ฝึก พัฒนาการ ให้ลูกน้อยของคุณ

เป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแล้วเขามี พัฒนาการ ที่ดี ยิ่งถ้าเขามี พัฒนาการ ล้ำเกินอายุด้วยแล้ว รับรองว่าคุณแม่เป็นปลื้มไปอีกนาน ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องยาก เรามีเทคนิคเลี้ยงลูกง่ายๆ ที่คุณแม่ทุกคนทำได้มาฝากกัน

หัดให้ลูกช่วยเหลือพ่อแม่บ้าง การเป็นลูกก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะต้องคอยช่วยเหลือเขาทุกเรื่องไป ถ้าอยากฝึกให้ลูกมีพัฒนาการเร็วกว่าปกตินิดหน่อย ให้ลูกรู้สึกว่าแม้เขาเป็นเด็กก็สามารถช่วยเหลือพ่อแม่ที่เป็นผู้ใหญ่ได้ เช่น บางเรื่องคุณพ่อคุณแม่ทำเป็นหมดแรง เหนื่อยเหลือเกิน ให้ลูกช่วยอะไรง่ายๆ เช่น ช่วยทำงานบ้านบางอย่าง เอาขยะไปทิ้ง หยิบไม้ปัดขนไก่ให้แม่หน่อย เรื่องเหล่านี้จะช่วยให้เขาเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากพ่อแม่ได้ในทุกวัน
อย่ายื่นมือเข้าไปช่วยลูกตลอด ให้เขาได้ลองทำเองดูก่อน ลองให้ลูกแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อนไม่ใช่ว่าเอะอะพ่อแม่ก็ยื่นมือเข้าไปช่วย อย่างเวลาที่ลูกทำการบ้าน ถ้าคิดไม่ออกคุณพ่อคุณแม่อาจแนะคำถามเชิงหาคำตอบให้เขาได้ แต่อย่าเพิ่งเฉลยว่าคำตอบนั้นคืออะไร หรือแม้แต่เวลาเล่นของเล่น ต่อจิ๊กซอว์ผิดด้าน ก็ปล่อยให้ลูกทำไปก่อน เดี๋ยวเขาก็จะรู้เองว่าสุดท้ายแล้วจิ๊กซอว์ที่เขาตามหาอยู่คือตัวไหนกันแน่ หรือแม้แต่เวลาที่ลูกผูกเชือกรองเท้า ติดกระดุม ถ้าเขาบอกแม่ทำให้หน่อย คุณแม่อาจจะติดกระดุมเม็ดแรกให้แต่ที่เหลือก็ต้องให้ลูกหัดเรียนรู้ที่จะทำเองบ้าง ยิ่งติดผิดยิ่งดี เพราะลูกจะได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ถูกคืออะไร
กิจกรรมนอกบ้านชวนพัฒนาสมองแบบเนียนๆ เด็กๆ หลายคนรู้สึกเบื่อเวลาอยู่บ้าน เลยไม่ค่อยอยากทำอะไรเท่าไหร่ การชวนลูกออกไปเปิดโลกกว้างข้างนอกจะทำให้เด็กๆ ตื่นเต้นและตื่นตัว ลูกจะรู้สึกอยากทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้นเวลาได้เห็นสิ่งใหม่ๆ เช่น เช่าจักรยานที่สวนสาธารณะแล้วขี่เล่นกัน แม้แต่การออกกำลังกาย ไปเที่ยวสวนสัตว์ ทุกอย่าง คือโลกกว้างใบใหม่ที่ทำให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
ให้ลูกลองจดไดอารี่ประจำวัน เป็นอีกหนึ่งวิธีเรียนรู้พัฒนาการ ทั้งฝึกการเขียน การลำดับความคิดความจำของเขา และยังได้เรียนรู้ลูกในมุมมองของเด็กๆ ด้วย บางครั้งเราจะได้รับรู้ความคิดของเด็กๆ ที่พ่อแม่อาจคิดไม่ถึงผ่านไดอารี่ประจำวันนี้เอง เป็นการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันทั้งพ่อ แม่ และลูก
นอนหลับให้เพียงพอ เชื่อหรือไม่ว่าการให้เด็กๆ นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมงจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางสมองที่ดีขึ้น อย่ามัวแต่อัดกิจกรรมให้ลูกทำเพราะคิดว่าจะทำให้ลูกมีพัฒนาการล้ำเกินอายุอย่างเดียว การพักผ่อนก็สำคัญเช่นกัน อ่านเพิ่มเติม

