลา เมื่อรู้สึกว่าปากเริ่มแห้งก็ค่อยหยิบขึ้นมาทา จะช่วยให้ปากของคุณชุ่มชื้นไปตลอดทั้งวันได้แน่นอนค่ะ

7. ดื่มเครื่องดื่มที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
อากาศหนาว ๆ แบบนี้ ก่อนนอนควรดื่มนมอุ่น ๆ หรือน้ำอุ่น ๆ สักแก้วสองแก้วจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้มากเลยทีเดียวค่ะ และนอกจากร่างกายจะอบอุ่นแล้วยังจะช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย ไม่เชื่อลองดูสิ

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

ใช้สมองเยอะยิ่งต้องบำรุง กับ ดีน่า กาบา

สมอง อวัยวะสำคัญที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ยิ่งสมองทำงานหนัก ยิ่งต้องดูแล ด้วยการเลือกกินอาหารที่ดี นอนหลับอย่างเพียงพอ เพื่อให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำดี จำเป๊ะ ไปนานๆ
สมอง อวัยวะส่วนสำคัญของร่างกาย ที่ประกอบด้วยเซลล์ประสาท เกือบ 1 แสนล้านเซลล์ เป็นศูนย์กลางการสั่งการของระบบต่างๆ ของร่างกาย สมองต้องทำงานตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่ขณะนอนหลับ

สมองเป็นอวัยวะที่เสื่อมถอยได้ เหมือนอวัยวะร่างกายอื่นๆ โดยเฉพาะหากต้องใช้งานสมองหนักๆ ไปกับการทำงาน การเรียน จ้องจอคอมพิวเตอร์ ใช้สายตานานๆ นอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งอาการสมองตื้อ ปวดหัว คิดไม่ออก หลงลืมบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณว่าสมองทำงานหนักเกินไป

ยิ่งสมองทำงานหนัก ยิ่งต้องดูแลนะ ด้วยวิธีง่ายๆ แต่ได้ผลคือ การเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และการปรับพฤติกรรมต่างๆ ที่จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไปนานๆ จำดี จำเป๊ะ ความจำดีขึ้น ชีวิตก็ดีขึ้นแน่นอน!!

วันๆ นึง…เราใช้สมองเยอะไปหรือเปล่า
สมองอวัยวะสำคัญของร่างกาย เป็นศูนย์รวมการสั่งการสู่อวัยวะต่าง ๆ ที่ทำงานต่อเนื่องยาวนานตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่มีวันหยุด

เราใช้สมองของเราไปกับชีวิตประจำวัน การทำงาน การเรียน การจดจำ การมองเห็น การคิด การตัดสินใจ และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งหากไม่ดูแลเอาใจใส่สมองของเรา ประกอบกับความเสื่อมถอยตามวัย ก็อาจเป็นที่มาของโรคทางสมองต่าง ๆ เช่น โรคสมองล้า โรคความจำเสื่อมก่อนวัยอันควรได้

ยิ่งสมองทำงานหนักแบบนี้ ยิ่งต้องดูแลกันหน่อย ด้วยการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ปรับพฤติกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้ดียิ่งขึ้น และเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ เติมสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง

บริหารสมอง ป้องกันความเสื่อม
สมองก็เหมือนอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย สามารถบำรุง และบริหารเพื่อป้องกันไม่ให้เสื่อมถอยก่อนวัยอันควรได้

การบริหารสมอง สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการจดบันทึก ที่จะช่วยกระตุ้นความจำ แถมได้ฝึกทักษะด้วยการอ่าน เขียน ฟัง พูด หรือการนั่งสมาธิ เป็นการทำให้สมองเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย ก่อให้เกิดจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ ช่วยลดความเสื่อมของสมองได้

ผ่อนคลายความอ่อนล้า นวดคลายเครียดให้สมอง โดยใช้นิ้วกดที่หัวคิ้ว และบริเวณท้ายทอย ค่อย ๆ นวดกดลงไปอย่างเบามือ สูดหายใจเข้า-ออกลึก ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อที่คอและหน้าคลายความตึงตัวลง และหมั่นดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับสมอง

กินอาหารดี ช่วยบำรุงสมองได้
การเลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์สามารถช่วยบำรุง กระตุ้นการทำงานของสมอง และชะลอความเสื่อมของสมอง ได้แก่ วิตามินชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะวิตามินบี 1 บี 6 บี 12 วิตามินอี และกรดไขมันโอเมก้า 3 6 9 ซึ่งมีอยู่ในอาหารหลายประเภท ดังนี้

วิตามินบี 1 มีมากในอาหารจำพวกข้าวแข็ง ๆ ถั่วเหลือง
วิตามินบี 6 แนะนำให้รับประทานไข่ เนื้อสัตว์ จมูกข้าว ข้าวโพด กล้วย
วิตามินบี 12 จะช่วยสนับสนุนการทำงานของกระแสประสาท ทำให้ความจำระยะสั้นดีขึ้น ลดความเสี่ยงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุราว 4 เท่า อาหารที่เหมาะสมประกอบด้วยไข่ นม เนื้อสัตว์อื่น ๆ ที่มีไขมันต่ำ
วิตามินอี มีมากในถั่ว น้ำมันรำข้าว ซึ่งจะช่วยส่งออกซิเจนเลี้ยงสมอง
กรดไขมันโอเมก้า 3 6 9 ที่มีในอาหารทะเล เนื้อปลา ถั่ว และธัญพืช ที่ช่วยเสริมสร้างกระตุ้นการทำงานของสมอง

มารู้จัก ไขมัน LDL กันเถอะ

เรื่องของไขมันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ โดยเฉพาะ ไขมัน LDL ที่เป็นไขมันที่มีผลกับสุขภาพร่างกายโดยรวม

วันนี้เราจะพามารู้จักคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดี(ไขมันเลว) หรือ LDL(Low Density Lipoprotein) กัน โคเลสเตอรอลในร่างกาย ประกอบขึ้นจากไขมันหลายชนิด ได้แก่แอลดีแอล. (LDL), เอ็ชดีแอล ( HDL), ไตรกลีเซอไรด์ (Tg) โดยสัดส่วนของไขมันต่างๆที่ประกอบกันขึ้นเป็นโคเลสเตอรอลรวมมีดังนี้ โคเลสเตอรอลรวม = LDL + HDL + (ไตรกลีเซอไรด์ / 5)

ทำไมจึงว่า LDL เป็นไขมันชนิดไม่ดี
เพราะว่าระดับ LDL ในเลือด มีความสัมพันธ์ชัดเจนกับการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมัน LDL ทำหน้าที่เป็นตัวนำโคเลสเตอรอลทั้งหลายออกจากตับเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อเซลล์เลือกใช้โคเลสเตอรอลที่ต้องการไปแล้ว โคเลสเตอรอลที่เหลืออยู่ในกระแสเลือดก็จะพอกเป็นตุ่มอยู่ที่ผนังของหลอด เลือดทำให้หลอดเลือดแข็ง ตีบ นานไปตุ่มเหล่านี้ปริแตกออกทำให้มีลิ่มเลือดเข้ามาผสมโรงพอกจนอุดตันหลอด เลือด ผลตามมาคืออวัยวะสำคัญที่ต้องอาศัยเลือดจากหลอดเลือดเช่นหัวใจ สมอง ไต เกิดขาดเลือดไปเลี้ยง กลายเป็นโรคเช่น หัวใจขาดเลือด อัมพาตอัมพฤกษ์ ความดันเลือดสูง ไตวาย เป็นต้น

LDL มาจากไหน
อาหารที่เพิ่ม LDL แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ

อาหารจำพวกไขมันอิ่มตัว (saturated fat)
หมายถึงไขมันจาก เนื้อสัตว์ต่างๆ ยกเว้นเนื้อปลา ไข่ นมโฮลมิลค์ เนย ชีส ไอศกรีม เค้ก คุ้กกี้ น้ำสลัดสำเร็จรูป พืชสกุลปาลม์เช่น น้ำมันปาลม์ น้ำมันมะพร้าว เป็นต้นการเป็นไขมันอิ่มตัว เป็นคนละประเด็นกับการเป็นโคเลสเตอรอลหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นน้ำมันปาลม์ น้ำมันมะพร้าว ไม่ใช่โคเลสเตอรอล และไม่มีส่วนประกอบที่เป็นโคเลสเตอรอล เพราะพืชทุกชนิดไม่มีโคเลสเตอรอล แต่น้ำมันปาลม์และน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันอิ่มตัว เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วก็มีผลเพิ่ม LDL ในเลือดเช่นเดียวกับไขมันอิ่มตัวจาก เนื้อ หมู ไก่ เช่นกัน เนื่องจากไขมันอิ่มตัวเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย กฎหมายจึงบังคับให้ฉลากอาหารบอกว่ามีไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนประกอบอยู่ในอาหาร นั้นเท่าไร

อาหารจำพวกไขมันทรานส์ (trans fat) เป็นไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fat)
เป็นไขมันชนิดหนึ่งโดยทั่วไป ไขมันไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำ น้ำมันมะกอก เป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพ แต่ในอุตสาหกรรมอาหารบางอย่างได้มีการเปลี่ยนเอาไขมันไม่อิ่มทั่วไปให้กลาย เป็นไขมันทรานส์ เพื่อให้มีคุณสมบัติแข็งเป็นไข จะได้เอาไปทำเนยเทียมหรือเอาไปเคลือบอาหารสำเร็จรูปได้ง่ายขึ้น อาหารที่มีไขมันทรานส์มาก ได้แก่ ขนมอบ หรือเบเกอรีที่มีมาการีนเป็นส่วนประกอบ ครีมเทียม คอฟฟี่เมท อาหารอบ อาหารทอด ขนมกรุบกรอบต่างๆ เป็นต้นปัจจุบันนี้ในยุโรปและอเมริการมีกฎหมายบังคับให้บอกที่ฉลากว่าอาหารนั้นมีไข มันทรานส์อยู่เท่าใด แต่เมืองไทยยังไม่มีกฎหมายนี้ กฎหมายไทยบังคับให้บอกเฉพาะไขมันอิ่มตัว ดังนั้นเมื่ออ่านฉลากอาหารที่มีไขมันทรานส์จะไม่เจอคำเตือนใดๆเพราะไขมัน ทรานส์มาจากไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันทรานส์นี้ เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะไปทำให้โคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ในร่างกายสูงขึ้น และไปทำให้ไขมันชนิดดีในร่างกาย (HDL) ต่ำลง จึงจัดเป็นไขมันที่มีผลเสียต่อร่างกายสองเด้งเลยทีเดียว

ระดับ LDL ในร่างกายเท่าใดจึงจะพอดี
โครงการศึกษาโคเลสเตอรอลแห่งชาติอเมริกัน (NCEP) กำหนดมาตรฐานระดับของไขมัน LDL ในเลือดดังนี้มัน

น้อยกว่า100 mg/dl พอดี optimal
100 – 129 เกินพอดี above optimal
130-159 สูงคาบเส้น borderline high
160-189 สูง high
190 สูงมาก very high
และ NCEP ยังได้แนะนำเกณฑ์ว่าใครควรจะเริ่มปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (ออกกำลังกายและคุมอาหารอย่างเข้มงวด) และควรจะเริ่มต้นใช้ยาลดไขมันเมื่อใด ตามความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดของแต่ละคน ดังนี้

ระดับความเสี่ยง
เป็นหรือเทียบเท่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือด (CHD) (คะแนนความเสี่ยงสิบปีของฟรามิงแฮม >20%)
LDL เป้าหมาย 100 mg/dl
ระดับที่ต้องเริ่มใช้ยา =>130 mg/dl
มีคะแนนปัจจัยเสี่ยงหลัก +2 ขึ้นไป (คะแนนความเสี่ยงสิบปีของฟรามิงแฮม 10-20%)
LDL เป้าหมาย 130 mg/dl
ระดับที่ต้องเริ่มใช้ยา =>130 mg/dl
มีคะแนนปัจจัยเสี่ยงหลัก +2 ขึ้นไป (คะแนนความเสี่ยงสิบปีของฟรามิงแฮม <10%)
LDL เป้าหมาย 130 mg/dl
ระดับที่ต้องเริ่มใช้ยา >= 160 mg/dl
มีคะแนนปัจจัยเสี่ยงหลัก 0 หรือ +1 (ไม่ต้องประเมินคะแนนฟรามิงแฮม)
LDL เป้าหมาย 160 mg/dl
ระดับที่ต้องเริ่มใช้ยา >= 160 mg/dl หรือ 190 mg/dl

แจก!! สูตรคุกกี้คีโต สูตรขนมคีโตทำง่าย หวานน้อย ใช้ส่วนผสมแค่ 5 อย่าง!

มีสูตรขนมอร่อยๆ มาเอาใจสายคีโตกันอีกแล้วค่าา กับ สูตรคุกกี้คีโต สูตรขนมคีโตทำง่าย ที่ใช้ส่วนผสมเพียง 5 อย่างเท่านั้น! สายคีโตคนไหนที่อยากลองทำคุกกี้กินเองบอกเลยว่าสูตรนี้เหมาะมาก เพราะทำง่าย เตรียมของไม่เยอะ แต่อร่อยโดนใจและไม่อ้วนแน่นอน

โดยสูตรนี้นอกจากจะแป้งน้อยแล้ว แป้งที่ใช้ยังเป็นแป้งมะพร้าวที่คาร์บต่ำเหมาะสำหรับคนกินคีโต ส่วนน้ำตาลก็เป็นน้ำตาลหล่อฮังก๊วย นอกจากจะไม่มีแคลอรี่แล้ว ยังไม่ทำให้อ้วนอีกด้วยนะ

สำหรับคุกกี้สูตรนี้รับรองเลยว่าทำง่ายแน่นอนค่ะ เพราะใช้ส่วนผสมเพียง 5 อย่างเท่านั้น ไม่ต้องมีส่วนผสมมากก็ได้คุกกี้คีโตอร่อยๆ แล้วล่ะค่า ซึ่งสูตรนี้จะไม่ได้ตกแต่งหน้าคุกกี้นะคะ ถ้าใครจะเพิ่มดาร์กช็อค หรือช็อคชิพก็สามารถเพิ่มได้เลย ที่สำคัญสูตรนี้เป็นสูตรหวานน้อยมากๆ ถ้าใครไม่อยากให้รสชาติจืดเกินไป จะเพิ่มน้ำตาลหล่อฮังก๊วยใ้ห้มากกว่าในสูตรก็ได้เช่นกัน โดยแนะนำให้ใส่ 2 ช้อนโต๊ะขึ้นไปค่ะ