อาหารที่ควรรับประทาน หลัง ศัลยกรรม

5 อาหารที่ควรรับประทานหลัง ศัลยกรรม
น้ำ ถึงแม้ว่าน้ำไม่จัดว่าเป็นสารอาหาร แต่น้ำเป็นองค์ประกอบหลักของร่างกายเป็นกลไกสำคัญต่อการสมานแผล เมื่อร่างกายมีความชุ่มชื้นเซลล์ผิวหนังก็จะสามารถเคลื่อนที่จากขอบแผลมาปิดคลุมบาดแผลได้ดี ถ้าหากร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ จะทำให้เซลล์ผิวหนังตายและเพิ่มความเจ็บปวดได้ ดังนั้นควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
โปรตีน สารอาหารประเภทโปรตีนมีประโยชน์ในการสร้างเนื้อเยื่อ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยให้ผิวหนังที่สร้างใหม่มีความแข็งแรง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดแผลติดเชื้อได้ หลังการผ่าตัดหรือศัลยกรรมร่างกายควรได้รับโปรตีนให้ได้อย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว เราสามารถเลือกทานได้จาก เนื้อปลา ไข่ขาว โยเกิร์ต ธัญพืช และถั่วต่างๆ สำหรับคนที่เคยเป็นรอยแผลเป็นนูนควรรับประทานโปรตีนแต่น้อย เนื่องจากโปรตีนมีส่วนทำให้แผลหายช้าหรือกลับมานูนหนาได้อีก
ธาตุเหล็กและสังกะสี เพราะเป็นธาตุสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการสมานแผลได้ดี ช่วยสังเคราะห์โปรตีนและคลอลาเจน ผลิตเซลล์ผิวใหม่และช่วยสมานบาดแผลได้อีกด้วย หากอยากฟื้นตัวเร็ว ควรรับประทานธาตุเหล่านี้อย่างน้อยวันละ 15 มิลลิกรัม พบในอาหารจำพวก ปลา ไข่ อาหารทะเล ผักใบเขียว และถั่วเหลือง
ไขมันดี นอกจากให้พลังงานที่สูงแล้วยังช่วยสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานในการสร้างและซ่อมแซมเยื้อหุ้มเซลล์ ยังช่วยสมานแผลได้เร็วขึ้น ไขมันดีพบได้ใน น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันงา อาหารจำพวกถั่วเปลือกแข็ง เช่น .อัลมอลด์ เม็ดมะม่วงหิมะพานต์ ถั่วลิสง อ่านเพิ่มเติม

โรคตับ อักเสบA คือ?

โรคตับ อักเสบA คือ?
เป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดหนึ่งที่ติดต่อทางอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ

อาการ
อ่อนเพลียและเบื่ออาหาร
คลื่นไส้อาเจียน จุกแน่นชายโครงขวา
ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง
การวินิจฉัย

ตรวจเลือด พบภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลัน
ตรวจ PCR พบไวรัส RNA

การป้อง

กันกินร้อน, ใช้ช้อนกลาง, ล้างมือบ่อยๆ
ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ
ผู้ที่ควรรับการฉีดวัคซีน อ่านเพิ่มเติม

6 ท่าบริหาร ขากรรไกร

ทีเอ็มดี หรือ โรคข้อต่อ ขากรรไกร และกล้ามเนื้อบดเคี้ยว (Temporomandibular Disorders: TMDs) เป็นกลุ่มอาการความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกรและกล้ามเนื้อบดเคี้ยว ทำให้มีอาการปวดบริเวณใบหน้า ศีรษะ ขมับ กกหู หน้าหู ในหู ขากรรไกร และฟัน นอกจากนี้อาจมีอาการอ้าปากไม่ขึ้น มีเสียงดังกึกกักหรือครืดคราดบริเวณหน้าหู อ้าปากแล้วปากเบ้หรือขากรรไกรค้าง