สูตรคุกกี้คีโต หวานน้อย ไม่อ้วน
ไข่เบอร์ 0 1 ฟอง
แป้งมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลหล่อฮังก๊วย 1-2 ช้อนโต๊ะ
เนยถั่ว 100% ไม่มีน้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ตีไข่และน้ำตาลให้เข้ากัน
2. ผสมเนยถั่วลงไป จากนั้นคนให้เข้ากัน ถ้าอยากให้ผสมง่าย แนะนำให้เลือกเนยถั่วแบบที่เนื้อเนียนๆ
3. ใส่แป้งมะพร้าวและน้ำมันมะพร้าวตามลงไป แล้วผสมส่วนผสมให้เข้ากัน จนได้เนื้อคุกกี้เนียนๆ หนืดๆ
4. กรุกระดาษไขลงบนถาดอบ จากนั้นหยอดคุกกี้ลงบนถาดอบเป็นทรงกลม
5. ตกแต่งหน้าคุกกี้ตามใจชอบ จากนั้นฉีดน้ำมันสเปรย์เล็กน้อย
6. นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 150 องศา อบ15 นาที คุกกี้ที่ได้จะกรอบนอกนุ่มใน รสชาติหวานน้อย อร่อยถูกใจสายคีโตแน่นอนค่า

14 ชนิดของอาหารที่มีวิตามินเคสูง

“อาหารที่มีวิตามินเคสูง (Vitamin K)” เป็นวิตามินในกลุ่มที่ละลายได้ดีในไขมัน ซึ่งเราจะทราบกันดีเมื่อพูดถึงบทบาทของวิตามินเคนั้นมีความสำคัญต่อการแข็งตัวของเลือดนั่นเองค่ะ จริงๆ แล้ววิตามินเคมีทั้งหมด 3 ชนิด และรูปแบบที่พบในธรรมชาติจะมีอยู่ 2 รูปแบบ ดังนี้่

วิตามินเค I (Vitamin K I) หรือ ฟิลโลควิโนน (phylloquinone) เป็นรูปแบบที่พบในพืชผักใบเขียวและสัตว์
วิตามินเค II (Vitamin K II) หรือ เมนาควิโนน (menaquinone) เป็นรูปแบบที่พบในเนื้อเยื่อตับและยังสามารถสร้างได้โดยแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในร่างกาย
วิตามินเค III (Vitamin K III) หรือ เมนาไดโอน (menadione) นั้น เป็นโมเลกุลที่สังเคราะห์ขึ้น ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็น เมนาควิโนน โดยตับ
นอกจากร่างกายจะได้รับวิตามินเคจากอาหารที่รับประทานแล้ว เชื้อแบคทีเรียในลำไส้ของเราก็สามารถสังเคราะห์วิตามินเคได้เอง ด้วยเหตุนี้ระดับวิตามินเคของเราจึงขึ้นอยู่กับสุขภาพของลำไส้ของเรานั่นเอง และส่วนใหญ่พบว่าปัจจัยที่ก่อให้เกิดการขาดวิตามินเคนั้น ดังนี้

เกิดจากความผิดปกติของตับให้ทำงานได้ไม่เต็มที่
คนที่มีความผิดปกติของท่อน้ำดี
การใช้ยาปฏิชีวนะนานๆ หรือมากเกินไป

เมื่อร่างกายเกิดการขาด อาหารที่มีวิตามินเคสูง จะทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินเค ที่เรียกว่า (Hypovitaminosis K) คือ มีเลือดออกในอวัยวะต่างๆ เช่น ช่องกะโหลกศีรษะ ลำไส้ หรือ ผิวหนัง โดยจะพบมากในช่วงอายุ 1 สัปดาห์แรกของทารกแรกเกิดค่ะ ส่วนภาวะขาดวิตามินเคในผู้ใหญ่นั้นมักเกิดร่วมกับสาเหตุบางอย่าง เช่น โรคเรื้อรังของระบบทางเดินอาหารบางชนิด

อาการแสดงเมื่อขาดวิตามินเค
โลหิตไหลไม่หยุด หรือหยุดยากเวลามีบาดแผล เลือดแข็งตัวช้าหรือเลือดกำเดาออก
มีการตกเลือด หรือเลือดออกภายใน เช่น ในลำไส้เล็ก เลือดออกมากับปัสสาวะ เลือดออกที่ตา เลือดออกหลังผ่าตัดหรืคลอดก่อนกำหนด
ขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 65 – 80 ไมโครกรัม ต่อวัน

14 ชนิดของอาหารที่มีวิตามินเคสูง
1.ผักเคล
ผักใบสีเขียวเข้มที่ให้ประโยชน์ทางโภชนาการสูงอย่างผักเคลก็จัดเป็นแหล่งของวิตามินเคสูงค่ะ ซึ่งผักเคลปริมาณครึ่งถ้วย จะมีวิตามินเคอยู่มากถึง 444 ไมโครกรัม

2.ถั่วเหลืองหมัก
ถั่วเหลืองหมักที่ส่วนใหญ่ชาวญี่ปุ่นจะชอบนำมาปรุงอาหารกัน ใครจะรู้ว่ามีวิตามินเคที่สูงมาก ถั่วเหลืองหมักปริมาณเพียงแค่ 2 ออนซ์ ก็ทำให้ได้รับวิตามินเคอยู่มากถึง 500 ไมโครกรัม

3.ต้นหอม
คงไม่มีใครไม่รู้จักต้นหอมใช่ไหมล่ะคะ ถือว่าเป็นพืชผักประเภทหลักๆที่คนไทยนิยมนำมาปรุงอาหารกันเลยทีเดียว ต้นหอมหั่นเป็นท่อนปริมาณครึ่งถ้วย มีวิตามินเคอยู่มากถึง 103 ไมโครกรัม

4.น้ำมันมะกอก
น้ำมันมะกอกส่วนใหญ่หลายคนอาจจะทราบมาจากการนำมาปรุงสลัดผักสดกันนอกจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายภายในแล้วยังให้ประโยชน์ต่อภายนอกด้วยเช่นกัน โดยน้ำมันมะกอกปริมาณ 100 กรัม มีวิตามินเคอยู่ 60.2 ไมโครกรัม

5.กะหล่ำปลี
มาถึงพีชผักอีกหนึ่งชนิดที่ใครๆ หลายคนชอบนำมาประกอบอาหารกันนั่นก็คือ กะหล่ำปลีนั่นเอง กะหล่ำปลีปริมาณครึ่งถ้วย มีวิตามินเคอยู่ถึง 82 ไมโครกรัม

6.หน่อไม้ฝรั่ง
เราจะเห็นได้ว่าหน่อไม้ฝรั่งติดอันดับต้นๆ ของแต่ละวิตามินเลยทีเดียว ทั้งนี้หน่อไม้ฝรั่งแสนอร่อยนี้ยังจัดเป็นแหล่งของวิตามินเคอีกด้วยค่ะ หน่อไม้ฝรั่งปริมาณ 100 กรัม มีวิตามินเคอยู่ถึง 50.6 ไมโครกรัม

7.พริกผงและเครื่องเทศเผ็ดร้อน
ผงพริกหรือผงเครื่องเทศที่นำมาปรุงอาหารทำให้เกิดรสชาติเผ็ดร้อนนั้นก็ให้วิตามินเคที่สูงอยู่เช่นกัน โดยผงพริกหรือผงเครื่องเทศปริมาณ 100 กรัม จะให้วิตามินเคถึง 105.7 ไมโครกรัม

8.พรุนแห้ง
ลูกพรุนเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์หลายอย่างโดยเฉพาะพรุนแห้งที่ให้วิตามินเคที่สูง ส่วนใหญ่คนจะนิยมนำมารับประทานเป็นของว่างหรือทานเล่นนั่นเอง พรุนแห้งปริมาณครึ่งถ้วย มีวิตามินเคอยู่ถึง 52 ไมโครกรัม

9.ถั่วเหลือง
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุงรส ขนม หรือแม้แต่ถูกนำมาประกอบอาหารไทยส่วนใหญ่ก็จะมีส่วนผสมของถั่วเหลืองอยู่เสมอ ถั่วเหลืองเมื่อนำไปปรุงสุกปริมาณ 1 ถ้วย จะให้วิตามินเค 66.4 ไมโครกรัม

10.กะหล่ำดาว
กะหล่ำดาวหลายๆ คนอาจจะพอรู้จักกันบ้างนอกจากนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายแล้วยังให้ประโยชน์มากมายรวมไปถึงเป็นแหล่งของวิตามินเคเช่นกันค่ะ กะหล่ำดาวปริมาณครึ่งถ้วย มีวิตามินเคอยู่ 78 ไมโครกรัม

11.บลอคโคลี่
ผักสีเขียวเข้มอย่างบลอคโคลี่จัดว่าเป็นแหล่งอุดมของวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดเลยก็ว่าได้ และหนึ่งในนั้นก็จัดเป็นแหล่งของวิตามินเคที่สูงเช่นกันค่ะ บลอคโคลี่ปริมาณครึ่งถ้วยมีวิตามินเคอยู่ 46 ไมโครกรัม

12.แตงกวา
จะนำมาพอกหน้าก็ดีจะนำมารับประทานก็แสนจะง่าย คุณประโยชน์มากมายขนาดนี้ยังจัดเป็นแหล่งของวิตามินมากมายเลยล่ะค่ะ แตงกวาปริมาณ 1 ลูกขนาดกลาง มีวิตามินเคอยู่ 49 ไมโครกรัม

13.ใบโหระพา
ส่วนใหญ่แล้วใบโหระพาเราจะนำมารับประทานแกล้มกับอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวกัน นอกจากนี้ใบโหระพาแห้งปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ จะมีวิตามินเคอยู่ 36 ไมโครกรัม

14.ผลิตภัณฑ์นม
นอกจากนมแล้วผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิดก็เป็นหล่งของวิตามินเคเช่นกันค่ะ โดยผลิตภัณฑ์นมปริมาณครึ่งถ้วย มีวิตามินเคอยู่ 10 ไมโครกรัม

 

5 ความเข้าใจผิดที่ทำให้ลดน้ำหนักไม่ได้ผลสักที

การลดน้ำหนัก ตัวเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน เพราะไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน แต่น้ำหนักตัวก็ไม่ยอมลดลงสักที จนทำหลายคนเสียกำลังใจ อยากเลิกลดน้ำหนักไปเลย วันนี้เราลองมาดูกันว่า มีความเข้าใจผิดเรื่องไหน ที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล

1.สนใจแต่ตัวเลขบนตาชั่ง
น้ำหนักตัวเลขเครื่องชั่งน้ำหนัก ไม่ได้เป็นตัวกำหนดเสมอไป ว่าคุณหุ่นดีหรือไม่ เพราะในร่างกายเรานั้นประกอบไปด้วย กล้ามเนื้อ และไขมัน น้ำ กระดูก เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตว่า น้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นนั้น เป็นน้ำหนักของกล้ามเนื้อหรือไขมันกันแน่ หากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเป็นกล้ามเนื้อ ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวล เนื่องจากกล้ามเนื้อที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้รูปร่างกระชับ ทำให้ไขมันถูกขจัดได้มากขึ้น จึงทำให้หุ่นสวย ได้สัดส่วน

2.อยากผอม ต้องกินให้น้อย
มีสาว ๆ หลายคนพยายามทานน้อย โดยการอดอาหารบางมื้อ เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานน้อยลง จนร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ก่อให้เกิดผลเสียในหลายด้านต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังทำให้ระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายลดลง เมื่อกลับมากินอาหารตามปกติ จะทำให้อ้วนมากกว่าเดิม วิธีการลดน้ำหนักที่ได้ผลคือ งดการอดอาหาร แต่ให้การลดการทานของหวาน ขนมต่าง ๆ ให้น้อยลง เพียงแค่นี้ก็จะช่วยทำให้น้ำหนักค่อย ๆ ลดลงได้แล้ว

3.กินให้มาก แล้วออกกำลังกายทดแทน
หลายคนพยายามลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ก็กินเยอะไม่แพ้กัน การลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ไม่ได้ผล เพราะเราได้รับพลังงานจากอาหารมากจนเกินไป ถึงแม้ว่าจะพยายามออกกำลังกายหนักแค่ไหน ก็ยังไม่สามารถขจัดพลังงานส่วนเกินออกไปจนหมด ยังไงก็ลดก็ไม่ลดลงแน่นอน

4.ออกกำลังกายมากเกินไป
การออกกำลังกายเป็นตัวช่วยที่ดีในการลดน้ำหนัก แต่การหักโหมออกกำลังกายหนักเกินไป เพื่อลดน้ำหนักให้เร็วขึ้น ไม่ใช่วิธีที่ดีเลย เพราะจะทำให้ร่างกายเกิดความเครียด จนเกิดการสะสมไขมัน หากอยากให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ให้ใส่ใจการทานอาหารให้มากขึ้น จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างน่าพอใจแน่นอน

5.ต้องทานอาหารคลีนเท่านั้น
การลดน้ำหนักที่ต้องทานเฉพาะอาหารคลีนเท่านั้น อาจกลายเป็นเรื่องลำบากในชีวิต ในช่วงลดน้ำหนัก เราสามารถทานขนมได้บ้าง แต่ควรทานในปริมาณที่เหมาะสม การทานอาหารตามใจตัวเองบางครั้งคราว จะทำให้การลดน้ำหนักไม่เครียดจนเกินไป

การลดน้ำหนักให้ได้ผลนั้น จะต้องใช้ความอดทน ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป การหักโหมออกกำลังกายและการอดอาหาร เป็นวิธีลดน้ำหนักที่ผิด ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะนอกจากจะทำให้น้ำหนักไม่ลดแล้ว ยังส่งผลเสียกับร่างกายอีกด้วย

5 เคล็ดลับลดน้ำหนักแบบไม่ทำร้ายสุขภาพ

กำลังมองหา วิธีลดน้ำหนัก กันอยู่หรือเปล่าคะสาวๆ หากใช่ งั้นมาลองใช้ วิธีลดน้ำหนัก ตามนี้ดูสิคะ ถือเป็นวิธีลดง่ายๆ พื้นฐาน แต่หากทำอย่างสม่ำเสมอ รับรองค่ะว่าจะมีหุ่นสวยในเวลาไม่นานแน่นอน