ปัจจัยเสี่ยง
นิสัยชอบกัดเน้นฟัน กัดเน้นฟันหรือขบฟันไว้ตลอดเวลา หรือการสบฟันที่ไม่ปกติ
มีภาวะความเครียดทางอารมณ์จิตใจ
ตำแหน่งศีรษะและคอที่ไม่สมดุล
การเคี้ยวของแข็งหรือของเหนียวมากเกินไป
แรงกระแทกบริเวณข้อต่อขากรรไกรจากอุบัติเหตุ
โรคทีเอ็มดีสามารถรักษาให้หายได้ โดยทันตแพทย์จะประเมินความรุนแรงของอาการ รวมถึงการแนะนำการบริหารขากรรไกร เพื่อช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบดเคี้ยวและช่วยให้อ้าปากได้กว้างกล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นแข็งแรงข้อต่อขากรรไกรขยับได้คล่องขึ้น

วิธีการบริหารขากรรไกร
มีหลายวิธีควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับอาการและระยะของโรคจึงจะได้ผล ดังนั้น ควรปรึกษาทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาเพื่อแนะนำวิธีที่เหมาะสมก่อนเริ่มการบริหารควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นจัดจัดประคบบริเวณใบหน้าทั้งสองข้างนาน 15 นาทีเพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย

ท่าที่ 1 การผ่อนคลายใบหน้าขากรรไกรและลิ้น
ให้สังเกตว่าเวลาที่ท่านอยู่เฉยๆฟันบนและฟันล่างของท่านสัมผัสแต่การหรือไม่ถ้าแต่การแสดงว่าท่านกำลังเกร็งกล้ามเนื้อใบหน้าและขากรรไกรโดยไม่รู้ตัว
ฝึกผ่อนคลายริมฝีปากโดยลองพูดคำว่า “N” หรือ “M” ริมฝีปากฟันและลิ้นจะอยู่ในท่าผ่อนคลายโดยอัตโนมัติ
โดยปกติฟันบนและล่างจะสัมผัสแตะกันในช่วงที่เคี้ยวอาหารหรือเปล่งเสียงคำพูดบางคำเท่านั้น การที่ฟันแตะกันตลอดหรือเกร็งลิ้น ริมฝีปากใบหน้าจะทำให้มีอาการเมื่อยเกร็งบริเวณขากรรไกร อ่านเพิ่มเติม

วิตามินบำบัดเสริมภูมิคุ้มกัน (Vitamin Immune Booster)

วิตามินบำบัดเสริมภูมิคุ้มกัน คือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันของร่ายกายเพราะว่าการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ต้องเผชิญทั้ง ฝุ่น มลภาวะ และสารพิษต่างๆ ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต้องทำงานหนัก และเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่าย เราจึงต้องสร้างเกราะป้องกันให้กับร่างกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

รู้จัก Vitamin Immune Booster คือ อะไร ?
วิตามินบำบัดเสริมภูมิคุ้มกัน คือ วิตามินที่จะช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อร่างกายของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมต้อง Vitamin Immune Booster

ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาการภูมิแพ้จะลดลง และยังช่วยป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ได้น้อยลงอีกด้วย

เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ
ทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่อ่อนเพลียง่าย
ช่วยลดความตึงเครียด
ช่วยชะลอวัย ให้ผิวพรรณสดใส แลดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น อ่านเพิ่มเติม

คู่มือผู้ป่วยเข้า เฝือก ปลอดภัยไว้ก่อน

คู่มือผู้ป่วยเข้า เฝือก
“อย่าปล่อยให้อาการ ปวด เป็นปัญหาอีกต่อไป”
ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ ให้บริการตรวจวินิจฉัยรักษาเกี่ยวกับกระดูกและข้อ ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยทีมศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง ที่มีประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมให้บริการ

เฝือก
คือเครื่องดามที่ใช้ดามกระดูกและข้อ ส่วนที่ถูกหุ้มด้วยเฝือกนั้นอยู่นิ่งๆ โดยสามารถเคลื่อนไหวร่างกายส่วนอื่นๆที่อยู่นอกเฝือกได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ปกป้องเนื้อเยื่ออื่นๆที่ได้รับบาดเจ็บ ลดความเจ็บปวด บวม และส่งเสริมให้กระดูกหักนั้นติดกันดังเดิม