1.ทานผักและผลไม้เยอะๆ
ผักและผลไม้มีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกายของเรา เพราะอุดมไปด้วยสารอาหาร ทั้ง วิตามิน แร่ธาตุ และยังมีใยอาหารที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย โดยการเลือกทานผลไม้ควรเลือกผลไม้ที่มีหวานน้อย เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล กีวี่ นอกจากนี้ กล้วยหอม ก็ถือเป็นผู้ช่วยยอดฮิตของคนที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะกล้วยหอมให้พลังงานสูง กินแล้วอยู่ท้อง เหมาะแก่การทานเป็นมื้อวาง หรือทานร่วมในมื้อหลักก็ได้เช่นกัน ส่วนการทานผักก็ควรเน้นให้มีความหลากหลาย เน้นให้มีหลายสี เช่น กระหล่ำปลี มะเขือเทศ เห็ด บร็อคโคลี่ แครอท ฯลฯ

2.ลดน้ำตาล เกลือ ไขมัน
น้ำตาล เกลือ ไขมัน ถือเป็นศัตรูตัวร้ายของคนที่กำลังต้องการลดความอ้วน เพราะสารอาหารทั้ง 3 ชนิดนี้มีผลต่อน้ำหนัก ซึ่งปัจจุบันที่หลายคนๆ อยู่ในภาวะน้ำหนักเกินโดยเฉพาะเด็กๆ ก็มาจากการทานอาหารที่มีน้ำตาล เกลือ และไขมันมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็น ขนมขบเคี้ยว น้ำหวาน น้ำอัดลม อาหารฟาสต์ฟู๊ด ดังนั้นควรเลือกทาน น้ำตาล เกลือ ไขมันให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

3.ออกกำลังกายเป็นประจำ
การออกกำลังกายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการลดน้ำหนัก เพราะการออกกำลังกายช่วยในเรื่องของการเผาผลาญพลังงาน ที่เราได้รับจากการทานอาหารในแต่ละวัน หนุ่ม – สาวออฟฟิศเดี๋ยวนี้ใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์แทบตอลดทั้งวัน ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหว การแบ่งเวลาเพื่อออกกำลังกายในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นหลังเลิกงานจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสุดๆ ในการลดน้ำหนัก ซึ่งการออกกำลังกายสามารถทำได้ง่ายๆ ใช้เวลาไม่เยอะ วันละ 30 – 40 นาที แต่ก็ตังใจแบ่งเวลาให้สามารถออกกำลังกายได้ทุกวันเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อผลลัพธ์ตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้

4.นอนหลับให้เพียงพอ
ช่วงเวลาที่เรานอนหลับคือช่วงที่ร่างกายได้ทำการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย ดูและระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกาย เมื่อร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ สิ่งต่างๆ ที่เราทำมาเพื่อการลดน้ำหนักก็จะเป็นไปด้วยดี โดยปกติเราควรน้อยหลับอย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมงในแต่ละวัน

5.อย่าหักโหม
การลดน้ำหนักต้องทำอย่างพอดี ไม่มากเกินไป ทั้งเรื่องการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย เพราะถ้าหักโหมเกินไป จะส่งผลเสียมากผลดี การอดอาหารมากเกินไปจะทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า ไม่มีแรง ยิ่งถ้าไปออกกำลังกายทั้งๆ ที่ไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ร่างกายอาจได้รับบาดเจ็บ

เทคนิค 5 ข้อในการลดน้ำหนักที่เรานำเสนอนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีง่ายๆ ที่ทุกคนทำได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรการคำนึงถึงความปลอดภัยของสุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องคิดถึงเป็นอันดับแรก ทุกอย่างต้องทำอย่างพอดี เพียงแต่ขอให้ทำอย่างสม่ำเสมอ รับรองได้ว่า การมีรูปร่างดี พร้อมสุขภาพดีๆ เกิดขึ้นได้กับทุกคนแน่นอน

ประโยชน์และสรรพคุณมะยม ดียังไงชวนคุณมาลอง

ประโยชน์ของมะยม ในด้านผักและอาหาร คือ คนไทยใช้ยอดอ่อนและใบอ่อนของมะยมเป็นผัก เช่น ผักจิ้ม หรือที่นิยมมากคือเป็นเหมือดกินกับขนมจีน โดยหากสังเกตการจัดวางเส้นขนมจีนในชนบทภาคกลาง จะเห็นใบมะยมวางรองเส้นขนมจีนเป็นชั้นๆ นอกจากนี้ยังใช้ทำลาบและยำบางตำรับอีกด้วย ผลดิบของมะยมใช้ทำส้มตำได้ เรียกว่าตำมะยม และผลมะยมนำมากินได้หลากหลายรูปแบบ แม้แต่นำมาจิ้มเกลือกินเล่นก็ได้รสชาติเปรี้ยวจัดจ้าน ทำให้หูตาสว่างหายง่วง หากไม่ชอบเปรี้ยวจัดก็ใช้ผลมะยมสุกที่นำผลดิบมาตากแดดให้เหี่ยวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนแล้วกินแทน ผลมะยมดอง ประโยชน์ของมะยม สำหรับผู้ที่ไม่ชอบรสเปรี้ยว ก็อาจเลือกทำแยมหรือเชื่อม เป็นการถนอมอาหารอย่างง่ายที่ทำได้ทุกครัวเรือน และขายเป็นรายได้เสริมของครอบครัวและชุมชน นอกจากนี้ไวน์มะยมก็เป็นไวน์จากผลไม้พื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงมานานในเมืองไทย เพราะหาวัตถุดิบได้ง่าย รสชาติดี สีสวย และคุณค่าทางด้านสุขภาพ ไม่ด้อยกว่าไวน์นำเข้าราคาแพงจากต่างประเทศ ส่วนในฟิลิปปินส์ใช้ทำน้ำส้มสายชู หรือกินดิบหรือดองในเกลือและน้ำส้มสายชู ในมาเลเซียนิยมนำไปเชื่อม ในอินเดียและอินโดนีเซียนิยมนำใบมะยมไปประกอบอาหาร

ในด้านความเชื่อ คนไทยจะเชื่อว่ามะยมเป็นพืชมงคล มีผลทางด้านโชคลาภ เมตตามหานิยมแล้ว ยังเชื่อว่าช่วยป้องกันและขจัดสิ่งชั่วร้ายได้ด้วย จึงนำมาใช้ในพิธีปัดรังควาน และใช้สำหรับพระสงฆ์ประพรมน้ำมนต์แทนหญ้าคา โดยนิยมใช้ใบมะยม(ทั้งก้าน) 7 ใบ มัดรวมกัน

สำหรับสรรพคุณทางยาของมะยมนั้น ตามตำรายาไทยระบุว่า ราก รสจืด แก้โรคผิวหนัง ผดผื่นคัน ช่วยซับน้ำเหลืองให้แห้ง ประดง ดับพิษเสมหะ เปลือกต้น รสจืด สรรพคุณแก้ไข้ทับระดู ระดูทับไข้ และแก้เม็ดผดผื่นคัน ใบ รสจืดมัน ปรุงเป็นส่วนประของยาเขียว สรรพคุณแก้ไข้ ดับพิษไข้ บำรุงประสาท ต้มร่วมกับใบหมากผู้หมากเมียและใบมะเฟืองอาบแก้คัน ไข้หัด เหือด และสุกใส ดอก ดอกสดใช้ต้มกรองเอาน้ำแก้โรคในตา ชำระล้างในตา ผล รสเปรี้ยวสุขุม กัดเสมหะ แก้ไอ บำรุงโลหิต และระบายท้อง แก้เลือดออกตามไรฟัน ใช้เป็นยาบำรุงเลือด บำรุงธาตุ ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ

ส่วนตำรายาพื้นบ้านระบุว่า ใบตัวผู้ แก้พิษคัน แก้พิษไข้หัว เหือด หัด สุกใส ดำแดง ปรุงในยาเขียว และใช้เป็นอาหารได้ รากตัวผู้ แก้ไข้ แก้โรคผิวหนัง แก้ประดง แก้เม็ดผื่นคัน ขับน้ำเหลืองให้แห้ง

รูปแบบและขนาดวิธีใช้มะยม ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุ บำรุงโลหิตด้วยการใช้ผลแก่นำมาดองในน้ำเชื่อมจนครบ 3 วัน (น้ำ 1 ส่วน / น้ำตาล 3 ส่วน) แล้วนำมารับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ

แก้ไข้ทับระดู ระดูทับไข้ ด้วยการใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำดื่ม

แก้เบาหวาน ด้วยการใช้ใบสดและรากใบเตยพอประมาณนำมาใส่หม้อ เติมน้ำแล้วต้มเอาน้ำดื่ม

ลดความดันโลหิต ด้วยการใช้ใบแก่พร้อมก้านประมาณ 1 กำมือ นำมาใส่หม้อเติมน้ำพอท่วม ใส่น้ำตาลเล็กน้อยเพื่อดับรสเฝื่อน ต้มให้เดือดประมาณ 5 นาที แล้วนำมาดื่มจนความดันเป็นปกติแล้วจึงหยุดรับประทาน

บรรเทาอาการปวดศีรษะ ด้วยการใช้ใบมะยมแก่รวมก้าน 1 กำมือนำมาต้มกับน้ำ ใส่น้ำตาลกรวดพอประมาณ (ไม่ให้หวานมาก) นำมาต้มจนเดือด ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น

แก้ไข้ แก้ไอ ใช้เป็นยาระบาย โดยรับประทานผลสด (อาจจิ้มกับเกลือ เพื่อแก้รสเปรี้ยวก็ได้) ใช้แก้ไข้ ใช้เป็นยาระบาย ช่วยขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ โดยใช้รากมะยม ต้มกับน้ำใช้ดื่ม เช้า-เย็น

แก้โรคประดง แก้พิษไข้หัว แก้หัด เหือด อีสุกอีใส แก้ผดผื่นคัน ด้วยการใช้รากประมาณ 1 กิโลกรัมนำมาต้มกับน้ำ 10 ลิตร ต้มให้เดือดประมาณ 10 นาที ทิ้งไว้ให้อุ่นแล้วนำมาอาบ

ลักษณะทั่วไปมะยม มะยมจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง มีความสูงประมาณ 3-10 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นเป็นปุ่มปมอันเกิดจากแผลเป็นของก้านใบที่ร่วงหล่นไปแล้ว กิ่งก้านมักจะเปราะและหักง่าย ใบเรียงสลับกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง ใบเป็นประเภทขนนก คือมีใบย่อยเรียงอยู่ ๒ ด้านของก้านใบรวมขนาดใหญ่ ยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ใบย่อย มี 20 – 30 คู่ เป็นรูปไข่เบี้ยว ปลายใบแหลม ก้นใบค่อนข้างกลม ด้านบนใบสีเขียวอ่อน ด้านล่างสีขาวนวลอมเขียว

ดอกมะยมออกเป็นช่อ แทงออกตามกิ่ง และลำต้น แต่ส่วนมากออกตามปลายกิ่งจนถึงยอด มักแทงงอกบริเวณด้านล่างของใบ เป็นดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียในต้นเดียวกัน มีก้านดอกยาว 1-2 มม. กลีบดอกมีรูปร่างคล้ายไต มีสีเขียวหรือสีแดงเรื่อ กลีบดอกยาวประมาณ 1.5 มม. ดอกตัวผู้มีเกสรตัวผู้ 4 อัน ดอกตัวเมียมีรังไข่ 3-4 ห้อง บางครั้งอาจพบเกสรตัวผู้ 1-3 อัน บริเวณฐานรังไข่

ผลมะยมมีลักษณะค่อนข้างกลม ก้นแบน จุกด้านบนบริเวณก้านผลบุ๋มลงไปด้านข้าง เป็นพูเว้านูนรอบผล ประมาณ 6-8 พู (เหลี่ยมนูน) ผลกว้างประมาณ 1-3 ซม. มีขั้วผลสั้นประมาณ 0.5 ซม. ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีเหลืองอมเขียวเล็กน้อย และแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวล เนื้อผลมีรสเปรี้ยวฉ่ำน้ำ ผล 1 ผล เมล็ดมี 1 เมล็ด มีลักษณะเป็นพูคล้ายพูผล เมล็ดมีสีนวลอมน้ำตาล เนื้อเมล็ดแข็งมาก

ทั้งนี้ต้นมะยมอาจแบ่งเป็นต้นตัวผู้ และต้นตัวเมีย โดยต้นตัวผู้จะมีลักษณะสูงใหญ่ แตกกิ่งก้านน้อย ใบใหญ่ ออกดอกเป็นสีแดงม่วง ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย เพราะเป็นต้นที่ดอกมีเกสรตัวผู้มากกว่าเกสรตัวเมีย แต่ก็ติดผลบ้าง เพราะยังมีดอกเกสรตัวเมียบ้าง ส่วนต้นตัวเมียมักมีลักษณะลำต้นเตี้ยกว่า ออกใบเล็ก แต่ใบดก แตกกิ่งก้านมาก ดอกมีสีเหลืองเขียว ออกดอกดก ติดผลดกทั่วลำกิ่ง เพราะต้นตัวเมียจะมีเกสรตัวเมียมากกว่าเกสรตัวผู้ ซึ่งตามตำรายาไทยและตำรายาพื้นบ้าน มักจะนิยมใช้รากและใบมะยมตัวผู้มากกว่าตัวเมีย เพราะมีสรรพคุณทางยามากกว่า

การขยายพันธุ์มะยม มะยมสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง สำหรับการปลูกมะยม โดยวิธีการเพาะเมล็ด สามารถทำได้โดยการนำผลมะยมที่แก่จัด และหล่นจากต้น (ควรเลือกต้นแม่ที่มีกิ่งมาก ให้ผลดก ผลมีขนาดใหญ่สม่ำเสมอ ส่วนผลที่นำมาเพาะ ควรเป็นผลมีลักษณะอวบใหญ่) ให้ปอกเนื้อมะยมออกให้หมดจนเหลือแต่เมล็ด แล้วนำเมล็ดมาตากแดดจนแห้ง

หลังจากได้เมล็ดมะยมแห้งแล้ว ให้นำมาแช่ในน้ำร้อนประมาณ 1 นาที ก่อนลงเพาะในถุงเพาะชำ เพื่อเพาะเป็นต้นกล้าก่อนนำไปปลูก หรือ อาจจะนำเมล็ดฝังดินบริเวณที่ต้องการ ซึ่งให้ใส่เมล็ดประมาณ 2-3 เมล็ด/หลุม เมื่อกล้ามะยมเกิดแล้วค่อยถอนต้นออกให้เหลือต้นที่สมบูรณ์ที่สุดเพียงต้นเดียว แต่ในปัจจุบันพบว่า การตอน เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีจากการทดลองตอนต้นขนาดใหญ่อายุประมาณ 10 ปียังสามารถออกรากได้ และออกดอก ติดผลได้ในปีแรกหลังการปลูกกิ่งตอน ส่วนวิธีการเพาะเมล็ด เป็นวิธีการที่ทำได้ง่าย แต่ต้องใช้เวลาในการให้ผลผลิตยาวนานกว่าการตอน