การปฏิบัติตนในระยะ 3 วันแรกหลังใส่เฝือก
หลังจากที่แพทย์ใส่เฝือกให้ แต่เฝือกก็ยังมีสภาพเปียกชื้นและบุง่ายอยู่ ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 1- 2 วัน จึงจะแห้งสนิท
1. ป้องกันเฝือกแตก หักหรือบุบในระหว่างที่เปียกชื้น หรือแห้งไม่สนิท วางเฝือกบนวัสดุนุ่มนิ่ม เช่น หมอนหรือฟองน้ำ หลีกเลี่ยงการวางเฝือกบนวัสดุแข็ง เช่น วางส่วนของส้นเท้าบนพื้นปูน หรือใช้ส่วนของข้อศอกเท้าพนักเก้าอี้ ควรประคองเฝือกในระหว่างเคลื่อนย้าย หรือลุกออกจากเตียงอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการใช้ปลายนิ้วกดหรือบีบเฝือกเล่น
2. ดูแลให้เฝือกแห้งเร็ว วางเฝือกในที่โล่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อับชื้น ไม่ใช้ผ้าห่มหรือสิ่งใดๆคลุมบนเฝือก การใช้พัดลมเป่าจะช่วยให้เฝือกแห้งเร็วขึ้น แต่ห้ามนำเฝือกไปผิงกับไฟ

การปฏิบัติเมื่อเฝือกแห้งดีแล้ว
1. ดูแลไม่ให้เฝือกเปียกชื้นหรือสกปรก เช่น การเดินในสนามหญ้าตอนเช้าๆ หรือถูกน้ำจนเปียก เวลาอาบน้ำควรใช้ถุงพลาสติกหุ้มเฝือกไว้ อาจใช้ถุงสวมทับหลายๆชั้น โดยการมัดปากถุง ที่คนละระดับจะช่วยกันน้ำได้ดียิ่งขึ้น
2. ไม่ควรให้เฝือกเป็นตัวรับน้ำหนักอย่างเต็มที่ ยกเว้น มีส้นยางเป็นตัวรับน้ำหนัก
3. ไม่ควรลงน้ำหนักหรือเดินบนเฝือก ถ้าแพทย์ยังไม่อนุญาต อ่านเพิ่มเติม

COVID-19 ช่วงการเเพร่ระบาด รู้หรือไม่ ไวรัสร้ายทำลายหัวใจ

แพทย์เตือน COVID-19 ไวรัสร้ายที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจอยู่แล้ว มีโอกาสเสียชีวิตสูง

แพทย์หญิงชาดา โชติพันธุ์วิทยากุล อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เปิดเผยว่า COVID-19 เป็นไวรัสที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อปอดและระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดความผิดปกติต่อหัวใจด้วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจเป็นโรคประจำตัวอยู่เดิม เช่น โรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งพบว่าโดยทั่วไปแล้วการทำงานของหัวใจและระบบไหวเวียนเลือดในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าคนทั่วไป อีกทั้งผู้ป่วยโรคหัวใจส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้สูงอายุ และมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอตามธรรมชาติของวัย ดังนั้นหากติดเชื้อ โควิด-19 จะยิ่งทำให้โรคมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น มีการตรวจพบการอักเสบที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะที่เยื่อบุหลอดเลือดทั่วร่ายกาย ในผู้ที่เสียชีวิต ซึ่งการอักเสบนี้จะทำให้การไหลเวียนเลือดบกพร่อง เซลล์และเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน จนทำให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้นและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น หัวใจล้มเหลว ลิ่มเลือดเฉียบพลันในหลอดเลือดหัวใจ ปอดอักเสบรุนแรงและภาวะระบบการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน นอกจากนี้ในระหว่างที่มีการติดเชื้อนี้จะทำให้การควบคุมโรคประจำตัวที่มีอยู่เดิมทำได้ยากขึ้น และเกิดภาวะหัวใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน

ในส่วนของผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว และแข็งแรงดีมาก่อนแต่ได้รับเชื้อ โควิด-19 พบมีรายงานการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากไวรัสได้ โดยอาศัยการวินิจฉัยจากการตรวจพิเศษทางหัวใจเพิ่มเติม ซึ่งภาวะนี้จะทำให้การบีบตัวของหัวใจแย่ลง ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและน้ำท่วมปอดตามมา นอกจากนี้การใช้ยารักษา โควิด-19 เองก็มีรายงานว่าทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจได้เช่นกัน พบว่าการใช้ยาต้านไวรัสร่วมกับยาต้านมาลาเรียอาจทำให้เกิดการนำกระแสไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ (QT Prolongation) ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตได้ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยทุกราย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่อายุน้อยและแข็งแรงดีมาก่อน

ดังนั้น การป้องกันไม่ให้ได้รับเชื้อ โควิด-19 จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับเชื้อ โควิด-19 ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ และไม่ไปในพื้นที่เสี่ยงหรืออยู่รวมกันในที่แออัด รวมถึงรีบเข้ารับการตรวจหาเชื้อ โควิด-19 หากพบว่าตัวเองมีความเสี่ยง เพื่อเข้ารับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที

ด้าน แพทย์หญิงสมพร วงศ์เราประเสริฐ อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ระบุว่า โดยปกติแล้วผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลได้จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อทั่วไปง่ายกว่าคนปกติ เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เพราะเชื้อเหล่านี้จะเจริญเติบโตได้ดีในภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและร่างกายมีภูมิคุ้มกันน้อยลง แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดว่าผู้ป่วยเบาหวานจะมีโอกาสติดเชื้อ โควิด-19 ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป อ่านเพิ่มเติม

พ่อเเม่ควรใส่ใจในการเลือก รองเท้า อย่างไรให้เหมาะกับช่วงวัยลูกน้อย

การเลือก รองเท้า ที่เหมาะสมกับ ลูกน้อย แต่ละช่วงอายุของเด็ก เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาของกระดูกเท้าและรูปเท้า เพราะเด็กแต่ละวัยมีรูปเท้าและการเจริญเติบโตของกระดูกเท้าแตกต่างกัน

เท้าเป็นอวัยวะที่คนเราใช้มากเป็นอันดับต้น ๆ ในแต่ละวันไม่ว่าจะวัยไหน ดังนั้นการดูแลเท้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการการเลือกรองเท้าที่เหมาะกับรูปเท้าและกิจกรรมต่าง ๆ ยิ่งในวัยเด็กด้วยแล้ว รองเท้า มีส่วนช่วยให้ลูกมีพัฒนาการสมวัยได้

นพ.กฤษฎิ์ พฤกษะวัน ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า เท้าเป็นพื้นฐานสำคัญในการเจริญเติบโตของเด็กทุกคน เพราะเด็กจะเรียนรู้ด้วยการมอง ฟัง และเดินไปสัมผัสสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ดังนั้น หากเด็กมีสุขภาพเท้าที่ดี มีขาที่แข็งแรง ทำให้มีความพร้อมในการเรียนรู้สิ่งใหม่และมีพัฒนาการสมวัย ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา

“นอกจากการดูแลเท้าของลูกให้แข็งแรงและถูกอนามัยแล้ว สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรต้องใส่ใจและให้ความสำคัญมาก ๆ นั่นคือการเลือกรองเท้าให้เหมาะกับลูก เพราะเด็กแต่ละช่วงวัยจะมีการพัฒนากระดูกเท้าที่แตกต่างกัน รวมถึงกิจกรรมที่ต้องใช้เท้าแต่ละช่วงอายุก็แตกต่างกันด้วย ซึ่งเท้าเด็กจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว พ่อแม่จึงควรตรวจเช็คความคับหรือหลวมของรองเท้าอยู่เสมอ บางครั้งอาจต้องเปลี่ยนรองเท้าถึง 3 ไซส์ ในช่วง 1 ปี” นพ.กฤษฎิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ผู้ปกครองต้องคอยสังเกตรอยแดงบริเวณข้อเท้าเด็กอยู่เสมอ หากพบรอยแดงใต้ส้นเท้าแสดงว่ารองเท้านั้นสั้นไป ถ้ามีรอยแดงนอกส้นเท้าในส่วนข้อต่อด้านบนแสดงว่ารองเท้าเตี้ยไป ถ้ามีรอยแดงที่ขอบนอกหรือขอบด้านในเท้าแสดงว่ารองเท้าแคบไป ซึ่งรองเท้าที่พอดีควรมีความยาวมากกว่าเท้าประมาณ 2/3 นิ้ว เพื่อให้มีพื้นที่มากพอในการป้องกันการบีบของนิ้วเท้า โดยควรเลือกซื้อหรือลองรองเท้าในช่วงบ่ายเพราะเป็นช่วงที่เท้าจะขยายขนาดและบวมจากการใช้งานมานาน เพื่อป้องกันการซื้อรองเท้าที่คับเกินไป อ่านเพิ่มเติม

เมื่อโดน แมงป่อง ต่อย วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทําอย่างไรให้หายปวด?