“มังคุดราชินีแห่งผลไม้” “ประโยชน์ของมังคุด” ที่ต่อเรายังไง

มังคุด ภาษาอังกฤษ : Mangosteen ส่วนมังคุดชื่อวิทยาศาสตร์ : Garcinia mangostana Linn. เป็นผลไม้ที่นิยมอย่างมากในแถบเอเชีย โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น “มังคุดราชินีแห่งผลไม้” (Queen of Fruits) อาจเป็นเพราะลักษณะภายนอกของผล ที่มีกลับบนหัวคล้ายๆ กับมงกุฎของพระราชินี เป็นผลไม้ที่จัดว่ามีประโยชน์มากชนิดหนึ่ง โดยประโยชน์ของมังคุดไม่ได้อยู่แค่เนื้อที่เรานิยมรับประทานกันเท่านั้น ประโยชน์ของเปลือกมังคุดก็มีมากมายในการรักษาโรคได้เช่นกัน มังคุดมีผลไม้ที่มีรสชาติ อร่อย หอมหวานกลมกล่อม

“มังคุด” มีสารแซนโทน (Xanthone) ในปริมาณมาก ที่มีสรรพคุณสูงสุดคือ GM-1 ซึ่ง GM-1 เป็นสารที่ปลอดภัย โดยปลอดภัยกว่าสารที่มีรสเปรี้ยวในส้มถึง 5 เท่า และยังมีคุณสมบัติในการ (ประโยชน์ของ GM-1)

ต้านเชื้อแบคทีเรีย
ต้านการอักเสบ
ระงับการปวด และลดอาการแพ้
ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งเกิดจาก LDL Cholesterol Oxidation
ฆ่าเซลล์มะเร็งในเต้านม มะเร็งในเม็ดเลือด มะเร็งในตับ มะเร็งในไต มะเร็งในทางเดินอาหาร และมะเร็งในปอด (ทดสอบในหลอดทดลอง)
ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรค (ในหลอดทดลอง
ระงับการขยายตัวของเชื้อ HIV (ในหลอดทดลอง)
เพิ่มความสามารถของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม และเชื้อแบคทีเรีย (Phagocytic acitivity)
ระงับการเสื่อมสลายของกระดูกอ่อน และสร้างมวลกระดูก

มังคุดยังมีสารแทนนิน (Tannin) ในเปลือกของมังคุด หากบริโภคมากเกินไปและต่อเนื่อง อาจจะทำให้เกิดเป็นพิษต่อตับ ไต การเกิดมะเร็งในร่องแก้ม ในทางเดินอาหารส่วนบน และยังไปลดจำนวนของเม็ดเลือดขาวจนทำให้ภูมคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงจากปกติ (ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย) ดังนั้นการรับประทานที่ดีที่สุดคือการรับประทานอย่างมีสติ ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกรับประทานผลไม้ให้หลากหลาย ไม่ซ้ำกัน ไม่อย่างนั้นผลไม้ที่มีประโยชน์มากมายมันอาจจะกลายเป็นโทษต่อร่างกายเสียเอง ประโยชน์ของน้ำมังคุด,น้ำมังคุดสกัดเข้มข้น,มังคุดต้านมะเร็ง, น้ำมังคุดบิม, น้ำมังคุดมีประโยชน์,น้ำมังคุดBIM

ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว (สิงหาคม พ.ศ.2555) ได้มีการเปิดตัวผลงานวิจัย “สูตรสารธรรมชาติ มังคุดต้านมะเร็ง” โดย ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา เผยว่างานวิจัยดังกล่าวเป็นการต่อยอดยำเอาคุณประโยชน์ของสารสกัดจีเอ็ม-1(GM-1) ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะราคาแพง ลดการอักเสบได้เป็น 3 เท่าของแอสไพริน และสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสกัดมาจากเปลือกมังคุดสูตรธรรมชาติที่ผสมกับสารสกัดจากงาดำ ฝรั่ง ถั่วเหลือง ใบบัวบก จนได้เป็นอาหารเสริมชนิดดีที่ช่วยปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุล โดยมีผลช่วยเพิ่มการผลิตเม็ดเลือดขาวทีเอช 1 ที่ช่วยในการกำจัดเซลล์มะเร็ง เชื้อรา เชื้อไวรัส และแบคทีเรีย และเม็ดเลือดขาวชนิดทีเอช 17 ที่ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง อย่างไม่มีผลข้างเคียงใดๆ
ขณะที่ ศ.พญ.สุมิตรา ทองประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวถึงผลงานวิจัยด้วยการทดสอบผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัด 20 ราย ในระยะเวลา 6 เดือน หลังจากที่ผู้ป่วยรับประทานอาหารสูตรธรรมชาติร่วมกับน้ำมังคุดสกัดร้อยละ 80 เห็นได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลงว่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น หลายคนกินข้าวได้ อาการเจ็บปวดบรรเทาลง ผู้ป่วยบางรายสามารถกลับไปทำงานได้ปกติ โดยทุกรายมีภูมิคุมกันที่ดีขึ้นแม้จะไม่หายจากโรคมะเร็ง จึงช่วยเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการใช้ยารักษาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

มังคุด อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร ไขมัน โปรตีน วิตามินบี วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุแมกนีเซียม ธาตุแมงกานีส ธาตุฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุสังกะสี

ประโยชน์ของมังคุด โดยรวม (ประโยชน์ของน้ำมังคุดตามงานวิจัย Operation bim)