แมงป่อง เป็นสัตว์ที่มีลำตัวยาวกว่า 10 เซนติเมตร บางชนิดไม่มีพิษ แต่บางชนิดมีพิษรุนแรงมาก แมงป่องมักออกหากินตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันจะหลบซ่อนตามบริเวณที่เย็นๆ อย่างก้อนหิน กองไม้ แมงป่องจะทำร้ายเหยื่อโดยการต่อยเพียงใช้หางปล้องสุดท้ายซึ่งมีพิษ เมื่อถูกแมงป่องต่อยถ้าได้รับพิษปริมาณมากจะทำให้ชีพจรเต้นเร็วจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาการเมื่อโดน แมงป่องต่อย
ปวดแดงบวม
ปวดแสบปวดร้อน
เป็นรอยไม้
มีอาการไข้ ปวดหัว
คลื่นไส้ อาเจียน
กล้ามเนื้อเกร็ง กล้ามเนื้อกระตุก
น้ำลายไหล น้ำลายฟูมปาก
หัวใจเต้นเร็วและถึงขั้นเสียชีวิตได้ อ่านเพิ่มเติม

ไม่เห็น…ใช่ว่าไม่มี “มลพิษ” ตัวการทำลายระบบทางเดินหายใจ

หลังจากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว PM 2.5 เบาบางลง ภาพของผู้คนที่สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นควัน มลพิษ ก็ลดลงแทบจะทันทีทันใด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้โดยสารรถสาธารณะ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ รวมไปถึงผู้ที่อยู่ใกล้บริเวณท้องถนนที่มีรถสัญจรผ่านตลอดทั้งวัน ทั้งๆ ที่ในความจริงแล้วไม่ได้มีแค่เจ้า PM 2.5 ที่อันตรายกับร่างกาย แต่ยังมีมลพิษในอากาศอีกหลายชนิดที่เรามองไม่เห็นและก็อันตรายไม่แพ้กัน

มลพิษ ในอากาศ อันตรายอย่างไร
มลพิษทางอากาศที่อันตรายต่อสุขภาพ ตามรายงานดัชนีคุณภาพอากาศหรือที่เรียกว่า Air quality index (AQI) แบ่งออก 6 ชนิด คือ

ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เกิดจากการเผาไหม้ ทั้งจากยานพาหนะ การเผาวัสดุการเกษตร ไฟป่า และกระบวนการอุตสาหกรรม เป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมาก สามารถเข้าไปถึงถุงลมในปอดได้ ทําให้ปอดเสื่อม หลอดลมอักเสบ และมีอาการหอบหืด

ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการอุตสาหกรรม การบด การโม่ หรือการทําให้เป็นผงจากการก่อสร้าง เมื่อหายใจเข้าไปจะสามารถสะสมในระบบทางเดินหายใจ เป็น อันตรายต่อสุขภาพ

ก๊าซโอโซน (O3) ก่อให้เกิดการระคายเคืองตา และระบบทางเดินหายใจ ทำให้ความสามารถในการทำงานของปอดลดลง เหนื่อยเร็ว โดยเฉพาะในเด็ก คนชรา และคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง

ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิง ก๊าซชนิดนี้จะเข้าไปจับกับเม็ดเลือด ทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายลดน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย และหัวใจทำงานหนักขึ้น

ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) มีผลต่อระบบการมองเห็นและกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืด หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ

ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ หากได้รับเป็นเวลานานๆ จะทำให้เป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังได้

ไม่สูบบุหรี่แล้วไง…แค่สูดควัน ก็เสี่ยง!
กว่า 90 % ของผู้ป่วยโรคปอดโดยเฉพาะมะเร็งปอดในปัจจุบันล้วนมีสาเหตุสำคัญมาจากการสูบบุหรี่ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ หลายคนที่คิดว่าตนเองไม่ได้สูบบุหรี่แล้วจะปลอดภัย ซึ่งนั่นไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องนัก เพราะกว่าร้อยละ 30 ของคนที่เป็นมะเร็งปอดคือคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ได้รับควันบุหรี่จากคนใกล้ชิด และผู้ที่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะทั่วไป อ่านเพิ่มเติม