ลดอาการอักเสบ และรักษาแผลพุพองต่างๆ สารซานโทเนสในมังคุดสามารถต่อต้านและยับยั้งการการสังเคราะห์สารพลอสตาแกลนดินอีทู (PGE2) รักษาอาการอักเสบของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ดังนั้น มังคุดจึงช่วยบรรเทาอาการอักเสบเรื้อรังต่างๆ อาทิเช่น โรคเบาหวาน, โรคมะเร็ง, โรคไขข้ออักเสบ, โรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อม, โรคหัวใจ และโรคร้ายอื่น ๆ อีกมากมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ป้องกันโรคหัวใจ โรคหัวใจและโรคทางเดินหายใจต่าง ๆ เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดที่มาหล่อเลี้ยงหัวใจ สารจากมังคุดจะช่วยส่งเสริมความแข็งแรงให้กับหลอดเลือดตลอดจนยับยั้งการก่อตัวของจุลลินทรีย์ที่เป็นพิษ อีกทั้งยังส่งเสริมการสร้างออกซิเจนในหลอดเลือด ดังนั้นเมื่อหลอดเลือดมีสุขภาพดีและแข็งแรงความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจก็จะ ลดลงตามไปด้วย
ลดความดันโลหิต (antihypertensive) และลดระดับคอเรสเตอรอล ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับเส้นโลหิต ต่าง ๆ คอเรสเตอรอลและสารพิษต่างๆ ที่อุดตันทางเดินโลหิต ส่งผลให้ทางเดินโลหิตแคบลงเป็นเหตุให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวายและอัมพาตหรือโรคปัจจุบันตามมา สารสกัดจากมังคุดได้มีการพิสูจน์แล้วว่าช่วยขยายตัวของหลอดเลือด (vasorelaxing activities) และป้องกันการสะสมตัวของตะกอนไขมัน ทำให้ลดระดับคอเรสเตอรอลอีกด้วย
บำรุงสภาพภายในกระเพาะอาหาร เมื่อคนเราอยู่ในวัยสูงอายุจะมีการเสื่อมสภาพของกรดในกระเพาะ อาหาร ซึ่งจะส่งผลให้แบคทีเรียในกระเพาะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและเป็นสาเหตุให้เกิด อาการท้องร่วง เสียดท้อง เกิดแก๊สในกระเพาะ และการดูดซึมอาหารบกพร่อง สารแซนโทเนสในมังคุดจะไปช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และฟื้นฟูความสมดุลภายในกระเพาะอาหาร
ช่วยให้ทางเดินปัสสาวะมีสภาวะที่ดีขึ้น การกลั้นปัสสาวะของผู้หญิงเป็นสาเหตุให้เกิดการเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อ บริเวณเชิงกรานและการเสื่อมสภาพนี้เองที่จะไปลดความสามารถในการขับปัสสาวะ ออกจากกระเพาะปัสสาวะ สำหรับเพศชายเมื่อมีอายุมากขึ้นต่อมลูกหมากก็จะขยายใหญ่ขึ้นซึ่งจะส่งผลให้ ท่อปัสสาวะมีขนาดแคบลงและเป็นสาเหตุให้มีปัสสาวะขังอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ ในสภาพนี้เองที่ทั้งเพศชายและหญิงมีโอกาสสูงในการติดเชื้อ เนื่องมาจากแบ็คทีเรียในกระเพาะปัสสาวะไม่ได้มีการกำจัดออกไป สารแซนโทเนสได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถขับทั้งแบ็คทีเรียธรรมชาติตลอดจน สารตกค้างที่เกิดจากการรับประทานยาปฏิชีวนะออกจากร่างกายได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
เพิ่มพูนสติปัญญา การขาดอ็อกซิเจนในสมองเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดโรคสติปัญญาเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน และโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลาง สารสกัดจากมังคุดซึ่งเป็นสารแอนตี้อ็อกซิแดนท์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการ ป้องกันการเสื่อมถอยทางสติปัญญา ตลอดจนช่วยเพิ่มไหวพริบปฏิภาณ จะช่วยขจัดความเสื่อมทางปัญญา
ต่อต้านและป้องกันโรคมะเร็ง ได้มีการวิจัยเกี่ยวกับมังคุดอย่างไม่หยุดหย่อนถึงความเป็นไปได้ที่จะ ใช้สารสกัดจากมังคุดในการป้องกันโรคมะเร็ง จากผลการวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากมังคุดจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบ โตของเซลล์มะเร็งในเม็ดเลือด และยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตอันรวดเร็วของมะเร็งเต้านม มะเร็งในตับ มะเร็งในกระเพาะอาหาร ตลอดจนมะเร็งในปอดได้
ต่อต้านและป้องกันโรคภูมิแพ้ (allergies) ได้มีการค้นพบสรรพคุณของมังคุดในการยับยั้งการหลั่งสารฮิสตามีน (histamine) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด เป็นยาแก้แพ้และยาแก้อักเสบจากธรรมชาติ และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ น้ำมังคุดรับประทานง่าย เอร็ดอร่อย ตลอดจนไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง อย่างเช่น อาการง่วงซึม เหมือนดังยาแก้แพ้ทั่วไป
ต่อต้านและป้องกันการติดเชื้อรา, แบคทีเรียบางชนิด, เชื้อไวรัส นักวิทยาศาสตร์ได้เปิดเผยถึงการค้นพบการแก้ไขปัญหาการแพร่เชื้อของเชื้อ แบคทีเรียเช่น เชื้อวัณโรค (Mycobacterium tuberculosis), เชื้อ S. Enteritidis , เชื้อ HIV และสามารถในการช่วยขจัดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์ออกไป โดยใช้สารสกัดจากมังคุด ดังนั้นมังคุดจึงได้ชื่อว่าราชินีแห่งการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์
เพิ่มพลังงานและสร้างความกระปรี้กระเปร่าต่อต้าน ป้องกันโรคซึมเศร้า หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญของมังคุดก็คือความสามารถในการกระตุ้นอารมณ์ ความรู้สึกให้กระปรี้กระเปร่า เพิ่มพลังงานและสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้แก่ร่างกายได้อย่างปลอดภัยจริง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย และยังให้กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งกรดตัวนี้มีผลโดยตรงต่อระบบประสาทส่วนควบคุมการนอนหลับ อารมณ์และความอยากอาหาร ดังนั้นการบริโภคอาหารเสริมจากมังคุดอย่างต่อเนื่องจะช่วนส่งเสริมให้มี สุขภาพจิตที่ดี และอารมณ์ดีอยู่เสมอ
บำรุงผิวพรรณ ความผิดปกติทางผิวพรรณ เช่น แผลเปื่อยพุพอง อาการอักเสบที่ผิวหนัง สิว โรคเรื้อน ผดผื่นต่างๆ ซึ่งโดยทั่วไปสามารถรักษาได้โดยใช้สเตียรอยด์หรือยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ มังคุุดสามารถรักษาได้ โดยการใช้มังคุดทาลงไปตรงส่วนที่มีปัญหา ซึ่งมังคุดได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาปัญหาผิวพรรณเหล่านี้โดยวิธีธรรมชาติอย่างได้ผลโดยปราศจากการใช้สารเคมีอันตรายและไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ มังคุดประกอบด้วยสารคาเทชินซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถต่อต้านสารอนุมูลอิสระ อันจะเป็นอันตรายต่อชั้นผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินซีและ วิตามินอี เพียงใช้เป็นประจำทุกวันคุณจะเห็นผลอันน่าทึ่งของผลิตภัณฑ์นี้
รักษาอาการปากแตกหรือปากเป็นแผล มังคุดรักษาอาการปากแตกหรือปากเป็นแผลได้ภายในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง พลังในการสมานแผลตลอดจนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว และทันที จะช่วยให้ปากและเหงือกมีสุขภาพแข็งแรง
ช่วยป้องกันโรคนิ่วในไต นิ่วในไตส่วนมากแล้วจะเกิดขึ้นในเพศชายมากกว่าเพศหญิง มังคุดมีสรรพคุณในการขับปัสสาวะซึ่งจะช่วยในการป้องกันโรคนิ่วในไตได้
ช่วยชะลอการร่วงโรยแห่งวัย (aging) มังคุดคือผลไม้มหัศจรรย์ที่ช่วยป้องกันและต่อต้านการร่วงโรยแห่งวัยนานับประการทั้งในด้าน ความเสื่อมโทรมทางสติปัญญา การย่อยอาหาร ไขข้อ กระดูก กล้ามเนื้อ และตา
ช่วยในการย่อยอาหาร เปลือกของมังคุดประกอบด้วยไฟเบอร์สูงซึ่งไฟเบอร์นี่มีช่วยในการผลักดันของเสียออกจากร่างกายผ่านทางลำไส้อย่างรวดเร็วและช่วย ป้องกันอาการท้องผูกและความเป็นไปได้ในการเกิดมะเร็งในลำไส้ไฟเบอร์จะไปช่วย ควบคุมระดับคอเลสเตอรอลโดยการกำจัดน้ำดีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายทิ้งไป